ปรากฏการณ์ ‘RAMageddon’ ยุคทองของศูนย์ข้อมูล AI แต่เป็นยุคมืดของผู้บริโภค

RAMageddon

ปลายปี 2025 แรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับประกอบคอมพิวเตอร์เคยมีราคาราว 3,000 ถึง 4,000 บาท ต้นเดือนสิงหาคม 2026 ป้ายราคาของสินค้ารุ่นเดียวกันขยับไปแตะเกือบ 15,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าในเวลาไม่ถึงปี ตัวเลขที่พุ่งจนคนประกอบคอมและเกมเมอร์ต้องกุมขมับนี้ คือปรากฏการณ์ที่คนวงในและนักวิเคราะห์ตลาดชิปเรียกกันว่า 'RAMageddon'

รายงานล่าสุดของ Deloitte ระบุว่าต้นทุนหน่วยความจำ Dynamic Random-Access Memory (DRAM) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI เพิ่มขึ้นราวสองเท่าในไตรมาสแรกของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว และคาดว่าตลอดทั้งปีราคาจะพุ่งขึ้นถึงสี่เท่า ที่หนักกว่านั้นคือกำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาช่วยคลายวิกฤตยังไม่พร้อมใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2029 หรือ 2030 หมายความว่าอาการของแพงและของขาดชุดนี้จะอยู่กับผู้บริโภคและองค์กรไปอีกหลายปี กระทบตั้งแต่เครื่องเล่นเกม สมาร์ตโฟน ไปจนถึง PC

'RAMageddon' คืออะไร และทำไมถึงฟังดูเหมือนหนังหายนะ

ชื่อ RAMageddon มาจากการนำคำว่า RAM มาผสมกับ Armageddon หรือสงครามล้างโลก เป็นคำที่วงการใช้เรียกภาวะที่ราคาชิปหน่วยความจำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เพราะของขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยแก่นของหน่วยความจำที่กำลังขาดแคลนมีอยู่สองประเภทหลัก คือ DRAM ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำชั่วคราวให้เครื่องประมวลผลได้เร็ว และหน่วยความจำแฟลชชนิด NAND (NAND Flash) ที่ใช้เก็บข้อมูลถาวรในไดรฟ์ Solid-State Drive (SSD)

ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้คือ AI Data Center สำหรับฝึกและให้บริการโมเดล AI ต้องการหน่วยความจำความเร็วสูงในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง High-Bandwidth Memory (HBM) และไดรฟ์ SSD ระดับองค์กร (Enterprise SSD) 

ปัญหาคือผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่สามเจ้า ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิต DRAM ของโลกรวมกันเกิน 95% เลือกที่จะโยกกำลังการผลิต DRAM และ NAND แบบมาตรฐานไปป้อนสินค้าสำหรับ AI ที่ทำกำไรได้มากกว่า ผลก็คือชิปที่เหลือไว้ป้อนคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ทั่วไปมีน้อยลงเรื่อย ๆ ข้อมูลจาก IDC ที่อ้างอิงผ่าน Astute Group ประเมินว่า ในปี 2026 ศูนย์ข้อมูล AI อาจดูดซับกำลังการผลิตหน่วยความจำของทั้งโลกไปมากถึง 70%

สิ่งที่ทำให้ RAMageddon ต่างจากวัฏจักรราคาชิปแพงในอดีต คือครั้งนี้ปัญหาฝังลึกในระดับโครงสร้าง เพราะการสร้างโรงงานผลิตชิป (Fab) แห่งใหม่ให้เดินเครื่องเต็มกำลังต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี ต่อให้ผู้ผลิตทุ่มเงินลงทุนเพิ่มตั้งแต่วันนี้ ของก็ยังไม่ออกมาสู่ตลาดในเร็ววัน Deloitte จึงประเมินว่าภาวะตึงตัวและราคาสูงจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2029 หรืออาจลากยาวถึงปี 2030

สถานการณ์ตอนนี้: AI ดูดหน่วยความจำจนของเหลือไม่พอขาย

ตัวเลขที่สะท้อนแรงดูดของ AI ชัดที่สุดคือเม็ดเงินลงทุน รายงานของ Deloitte คาดว่าในปี 2026 กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่จะใช้เงินลงทุน (Capital Expenditure หรือ Capex) รวมกันทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่วางแผนไว้เมื่อต้นปี 2026 ถึงสองเท่า และในจำนวนนี้ราว 30% ถูกจัดสรรไปที่หน่วยความจำโดยเฉพาะ สัดส่วนดังกล่าวจะขยับขึ้นเป็น 36% ในปี 2027 เพราะหน่วยความจำคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของต้นทุนวัสดุรวม (Bill of Materials หรือ BOM) ของตู้เซิร์ฟเวอร์ AI ระดับไฮเอนด์ทั้งตู้

ผลที่ตามมาคือยอดขายหน่วยความจำทั่วโลกถูกคาดว่าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพื่อไล่ตามดีมานด์นี้ ผู้ผลิตสามรายใหญ่อาจต้องเพิ่มเงินลงทุนรวมกันเกือบ 340% ระหว่างปี 2024 ถึง 2027 จนเงินลงทุนด้านหน่วยความจำเพียงอย่างเดียวอาจคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งอุตสาหกรรมชิปในปี 2026 แต่เม็ดเงินมหาศาลนี้กลับไม่ได้แปลว่าของจะออกมาเร็วขึ้น เพราะติดกับดักเวลาก่อสร้างโรงงานที่กินเวลาหลายปี

ภาวะของไม่พอขายชัดเจนถึงขั้นที่ Micron เปิดเผยในการประชุมนักลงทุนว่า บริษัทสามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าหลักได้เพียง 55 ถึง 60% ของความต้องการเท่านั้น และแรงกระเพื่อมนี้ลามออกจากศูนย์ข้อมูลมาถึงชั้นวางสินค้าของผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว ฝั่งเครื่องเล่นเกมเจอก่อนใคร Forbes รายงานว่า Microsoft ขึ้นราคาเครื่อง Xbox เป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงปี โดยรุ่น 512GB แพงขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่น 1TB แพงขึ้น 150 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าต้นทุนหน่วยความจำและสตอเรจปรับขึ้นกว่า 2.5 เท่า ด้าน Nintendo ก็อ้างถึงต้นทุนหน่วยความจำเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตั้งราคา Switch 2 ไว้สูงถึง 499.99 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ TrendForce ปรับลดคาดการณ์ยอดจัดส่งเครื่องเล่นเกมทั่วโลกในปี 2026 ลง 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ฝั่งการ์ดจอก็โดนไม่แพ้กัน Wccftech รายงานว่า Nvidia ขึ้นราคาการ์ดจอ GeForce RTX เป็นรอบที่สามของปี 2026 โดยปรับขึ้น 20 ถึง 30% ทั้งไลน์ เพราะหน่วยความจำบนการ์ดจอ (VRAM) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่คิดเป็นกว่า 80% ของต้นทุนวัสดุรวมในการ์ดจอระดับสูงบางรุ่น และมีการประเมินว่ารุ่นเรือธงอย่าง RTX 5090 อาจมีราคาทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 170,000 บาทในช่วงปลายปี ส่วนราคาแรมขายปลีกก็สะท้อนภาพเดียวกัน Tom's Hardware ระบุว่าแรม DDR5 ชุด 32GB ขยับจากราว 80 ถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีก่อน มาอยู่ที่ราว 439 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ TechRadar รายงานว่าแรม DDR5 ในตลาดเยอรมนีแพงขึ้นถึง 448% เมื่อเทียบกับปีก่อน

สิ้นปีนี้ราคาอุปกรณ์จะเด้งไปอีกเท่าไหร่

คำถามที่ผู้บริโภคอยากรู้ที่สุดคือ ระหว่างนี้จนถึงสิ้นปีราคาจะขึ้นไปอีกแค่ไหน คำตอบจากสำนักวิเคราะห์หลายเจ้าชี้ไปในทางเดียวกันว่า ยังขึ้นต่อ เพียงแต่แต่ละหมวดจะขึ้นด้วยจังหวะที่ต่างกัน

เริ่มจากแรมที่เป็นตัวการหลัก Counterpoint Research รายงานว่าราคาชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้น 80 ถึง 90% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 และแม้อัตราการเพิ่มจะเริ่มชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ก็ยังเป็นขาขึ้น TrendForce ปรับคาดการณ์ราคาสัญญาแรมสำหรับ PC ในไตรมาสสี่ปี 2026 ขึ้นเป็นบวก 3 ถึง 8% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากเดิมที่มองไว้ 0 ถึง 5% ส่วนแรมสำหรับเซิร์ฟเวอร์ยังแรงกว่ามากที่ราว 13 ถึง 18% ต่อไตรมาส เมื่อรวมทั้งปี Deloitte จึงประเมินว่าราคาหน่วยความจำ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI จะจบปีที่ระดับสูงกว่าต้นปีถึงสี่เท่า

ฝั่งสตอเรจหนักไม่แพ้กัน Jefferies คาดการณ์ผ่านรายงานที่ StorageSwiss อ้างถึงว่า ราคาสตอเรจจะปรับขึ้น 40 ถึง 50% ในไตรมาสสาม และอีก 30 ถึง 40% ในไตรมาสสี่ของปี 2026 ก่อนที่จะเริ่มชะลอ โดยเฉพาะไดรฟ์ SSD ระดับองค์กรที่ราคาพุ่งแรงเพราะเป็นสินค้าที่ศูนย์ข้อมูล AI แย่งซื้อโดยตรง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเบียดกำลังการผลิตของไดรฟ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปออกไป

มาถึงหมวดที่กระทบคนหมู่มากที่สุดอย่างคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก Tom's Guide รายงานว่าผู้ผลิต PC รายใหญ่ทั้ง Dell, Lenovo, HP, Acer และ ASUS ต่างส่งสัญญาณเตรียมขึ้นราคาขายปลีก 15 ถึง 20% และในกรณีที่ของขาดหนักขึ้น ตัวเลขนี้อาจแตะ 30% ได้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเครื่องระดับราคาประหยัดจะถูกบีบหนักที่สุด เพราะหน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาขายทั้งเครื่อง

สมาร์ตโฟนเป็นด่านสุดท้ายที่แรงกระเพื่อมกำลังไปถึง Counterpoint Research ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ประเมินว่าราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price หรือ ASP) ของสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 6.9% ในปี 2026 แต่ตัวเลขเฉลี่ยนี้ซ่อนความเหลื่อมล้ำเอาไว้ เพราะ Android Authority รายงานว่า ต้นทุนวัสดุรวมของโทรศัพท์ราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐอาจพุ่งขึ้นได้มากถึง 30% ส่วนรุ่นเรือธงที่มีการระบุตัวเลขชัดเจนคือ Xiaomi 17 Ultra ที่คาดว่าจะแพงกว่า Xiaomi 15 Ultra ราว 10% ขณะที่ Galaxy S26 และ iPhone 18 ก็มีแนวโน้มตั้งราคาเปิดตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตั้งแต่นี้จนสิ้นปีราคายังเป็นขาขึ้นในเกือบทุกหมวด โดยหมวดที่ผูกกับศูนย์ข้อมูล AI โดยตรงอย่างเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจระดับองค์กรจะเด้งแรงที่สุดในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อไตรมาส ส่วนอุปกรณ์ผู้บริโภคอย่างคอมพิวเตอร์และการ์ดจอจะขยับขึ้นในระดับ 15 ถึง 30% และสิ่งที่ต้องย้ำคือ ตราบใดที่กำลังการผลิตใหม่ยังไม่พร้อมก่อนปี 2029 ราคาที่สูงชุดนี้จะไม่ใช่ของชั่วคราวที่รอไม่กี่เดือนแล้วจะกลับมาถูกเหมือนเดิม

สถานะปัจจุบัน

RAMageddon ยังดำเนินอยู่และมีแนวโน้มจะหนักขึ้นก่อนที่จะดีขึ้น ผู้ผลิตชิปทั้งสามรายเดินหน้าโยกกำลังการผลิตไปป้อน AI ต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางทยอยประกาศขึ้นราคาไปแล้วหลายเจ้า ย้อนกลับไปที่แรม DDR5 ชุด 32GB ที่ราคาเกือบ 15,000 บาทในตอนเปิดเรื่อง สิ่งที่รายงานของ Deloitte บอกกับคนที่กำลังลังเลว่าจะอัปเกรดเครื่องดีไหมก็คือ หน้าต่างของราคาหน่วยความจำถูก ๆ ได้ปิดลงไปแล้ว และจะยังไม่เปิดอีกครั้งไปจนถึงปลายทศวรรษนี้เป็นอย่างเร็ว

ที่มา: Deloitte, GamesBeat, TrendForce, CNBC, Android Authority, Forbes, Wccftech, Tom's Guide, Tom's Hardware

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ไอเดียเริ่มทำ Startup ต้องดูอย่างไรว่า ‘ไปรอด’ รู้ทัน Tarpit Idea กับดักไอเดียดูดีที่ VC เตือนให้ถอยห่าง

กรอบคิดประเมินไอเดีย Startup และ Sequoia สแกน Tarpit Idea ค้นหา Insight ปัญหาผมไฟลุก พร้อมวิธีคำนวณขนาดตลาดแบบ Bottom-up ก่อนลงมือสร้างจริง...

Responsive image

รีวิว Saifa AI หลังลองใช้จริง เปิด 6 ฟีเจอร์ที่ช่วยจัดการงานหลังบ้านสำหรับ SME

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือทำธุรกิจสายบริการอย่างคลินิกและอสังหาฯ ที่ต้อง ‘รับจบ’ ทุกอย่างด้วยตัวเอง น่าจะเข้าใจปัญหาหน้างานดี โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับลูกค้าที่ทักเข้ามาจาก ...

Responsive image

ทำไมคนไทยเห็นรถบรรทุก ต้องรีบหลบ รถขนส่ง = อันตราย ชำแหละปัจจัยเสี่ยงที่คนกลัว และรู้จัก AI ที่พร้อมใช้โดยไม่ต้องรอ

เจาะลึกเหตุผลที่คนไทยต้องรีบหลบรถบรรทุกใหญ่ พร้อมเปิดทางแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงจากต้นตอด้วยเทคโนโลยี AI Video Telematics ยกระดับความปลอดภัยฟลีตรถขนส่งได้ทันที...