บนถนนไทยมีกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ในข้อสอบใบขับขี่ แต่คนใช้รถใช้ถนนแทบทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยพร้อมเพรียงกัน นั่นคือ “เจอรถใหญ่เมื่อไหร่ ให้อยู่ห่างไว้เป็นดีที่สุด”
เราเลือกที่จะชะลอความเร็ว เปลี่ยนเลนหนี หรือกดคันเร่งแซงให้พ้นเงาของรถพ่วงคันมหึมาไปโดยสัญชาตญาณ โดยไม่มีกฎหมายข้อไหนบังคับ พฤติกรรมร่วมของคนทั้งประเทศนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ตรงและความกลัวสะสม ซึ่งหากมองให้ลึกลงไปในเชิงระบบ นี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือ "ระบบความปลอดภัย" ที่คนบนถนนช่วยกันสร้างขึ้นมาเองโดยไม่ได้นัดหมาย เพื่อชดเชยความเสี่ยงเชิงโครงสร้างบางอย่างที่ยังไม่ถูกแก้ไขที่ต้นทาง
พูดอีกแบบก็คือ ที่ผ่านมาสังคมไทยกำลังโยนภาระความปลอดภัยของรถขนาดใหญ่ไปไว้กับเพื่อนร่วมทางรอบข้าง ดังนั้น คำถามที่เราควรถามจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่ “เราจะหลบรถใหญ่อย่างไรให้รอด?” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ความเสี่ยงเหล่านั้นถูกจัดการและควบคุมตั้งแต่ภายในรถคันนั้นเอง?” แต่ก่อนจะไปถึงโซลูชันที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ เราต้องย้อนกลับมากาง Data ดูก่อนว่า ความกลัวที่ฝังรากลึกในใจคนไทยนี้ มีมูลความจริงรองรับมากน้อยแค่ไหน

ในภาพรวมองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 18,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยสูงถึง 50 คนต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน และกลุ่มรถบรรทุกหรือรถขนส่งขนาดใหญ่กลับสร้างความผวาให้สังคมมากที่สุด เนื่องจากดัชนีความรุนแรงต่อครั้งสูงกว่ารถประเภทอื่น ด้วยน้ำหนักและขนาดตัวรถที่มหาศาล อุบัติเหตุแต่ละครั้งจึงมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในคราวเดียว จนกลายเป็นภาพจำและความทรงจำร่วมที่น่ากลัวของคนใช้รถใช้ถนน
หากมองในเชิงมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่า ทางถนนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยกว่า 3.3% ของ GDP หรือราว 5.9 แสนล้านบาทต่อปี ความสูญเสียนี้ไม่ได้กระทบแค่ชีวิตของผู้คน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนในภาคโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของประเทศอย่างมหาศาล
เมื่อเจาะลึกงานวิจัยในไทย เราจะพบเหตุผลทางกายภาพและพฤติกรรมที่อธิบายว่าทำไมสัญชาตญาณการสั่งให้เราขับห่างรถใหญ่จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล ปัจจัยแรกคือเรื่องของทรัพยากรบุคคล ข้อมูลจากงานวิจัยในวารสารวิชาการ ม.ปทุมธานี ระบุว่า พนักงานขับรถบรรทุกในไทยกว่า 55.6% ต้องปฏิบัติงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน การขับรถระยะไกลภายใต้ความกดดันเรื่องเวลาส่งสินค้าทำให้เกิดความล้าสะสม บั่นทอนสมาธิ และเพิ่มโอกาสในการเกิดอาการหลับใน ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งสำหรับรถที่ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถมากกว่าปกติ
ปัจจัยต่อมาคือสภาพของตัวรถ โดยสถิติจาก TDRI เผยว่า รถใหญ่ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนไทยกว่า 70% เป็นรถเก่าที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยยุคเดิม ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับข้อจำกัดทางกายภาพตามธรรมชาติของรถบรรทุกที่มีจุดบอดรอบคันที่กระจกมองข้างทั่วไปมองไม่เห็น และระยะเบรกที่ยาวกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายเท่า จึงทำให้ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะจากตัวคนขับรถใหญ่เอง หรือจากรถคันอื่นที่เข้ามาตัดหน้า สามารถเปลี่ยนเป็นอุบัติเหตุรุนแรงได้ทันที
อย่างกรณีรถบรรทุกพุ่งชนรถ SUV บนทางมอเตอร์เวย์ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 8 รายในเหตุการณ์เดียว เป็นภาพที่เราเห็นซ้ำในหน้าข่าวจนกลายเป็นความทรงจำร่วมของสังคม
คำถามต่อไปคือ แล้วเราจะลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยอะไรบ้าง

ปัญหาที่ฝังลึกและมีมิติซับซ้อนอย่างอุบัติเหตุรถใหญ่ ไม่มีทางแก้ได้ด้วยเครื่องมือชิ้นเดียว แต่จำเป็นต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบหลายชั้น ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่ออุดช่องโหว่ในทุกมิติ
ความน่าสนใจของเทคโนโลยีในรถคือ มันเข้ามาเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ แทนที่จะปล่อยให้คนทั้งถนนต้องคอยระแวงและขับหลบรถใหญ่ เทคโนโลยีนี้ได้ย้ายภาระความปลอดภัยกลับไปไว้ที่ต้นทาง นั่นคือตัวรถและคนขับ ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจอย่าง Video Telematics คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของแนวคิดนี้
เพื่อให้เห็นว่ามันต่างจากกล้องหน้ารถเดิมตรงไหน ลองมองวิวัฒนาการของเทคโนโลยีจัดการ Fleet เป็น 3 ยุค

ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือแนวทางของ Geotab ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารจัดการฟลีตรถ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Video Intelligence ร่วมกับกล้องติดรถยนต์พลัง AI รุ่น GO Focus Plus เข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีอย่างยิ่ง โดยหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้พึ่งพา 3 ขั้นตอนที่ทำงานอย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์:
เบื้องหลังระบบนิเวศการโค้ชผู้ขับขี่นี้ทำงานบนแพลตฟอร์มอย่าง MyGeotab ซึ่งรวบรวมการตรวจสอบวิดีโอ การติดตามความก้าวหน้า และการสร้างแรงจูงใจด้วยการชื่นชมผู้ขับขี่ (Driver recognition) มารวมไว้ในที่เดียว สิ่งนี้เปลี่ยนการฝึกอบรมให้เป็นกระบวนการเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นการจับผิดเป็นครั้งคราว ซึ่งในท้ายที่สุดจะช่วยหล่อหลอมความปลอดภัยให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง
ข้อได้เปรียบสำคัญในบริบทของประเทศไทยคือ เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปติดตั้งย้อนหลัง (Retrofit) กับรถที่วิ่งใช้งานอยู่แล้วได้ทันที โดยผู้ประกอบการไม่ต้องรอเปลี่ยนรถใหม่ยกฟลีต หรือไม่ต้องรอการปฏิรูปกฎหมาย แต่มันสามารถเริ่มลดความเสี่ยงบนเส้นทางจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง

อีซาน โซ (Ezanne Soh) รองประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Geotab ได้เน้นย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ไว้ว่า
"ทั่วประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบ ภาคการขนส่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนกำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ฟลีตรถต้องเผชิญกับอัตรากำไรที่แคบลง ความเครียดของกำลังคน และการจับตามองจากสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ขับขี่ต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่กดดันยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และความผิดพลาดด้านความปลอดภัยก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่เคย สิ่งนี้กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทั่วทั้งอุตสาหกรรม นั่นคือการเปลี่ยนจากการตั้งรับและแก้ไขหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันความเสี่ยงก่อนที่จะบานปลายกลายเป็นอันตราย"
ตัวเลขสถิติต่าง ๆ ได้ช่วยยืนยันความจริงข้อนี้แล้ว จากข้อมูลของ Geotab ระบบให้คำแนะนำด้วยเสียงแบบเรียลไทม์ภายในห้องโดยสาร สามารถช่วยลดการขับจี้ท้ายได้สูงสุดถึง 90% และลดการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ลงได้ถึง 95% ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์หลักการสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ การเข้าแทรกแซงในวินาทีที่เกิดพฤติกรรมเสี่ยง มีประสิทธิภาพมากกว่าการมาย้อนดูคลิปวิดีโอหลังจากเกิดอุบัติเหตุไปแล้วอย่างเทียบไม่ติด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนี้มีความน่าเชื่อถือสูง มาจากขนาดของข้อมูลอันมหาศาล ปัจจุบัน Geotab ให้บริการลูกค้ามากกว่า 100,000 รายทั่วโลก ประมวลผลข้อมูลมากกว่า 1 แสนล้านชุดต่อวัน จากยานพาหนะที่เชื่อมต่อกับระบบมากกว่า 6 ล้านคัน
ยิ่งฐานข้อมูลครอบคลุมและมีกรณีศึกษามากเท่าไร โมเดล AI ก็ยิ่งเรียนรู้และมีความแม่นยำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา โดยที่ผู้ประกอบการฟลีตรถไม่ต้องลงมืออัปเดตเทคโนโลยีด้วยตนเองเลย
ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ความกลัวรถบรรทุกใหญ่ของคนไทยไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานของผู้ขับขี่ และสภาพรถที่เก่าทรุดโทรม ทั้งหมดต่างยืนยันว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นเวลานานเกินไปแล้วที่ภาระด้านความปลอดภัยถูกผลักอย่างไม่เป็นธรรมไปให้กับผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ จนบีบให้คนขับรถทั่วไปต้องคอยตื่นตัวและระวังภัยขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา
การเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น มาตรฐานยานพาหนะที่ดีขึ้น และเทคโนโลยีภายในตัวรถเพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากต้นตอ
สิ่งที่ทำให้ Video Telematics น่าสนใจอย่างมาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ที่ดูล้ำสมัย แต่เป็นเพราะมันคือเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งที่ผู้ประกอบการฟลีตรถสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที ซึ่งเข้าจัดการกับต้นตอที่แท้จริงของอุบัติเหตุส่วนใหญ่ นั่นคือ พฤติกรรมของมนุษย์ ณ วินาทีที่กำลังขับขี่
สำหรับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ที่ต้องการขับเคลื่อนความปลอดภัยและยกระดับองค์กรด้วยระบบบริหารจัดการฟลีตรถยุคใหม่ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสำรวจโซลูชันต่าง ๆ ได้ที่: GEOTAB
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด