วิธี Scale ธุรกิจไปต่างประเทศให้รอด โดยคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ บทเรียนจากงาน SCSE 2026

Techsauce บินลัดฟ้าสู่กรุงไทเป ร่วมงาน The 2026 Smart City Summit & Expo (SCSE) งานที่รวบรวม Solution ด้านเมืองอัจฉริยะที่ใหญ่แห่งหนึ่งของเอเชีย

และคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO และ Co-founder ของ Techsauce มีโอกาสไปร่วมวงสนทนาระดับโลกในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนจาก Southeast Asia บนเวที From SEA to the World ซึ่งไม่ใช่แค่การไปเพื่อดูว่าโลกหมุนไปถึงไหน แต่เป็นการไปเพื่อถอดรหัสว่าในวันที่เทคโนโลยีล้ำหน้าจนตามแทบไม่ทัน DNA แบบไหนที่จะทำให้ Startup และธุรกิจไทยขยายปีกไปสู่ตลาดโลกได้โดยไม่ตกลงมาเสียก่อน

Techsauce ได้สรุป 7 บทเรียนที่กลั่นจากประสบการณ์ตรงบนเวทีโลกของคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ว่า DNA ของคนที่ Scale รอด จะต้องมีลักษณะเป็นอย่างไร 

7 บทเรียน ศิลปะของการบุกตลาดโลก

1. คิดใหญ่ระดับ Global แต่รบทีละสมรภูมิ

การมี Global Mindset ตั้งแต่วันแรก คือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการเหวี่ยงแหไปทุกที่พร้อมกันจนทรัพยากรละลายหายไป 

คุณอรนุชย้ำว่า Startup ที่รอดจริงคือคนที่วางรากฐานให้พร้อมรองรับสเกลใหญ่ แต่ในภาคปฏิบัติต้องเลือกโฟกัสเพียง 1 ตลาดให้แข็งแรงที่สุดก่อนจะขยับไปที่อื่น การบุกสิบประเทศแต่ไม่มีที่ไหนแข็งแรงจริง สู้การครองเบอร์หนึ่งในตลาดเดียวไม่ได้

2. เข้าใจว่าความลึกสำคัญกว่าความกว้าง

บทเรียนสำคัญที่ Startup ต้องเข้าใจ คือ อย่าให้ความสำคัญกับแค่การไปปักหลักอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ เพราะการมีชื่ออยู่ในหลายที่แต่ยอดใช้งานจริงไม่ได้สูง สิ่งนี้ยังไม่เรียกว่าการขยายตลาดที่สำเร็จ แต่คือการแบกภาระที่ไม่มีผลตอบแทน

ความหมายของคำว่า ‘ขยายตลาดสำเร็จ’ วัดที่ความหนาแน่นของฐานผู้ใช้จริงและความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกจนเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์ Traction ที่เข้มแข็งในเพียงตลาดเดียว มีมูลค่าทางธุรกิจสูงกว่าการขยายไปหลายที่แบบผิวเผินแต่ไม่มีใครรู้จักเราจริง ๆ

3. Local Partner คือ Game Changer

การแบกกระเป๋าไปบุกบ้านคนแปลกหน้าแบบตัวเปล่าเล่าเปลือยนั้นไม่ใช่แค่ยาก แต่ต้องใช้ทรัพยากรสูงมากในการสร้างตัวตน พาร์ทเนอร์ท้องถิ่นในมุมมองของคุณอรนุชจึงไม่ใช่แค่คนช่วยขาย แต่เขาคือ ประตู ที่สามารถมอบความไว้วางใจ (Trust) และช่องทางการกระจายสินค้า (Distribution) ให้คุณในทันที 

พาร์ทเนอร์ที่ใช่จะช่วยแปลภาษาทางธุรกิจและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงตลาดใหม่ ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูกในเรื่องที่คนเจ้าถิ่นเขารู้อยู่แล้ว เป็นจุดที่จะช่วยสร้างแต้มต่อในตลาดใหม่ได้ทันที

4. ว่าด้วยเรื่อง B2B และ B2C

ในวันที่ค่าโฆษณา (CAC) บนโลกออนไลน์พุ่งสูงจนน่าตกใจ การทำ B2C แบบลุยเดี่ยวบุกหาลูกค้ารายย่อยอาจกลายเป็นการค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คุณอรนุชเผยว่าปัจจุบัน เริ่มเห็นหลาย ๆ ธุรกิจหันมาใช้โมเดล B2B2C เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

B2B2C คือการร่วมมือกับองค์กรยักษ์ใหญ่ที่มีฐานลูกค้าในมือมหาศาลอยู่แล้ว ช่วยให้คุณเติบโตได้บนบ่าของยักษ์ใหญ่ เพื่อเข้าถึง End-user ผ่านความน่าเชื่อถือและระบบนิเวศของพาร์ทเนอร์ วิธีนี้ช่วยให้เราโตได้อย่างมั่นคง ใช้แรงส่งจากยักษ์ใหญ่มาเป็นสปริงบอร์ดให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้รวดเร็วกว่า

5. เงินลงทุนมีไว้เพื่อ ‘เร่ง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘พยุง’

นี่คือกับดักที่ Startup จำนวนมากตกหลุมพราง คุณอรนุชเน้นย้ำว่า เงินลงทุนควรทำหน้าที่เป็นน้ำมันที่เติมเข้าไปเพื่อเร่งความเร็วในวันที่เครื่องยนต์หรือ Business Model ของคุณพร้อมพุ่งไปข้างหน้าแล้วเท่านั้น อย่าพยายามระดมทุนเพียงเพื่อนำเงินมาต่อลมหายใจหรือพยุงโครงสร้างธุรกิจที่ยังโอนเอนหรือไม่ชัดเจน

6. AI คือตัวคูณพลังของการ Scale

ในโลกยุคใหม่ ‘จำนวนคน’ ไม่ใช่ข้อจำกัดของการครองตลาดโลกอีกต่อไป เพราะ AI สามารถทำหน้าที่เป็นตัวคูณพลังที่ช่วยทำลายกำแพงเรื่องภาษา การทำตลาดหลายประเทศพร้อมกัน หรือแม้แต่การจัดการงานหลังบ้านที่ซับซ้อน สิ่งนี้ทำให้ทีมขนาดเล็กที่มีไอเดียดี ๆ ก็มีโอกาสที่จะสู้กับคู่แข่งรายใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่าหลายเท่าตัวได้อย่างสูสี โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่สูงเกินความจำเป็น

7. ปรับตัวเข้าสู่ยุคของการคุม AI Agents

ความเก่งกาจของธุรกิจวันนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนพนักงาน (Headcount) อีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการออกแบบและควบคุม AI Agents ให้ทำงานแทนเราแบบกึ่งอัตโนมัติ ใครที่สามารถวางระบบให้ "แรงงานดิจิทัล" เหล่านี้ประสานงานกันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การหาลูกค้าไปจนถึงการบริการหลังบ้าน จะสามารถสร้าง Impact มหาศาลโดยใช้ทรัพยากรเพียงนิดเดียว

แล้วคำถามสำคัญคือ... ไทยจะเล่นเกมนี้ยังไงในวันที่โลกบุกมาถึงหน้าบ้าน?

วันนี้สมรภูมิธุรกิจไม่มีคำว่าเขตแดนอีกต่อไป ไม่ใช่แค่เราที่พยายามจะผลักตัวเองออกไปบุกโลก แต่ในวินาทีเดียวกัน ยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพจากทั่วทุกมุมโลกก็กำลังมองหาลู่ทางบุกเข้ามาหาเราได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ไร้พรมแดน

คุณอรนุชชี้ให้เห็นภาพที่น่ากังวลว่า... หากเรามัวแต่เป็นผู้เล่นที่ตั้งรับ สุดท้ายเราจะลงเอยด้วยการเป็นเพียงตลาดหรือเป็นผู้บริโภคที่ให้คนอื่นเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และเม็ดเงินออกไป 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการ "แข็งแรงในบ้าน" การแข็งแรงในบ้านไม่ใช่การปิดประตูอยู่แต่ในประเทศ แต่คือการทำความเข้าใจและสกัดเอา Core Competency หรือสิ่งที่เราเก่งจริง และได้เปรียบที่สุดออกมาให้ชัด เพื่อสร้างแต้มต่อและใช้สิ่งนี้แหละเป็นฐานทัพที่มั่นคง และใช้มันเป็นฐานในการขยายไปต่างประเทศ

สุดท้ายแล้ว... การก้าวออกไปเป็นเพียงฉากแรกของการเดินทาง การพาธุรกิจเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้สำเร็จอาจดูเหมือนชัยชนะ แต่นั่นเป็นเพียงบทเริ่มต้นหรือแค่จุดสตาร์ทเท่านั้น คุณอรนุชทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า... สิ่งที่ท้าทายและยากยิ่งกว่าการเข้าไปได้ คือทำอย่างไรเราถึงจะอยู่ให้รอดและโตได้อย่างยั่งยืนในดินแดนที่เราไม่ใช่เจ้าถิ่น

ข้อมูลจากการเข้าร่วมงาน The 2026 Smart City Summit & Expo (SCSE) โดยคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO และ Co-founder ของ Techsauce

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุปรายงานจาก Lenovo 2026 องค์กรลงทุน AI เพื่ออะไร? เมื่อลงทุน 1 ดอลลาร์ ต้องคืน 2.85 เท่า และเบื้องหลังวิกฤติชิ้นส่วนที่ทุกองค์กรต้องรู้

Lenovo Thailand เปิดทิศทางปี 2026 ดัน Hybrid AI ส่ง Qira บุก Personal AI ทำงานออฟไลน์ได้ AI PC ครองครึ่งพอร์ต CIO ต้องการ ROI 2.85 เท่า พร้อมเผยวิกฤติชิ้นส่วนทำราคา Server พุ่ง 300...

Responsive image

เปิดรายงาน ‘Project Thara’ เจาะลึกตลาด RWA Tokenization ไทย เครื่องมือระดมทุนยุคใหม่สำหรับภาคธุรกิจ กับโอกาสโต 1.7 ล้านล้านบาท

Key Messages จาก Project Thara รายงานเชิงลึกที่เผยการประเมินกลุ่มสินทรัพย์ในไทยซึ่งพร้อมในการแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล ว่ามีโอกาสสร้างมูลค่าผ่าน RWA Tokenization ถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร...

Responsive image

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ดูแลร้านค้า ได้ใช่แค่ 'ตอบคำถาม' แต่ 'แก้ปัญหาจบครบในที่เดียว

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ร่วมกับ LINE Plus ภายใต้ ActEngine AI ดูแลร้านค้าพาร์ทเนอร์กว่า 700,000 ร้านแบบ End-to-End ลดเวลาจัดการเคส 66% เพิ่มความแม่นยำ 16% จัดก...