ยุคของ AI+ มาถึงแล้ว จากระบบสุขภาพถึงพลังงาน AI กำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักของทุกอุตสาหกรรม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI กลายเป็นคำที่เราคุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยเป็นเทคโนโลยีล้ำๆ ในห้องแล็บหรือหนังไซไฟ วันนี้มันกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแทบทุกประเภท แต่บนเวที World Economic Forum ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีนในปีนี้ มีคำใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง นั่นคือ  AI+

คำว่า AI+ ไม่ได้หมายถึง AI รุ่นใหม่หรือเทคโนโลยีที่อัปเกรดขึ้นมาเท่านั้น แต่มันหมายถึง ยุคที่ AI ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่ผสานรวมเข้ากับทุกระบบ ทุกอุตสาหกรรม และชีวิตประจำวันของเรา

ในเซสชัน “The Time of AI+” ผู้บริหารและนักวิชาการจากทั่วโลกมาร่วมพูดคุยกันว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และเราควรเตรียมตัวอย่างไรกับโลกที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็วนี้

โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่

  1. Azeem Azhar ผู้ก่อตั้ง Exponential View รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
  2. Zhu Min นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งศูนย์ CCIEE ประเทศจีน
  3. Gong Yingying ผู้ก่อตั้งบริษัท AI ด้านสุขภาพ Yidu Tech
  4. Kenny Lam ซีอีโอ Two Sigma ประจำเอเชียแปซิฟิก
  5. Peter Koerte ผู้บริหารระดับสูงของ Siemens

AI+ คืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญ ?

Azeem Azhar ผู้ดำเนินรายการ เริ่มต้นเวทีนี้ด้วยคำอธิบายที่ชัดเจนว่า…

“AI+ คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ AI อยู่ในเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันเท่านั้น แต่ AI กลายเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจและสังคมแล้ว”

เขาเล่าว่า ปัจจุบัน AI โดยเฉพาะ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ DeepSeek ได้กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และสิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากการผลักดันของบริษัทเทคโนโลยี แต่มาจากความต้องการของผู้ใช้ที่อยากใช้มันจริง

ราคาในการใช้ AI ก็ลดลงมหาศาล ทั้งเร็วขึ้น ถูกลง และฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงเห็นองค์กรต่างๆ เริ่มทดลอง AI ในโครงการนำร่อง และบางองค์กรก็สามารถขยายการใช้งานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานจริงได้สำเร็จ

จีนกับความได้เปรียบของ “AI+” ที่โลกต้องจับตา

Zhu Min นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษานโยบายจากจีน บอกว่า จีนมองว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคของ AI อีกต่อไป แต่คือยุค AI+ ซึ่งหมายถึงการที่ AI กลายเป็นเทคโนโลยีของทุกคน ไม่ใช่ของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น โดยเขาชี้ว่าความได้เปรียบของจีนมี 3 อย่าง ได้แก่

  1. การขยายตัวอย่างรวดเร็ว: ด้วยประชากรมหาศาลและความหลากหลายของอุตสาหกรรม ทำให้จีนมีข้อมูลมากและสามารถทดสอบ AI ในโลกจริงได้หลากหลาย
  2. ต้นทุนที่ต่ำ: นโยบายของรัฐสนับสนุนให้ข้อมูลจากภาครัฐนำไปใช้ได้ฟรี เช่น ด้านพลังงาน สาธารณสุข ฯลฯ
  3. โครงสร้างนโยบายแบบผสมผสาน: ภาครัฐทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ AI เติบโตได้ทั้งจาก ‘บนลงล่าง’ และ ‘ล่างขึ้นบน’

Zhu ยังยกตัวอย่างว่า หน่วยงานพลังงานของจีนใช้ AI สร้าง Virtual Power System เพื่อบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่เสถียรสูง เช่น แสงอาทิตย์และลม ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้นในยุคพลังงานสะอาด

ระบบสุขภาพกับ AI ที่กลายเป็น ‘ผู้ช่วยแพทย์’

Gong Yingying ผู้ก่อตั้ง Yidu Tech ซึ่งเป็นบริษัท AI ด้านการแพทย์ของจีน บอกเล่าประสบการณ์ว่า ก่อนจะใช้ AI ได้ บริษัทของเธอใช้เวลากว่า 10 ปี ในการ “ทำความเข้าใจข้อมูลการแพทย์” ซึ่งกระจัดกระจายและซับซ้อนมาก

ปัจจุบัน Yidu มีข้อมูลจากเวชระเบียนกว่า 6 พันล้านรายการ และใช้ AI เข้ามาช่วยแพทย์ทำงานในหลายขั้นตอน เช่น

  • AI Copilot ที่ช่วยสัมภาษณ์คนไข้เบื้องต้น ก่อนเจอแพทย์จริง
  • การสรุปข้อมูลการรักษาย้อนหลัง 20 ปี ให้แพทย์เข้าใจภาพรวมอย่างรวดเร็ว
  • ระบบช่วยตัดสินใจด้านการรักษา (Clinical Decision Support)
  • ดูแลคนไข้หลังออกจากโรงพยาบาล

ตอนนี้ระบบนี้ถูกใช้แล้วในกว่า 50 โรงพยาบาลชั้นนำของจีน อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ Gong บอกว่า องค์กรที่ปรับตัวเร็วจะใช้ AI ได้ดีกว่า เพราะ “ผู้นำ” เข้าใจและผลักดันให้ทีมแพทย์สร้างระบบร่วมกับ AI ได้

AI คือหัวใจของการลงทุนยุคใหม่

Kenny Lam ซีอีโอของบริษัทลงทุนระดับโลกอย่าง Two Sigma เล่าว่า บริษัทของเขาใช้ AI มาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง เพราะเชื่อว่าการลงทุนควรเป็น "กระบวนการทางวิทยาศาสตร์" มากกว่าการตัดสินใจจากสัญชาตญาณหรือคาดเดา

ในแต่ละวัน Two Sigma ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากตลาดทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้น ข่าวสาร รายงานเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่ง AI ก็เข้ามาช่วยย่อยข้อมูลมหาศาล ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้ทันที

เขาเล่าว่า DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลภาษาโอเพ่นซอร์สของจีน เปิดตัวช่วงตรุษจีน และทำให้วงการ AI เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน เพราะมีทั้งความเร็ว ราคาถูก และเปิดให้คนอื่นนำไปพัฒนาต่อได้

แต่การใช้ AI ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน โดย Kenny บอกว่า ตลาดจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเป็นประเทศที่มีทั้งข้อมูลจำนวนมหาศาล จากผู้ใช้งานจำนวนมาก และบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่เก่งและเยอะ โดยเฉพาะวิศวกร AI นั่นทำให้ Two Sigma ไม่สามารถใช้แนวทางแบบ “สร้างโมเดลจากสหรัฐฯ แล้วใช้ทั่วโลก” ได้อีกต่อไป

แต่ต้องใช้แนวทางแบบที่เขาเรียกว่า Global-local approach คือใช้เทคโนโลยีระดับโลก แต่ สร้างทีมวิจัยในประเทศนั้นโดยเฉพาะ เพื่อเข้าใจบริบท วัฒนธรรม และโครงสร้างตลาดในเชิงลึก ซึ่งในจีน Two Sigma ตั้งทีมวิจัย AI ภายในประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลเฉพาะสำหรับตลาดจีนเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากโมเดลที่ใช้ในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือยุโรป

AI ที่ฝังตัวในเครื่องจักร และกำลังจะอยู่ในทุกชิ้นส่วนของอุตสาหกรรม

Peter Koerte ผู้บริหารระดับสูงของ Siemens อธิบายว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น แกนหลักของการทำงานในองค์กร ขนาดใหญ่อย่าง Siemens แล้ว เพราะในวันนี้ Siemens มีโปรเจกต์ที่ใช้ AI มากกว่า 320 โครงการ กระจายอยู่ในทุกแผนก ตั้งแต่

  • บริการลูกค้า (Customer Service)
  • การเงิน
  • ทรัพยากรบุคคล (HR)
  • ไปจนถึงฝ่ายกฎหมาย

Peter ยกตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ AI สำหรับนักพัฒนา (Developer Copilot) ใน Siemens มีโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกกว่า 24,000 คน และตอนนี้บริษัทกำลังใช้ AI ช่วยให้คนกลุ่มนี้เขียนโค้ดได้เร็วขึ้นประมาณ 20–30%

แปลว่าจากที่เคยต้องใช้เวลา 10 ชั่วโมงในการพัฒนาอะไรบางอย่าง อาจเหลือแค่ 7 ชั่วโมง ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อคิดในระดับองค์กรขนาดใหญ่

อีกโครงการสำคัญที่ Siemens พัฒนา คือ Industrial Copilot ระบบ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องจักรจริง โดยหน้าที่ของมันคือ:

  • ช่วยวิศวกรตั้งค่าระบบหรือเครื่องจักรได้ง่ายขึ้น
  • แนะนำวิธีการใช้งานหรือติดตั้งในสถานการณ์ต่างๆ
  • ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากความเข้าใจผิด

ตอนนี้ระบบนี้ถูกใช้งานจริงแล้วโดยลูกค้ากว่า 200 รายทั่วโลก และกำลังเป็นที่ต้องการมากใน ประเทศจีน เพราะจีนกำลังเผชิญปัญหาขาดแรงงานเทคนิค จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ AI จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นเก่า ไปสู่เครื่องจักรโดยตรง

AI+ ไม่ใช่อนาคต แต่มาถึงแล้ว

ในเวทีนี้ ทุกคนเห็นตรงกันว่า AI+ คือยุคใหม่ที่ AI ไม่ได้แค่ช่วยงานบางส่วน แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด ตั้งแต่แพทย์รักษาคนไข้ วิศวกรติดตั้งเครื่องจักร ไปจนถึงนักลงทุนวิเคราะห์ตลาดหุ้น

ทุกคนในเวทีนี้ย้ำว่า บริษัทที่เริ่มใช้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ จะได้เปรียบในระยะยาว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป องค์กรจะมีพนักงานที่คุ้นชินกับการทำงานร่วมกับ AI, ระบบข้อมูลที่พร้อมต่อยอด, ประสบการณ์จริงที่ปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ในขณะที่คนที่มัวแต่รอให้พร้อม 100% อาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้ ทดลอง และแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนไปเร็วขึ้นทุกวัน และสุดท้ายทุกคนแนะนำตรงกันว่า

  • เริ่มต้นจากการใช้งานในจุดเล็กๆ ก็ได้ เช่น ใช้ AI เขียนอีเมล สรุปรายงาน หรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
  • ไม่ต้องรอให้เข้าใจหมด แต่เรียนรู้ไปพร้อมกับการใช้งาน
  • ปรับวิธีคิดใหม่ ลองมอง AI เป็นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่คู่แข่ง

เพราะสุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้มาแทนที่เราแต่มาเสริมให้คนที่รู้จักใช้มัน ทำงานได้ดีและเร็วขึ้นมากกว่าเดิม

ข้อมูลจาก Session: The Time of AI+ จากงาน World Economic Forum 2025 ณ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกภัยไซเบอร์ 2026 จาก World Economic Forum เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคความเสี่ยง Systemic Risk

World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด Global Cybersecurity Outlook 2026 ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โลกหมุนไวกว่าระบบป้องกัน ความเสี่ยง...

Responsive image

ทำไมต้องปั้นทีมขายยุคใหม่ด้วย Data และ AI ? ถอดบทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลครั้งสำคัญของทีมขายยิบอินซอย ด้วย Agentforce Sales

หากเราพูดถึงชื่อ ยิบอินซอย (Yip In Tsoi) ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น องค์กรระดับตำนานที่อยู่คู่แวดวงธุรกิจไทยมาร่วมศตวรรษ ในฐานะ System Integrator (SI) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเ...

Responsive image

รัฐแพลตฟอร์ม คืออะไร ? ต่างจากรัฐบาลดิจิทัลหรือไม่ ส่องนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เมื่อคนสายเทคร่วมกันออกแบบประเทศ

เมื่อนักเทคโนโลยีออกแบบประเทศ ส่องพิมพ์เขียวรัฐแพลตฟอร์มเพื่อรีเซ็ตโครงสร้างดิจิทัลไทยจากพรรคประชาชน...