ทุกครั้งที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ คือฮีโร่เบื้องหลังที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้ามาโดยตลอด หากย้อนมองเส้นทางตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) มาจนถึงยุคสมาร์ตโฟน ยอดขายชิปทั่วโลกค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง จากประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 1990 ทะยานขึ้นมาถึง 4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020
ทว่าวันนี้ คลื่นลูกใหม่อย่าง Generative AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนสปีดการเติบโต ยอดขายชิปโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึงประมาณ 7.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการคาดการณ์ว่าจะก้าวกระโดดไปแตะ 3.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2030 ซึ่งเป็นการเติบโตสูงถึง 4.3 เท่าภายในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น นับเป็นอัตราการเร่งตัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำถามถาม AI คำสั่งนั้นจะถูกส่งตรงไปประมวลผลที่ Data Center ศูนย์รวมเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยชิปนับล้านตัว ยิ่งคนใช้งาน AI มากเท่าไร Data Center ก็ยิ่งต้องขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
ทว่าปัญหาในวันนี้คือ Data Center สร้างไม่ทันข้อมูลย้ายเข้า ข้อมูลจาก JLL ชี้ว่า Data Center ทั่วโลกกำลังขาดแคลนรุนแรง โดยในปี 2030 ความต้องการใช้งาน คาดว่าจะสูงถึง 220 กิกะวัตต์ (GW) แต่พื้นที่รองรับกลับมีเพียง 137 GW เท่านั้น
เมื่อพื้นที่ไม่พอ กลุ่ม Hyperscalers หรือบิ๊กเทคผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่าง Amazon, Microsoft, Alphabet, Meta และ Oracle จึงต้องเร่งทุ่มงบลงทุน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI โดยในปี 2026 งบลงทุนก้อนนี้คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 8.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (โตขึ้น 96% จากปีก่อน) และจะขยับขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 สะท้อนว่าเหล่ายักษ์ใหญ่ยังคงเดินหน้าลงทุนเต็มกำลัง
แล้วเงินมหาศาลนี้ไหลไปที่ไหน?
คำตอบคือ “ชิป” สัดส่วนงบซื้อชิปประมวลผลใน Data Center พุ่งจาก 43% ในปี 2022 คาดจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 60% ในปี 2027 เม็ดเงินลงทุนเกินครึ่งจึงเดินทางมาถึงมือผู้ผลิตชิปโดยตรง ดันยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเงินไหลเข้ามารวดเร็วเกินกว่าที่โรงงานจะผลิตทัน
แล้วในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ เราควรเลือกลงทุนในชิปตัวไหนดี?
ก่อนจะตอบคำถามนั้น เราอาจต้องเข้าใจก่อนว่า ชิป AI เพียงหนึ่งตัวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในโรงงานแห่งเดียว แต่มันต้องเดินทางไกลข้ามโลกและผ่านมือผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ

การออกแบบ: การเดินทางเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกา ผู้นำด้านการออกแบบชิป โดยมียักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia, AMD และ Broadcom เป็นผู้สเก็ตช์ภาพสถาปัตยกรรมชิปขึ้นมา ผ่านซอฟต์แวร์ออกแบบเฉพาะทาง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้นำในตลาดนี้
เทคโนโลยีเครื่องจักรผลิต: จากแบบบนหน้าจอ การจะสร้างชิปขึ้นมาจริงต้องอาศัยเครื่องจักรที่แม่นยำ ผ่านบริษัทชั้นนำจากสหรัฐฯ อย่าง Applied Materials, Lam Research และ KLA รวมถึงผู้ผลิตจากญี่ปุ่น ส่วน ASML จากเนเธอร์แลนด์ คือผู้เล่นเพียงรายเดียวในโลกที่ผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรขั้นสูง (EUV) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตชิป AI
วัตถุดิบและแผ่นเวเฟอร์: เมื่อเครื่องจักรพร้อม ขั้นตอนถัดมาคือการป้อนวัตถุดิบอย่างแผ่นเวเฟอร์และสารเคมีตั้งต้น ซึ่งมาจากผู้ผลิตหลัก อาทิ GlobalWafers, Soitec, SUMCO และ FerroTec โดยมีไต้หวันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ตามมาด้วยจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
การผลิต ประกอบ และบรรจุภัณฑ์: เมื่อวัตถุดิบพร้อม ชิปจะถูกส่งไปพิมพ์วงจรจริงในโรงงานรับจ้างผลิต (Foundry) เช่น TSMC, UMC และ VIS จากนั้นจึงส่งต่อไปยังขั้นตอนสุดท้ายคือการประกอบ ทดสอบ และบรรจุกล่อง ผ่านบริษัทอย่าง ASE และ Teradyne ซึ่งไต้หวันและจีนเป็นฐานการผลิตหลักของทั้งสองขั้นตอนนี้
ชิ้นส่วนเติมเต็ม-หน่วยความจำความเร็วสูง: ในระหว่างเส้นทาง ชิป AI ยังต้องจับคู่กับหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่าง HBM ซึ่งผลิตโดยผู้เล่นรายใหญ่ได้แก่ SK Hynix, Samsung และ Micron
เส้นทางอันซับซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้สร้างรายได้ให้แค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กระจายเม็ดเงินไปยังผู้เล่นสำคัญตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานในหลายประเทศทั่วโลก
ดังนั้น คำตอบของการลงทุนจึงอาจไม่ใช่การเลือก “หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง” แต่คือการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก เพื่อให้พอร์ตของเราครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การออกแบบ วัตถุดิบ เครื่องจักร ไปจนถึงการประกอบเสร็จสมบูรณ์ และพร้อมรับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปอย่างเต็มที่
และนี่คือโจทย์สำคัญที่กองทุนอย่าง A-GSEMI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบได้อย่างตรงจุด
A-GSEMI (กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล เซมิคอนดักเตอร์) จาก บลจ.แอสเซท พลัส คือกองทุนรวมในไทยกองทุนแรกที่พาเราไปลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor ครอบคลุมทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นผู้นำด้านชิปตลอดเส้นทางการผลิตได้ครบจบในกองทุนเดียว
กองทุนนี้เป็นแบบ Feeder Fund ที่เน้นบริหารแบบ Passive เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีอ้างอิง โดยเข้าไปลงทุนในกองทุนหลักระดับโลกอย่าง iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF บริหารจัดการโดย BlackRock ยักษ์ใหญ่แห่งวงการการเงินโลก (มีขนาดสินทรัพย์กองทุนหลักราว 6.63 พันล้านดอลลาร์)
ซึ่งมุ่งติดตามดัชนี MSCI ACWI IMI Semiconductors & Semiconductor Equipment ESG Screened Capped Index (USD) (อธิบายชื่อยาว ๆ นี้ให้เข้าใจง่าย คือ คล้ายตะกร้าที่รวบรวมหุ้นชิปและเครื่องจักรผลิตชิปชั้นนำราว 260 ตัวจากทั่วโลก โดยผ่านเกณฑ์คัดกรองด้าน ESG มีสภาพคล่องสูง และกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล ไม่ให้กระจุกตัวที่หุ้นยักษ์ใหญ่ตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง)

ในการคัดเลือกหุ้น ดัชนีครอบคลุมหุ้นชิปราว 260 ตัว ในกลุ่ม GICS Semiconductors & Semiconductor Equipment กระจายทั้งขนาดและประเทศ ผ่านเกณฑ์ ESG Screening และเน้นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งนักลงทุนต่างชาติเข้าถึงได้
น้ำหนักการลงทุนอ้างอิงตามมูลค่าตลาดและปรับด้วย Free Float หรือสัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้จริง พร้อม Rebalance ทุกไตรมาสในเดือนกุมภาพันธ์ พฤษภาคม สิงหาคม และพฤศจิกายน
เพื่อให้พอร์ตกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล หุ้น 5 อันดับแรกมีน้ำหนักได้ไม่เกินตัวละ 8% และหุ้นอื่นไม่เกินตัวละ 5%
เมื่อมองเข้าไปในพอร์ตของกองทุนหลัก จะพบกับเหล่ายอดฝีมือผู้ขับเคลื่อนวงการชิปโลก ได้แก่
ผู้ออกแบบชิป เช่น Nvidia เจ้าแห่ง GPU และ AI Computing, AMD ผู้พัฒนา CPU และ AI Accelerator ที่คว้าสัญญาใหญ่จาก Anthropic, OpenAI และ Meta, รวมถึง Broadcom ผู้นำ Custom AI Chip (XPU) ที่รายได้ฝั่ง AI โตแรงถึง 221% YoY
เครื่องจักรการผลิตอย่าง ASML Holding ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรขั้นสูง (EUV) เพียงรายเดียวในโลก มียอดจองล้นมือยาวไปถึงปี 2027
โรงงานรับจ้างผลิต (Foundry) อย่าง TSMC โรงงานผลิตชิปอันดับหนึ่งของโลก พร้อมลุยผลิตชิปจิ๋วขนาด 2nm ในปริมาณมากตั้งแต่ 4Q25 โดยมีลูกค้าระดับโลกจองคิวแน่น
หน่วยความจำความเร็วสูง เช่น SK Hynix ผู้นำตลาด HBM ซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ที่เริ่มส่งมอบ HBM4 และ Micron Technology ผู้เชี่ยวชาญ DRAM, NAND และ HBM จากสหรัฐฯ ซึ่ง HBM3E และ HBM4 ถูกสั่งจองเต็มล่วงหน้าถึงปี 2027
(หมายเหตุ: รายชื่อข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหุ้นที่กองทุนหลักเข้าลงทุน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2026 ไม่ใช่การชี้นำให้ลงทุนในหลักทรัพย์รายตัว)
ชื่อกองทุน: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล เซมิคอนดักเตอร์ (Atrackers Global Semiconductors Fund)
ประเภท: กองทุนรวม Feeder Fund ตราสารทุน / หมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund): Information Technology
กองทุนหลัก: iShares MSCI Global Semiconductors UCITS ETF
ระดับความเสี่ยง: 7
มูลค่าโครงการ: 1,000 ล้านบาท (Green shoe 15%)
ลงทุนขั้นต่ำ: 500 บาท
วันทำการซื้อขาย: ทุกวันทำการซื้อขายของกองทุน ตั้งแต่เวลาเปิดทำการถึง 15.30 น.
ระยะเวลารับเงินค่าขายคืน: ภายใน 5 วันทำการนับจากวันคำนวณ NAV (ปัจจุบัน T+3)
ค่าธรรมเนียมการขาย: ไม่เกิน 1.61% / ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน: ไม่มี
ค่าธรรมเนียมการจัดการ: ไม่เกิน 1.61% / ผู้ดูแลผลประโยชน์: ไม่เกิน 0.05% ต่อปี / นายทะเบียน: ไม่เกิน 0.75% ต่อปี
การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (Dynamic Hedging)
สอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด ชั้น 17 อาคารสาทรซิตี้ทาวเวอร์ 175 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Customer Care 02-672-1111 หรือ www.assetfund.co.th
คำเตือน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด