
ในงาน CRC CEO Forum ประจำปี 2026 ภายใต้ธีม "Innovation in Action" คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้เปิดเผยทิศทางกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งผลประกอบการปี 2025 ไปจนถึงแผนการลงทุนและนวัตกรรมที่บริษัทจะขับเคลื่อนในปีนี้ พร้อมด้วยคุณธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ที่ขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จและก้าวต่อไปของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและอะไหล่รถยนต์
CRC ปิดปี 2025 ด้วยยอดรายได้รวมที่ 253,165 ล้านบาท มี EBITDA อยู่ที่ 29,836 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท คิดเป็น Core EBITDA ประมาณ 12% และกำไรสุทธิหลักประมาณ 3% จากรายได้หลักรวม ซึ่งคุณสุทธิสารย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการบริหารธุรกิจท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในปีที่ผ่านมามาจากการที่ CRC วางกลยุทธ์รับกระแสการท่องเที่ยวได้อย่างตรงจังหวะ คุณสุทธิสารกล่าวว่าบริษัทได้วางแผนจับธุรกิจในกลุ่มการท่องเที่ยวมาก่อนแล้ว และประจวบเหมาะกับการที่รัฐบาลอนุญาตให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่เคยถูกจำกัดมาก่อน สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ Tops Daily ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อของ CRC ปรับโฉมเป็น "Tops Daily Hybrid" ที่รวมร้านไวน์ เบเกอรี่ และมุมอาหารเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่ต้องการทั้งครีมกันแดด อาหารเช้า และเครื่องดื่ม ปัจจุบันมีสาขา Tops Daily Hybrid แล้ว 52 สาขา จากเดิม 500 กว่าสาขาทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน Tops ซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าขึ้นกว่า 10% ตกแต่งร้านใหม่ให้บรรยากาศทันสมัย และเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศอีก 10% ยกตัวอย่างที่สาขาชิดลมที่มีการเพิ่มบาร์แชมเปญและห้องไวน์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันรายได้รวมให้เติบโตได้ดีขึ้น
ความสำเร็จที่โดดเด่นอีกหนึ่งประการในปีที่ผ่านมาคือการเปิดตัวโปรแกรมสมาชิก The 1 Card ในเวียดนาม CRC เริ่มทดสอบระบบกับลูกค้าราว 10,000 รายในช่วงแรก ก่อนจะนำร่องใน 4 สาขาในเดือนมีนาคม ซึ่งดึงฐานสมาชิกไปได้ 100,000 ราย และน่าสนใจว่าธุรกรรมของสาขาที่ทดสอบมีถึง 63% ที่ใช้ The 1 Card
เมื่อมั่นใจในรูปแบบธุรกิจ CRC จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน และขยายสู่ทุกสาขาทั่วประเทศเวียดนามภายในสิ้นปี ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพียง 2 เดือนเต็ม ฐานสมาชิกพุ่งจาก 100,000 รายเป็น 4 ล้านราย และธุรกรรมที่ใช้ The 1 Card ขึ้นไปถึง 84% คุณสุทธิสารชี้ให้เห็นว่าเวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน เทียบกับไทยที่ไม่ถึง 70 ล้าน แต่ฐานสมาชิก The 1 Card ในไทยมีมากกว่า 20 ล้านราย ในขณะที่เวียดนามเพิ่งเริ่มต้น นั่นหมายความว่าศักยภาพของตลาดเวียดนามยังเปิดกว้างมหาศาล
ด้านเทคโนโลยี CRC ดำเนินการรวมทีมไอทีจากทุกหน่วยธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันในปีที่ผ่านมา จากเดิมที่แต่ละหน่วยธุรกิจไม่ว่าจะเป็น Tops, แฟชั่น, Supersports, Power Buy ต่างมีทีมไอทีของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อน การรวมศูนย์ครั้งนี้ไม่ได้ลดจำนวนพนักงาน แต่เปลี่ยนโจทย์ให้แต่ละคนโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ แทนที่จะมี 5 ทีมทำงานเรื่องเดียวกันซ้ำกัน
ผลที่ได้คือค่าใช้จ่ายด้านไอทีลดลง 5 เท่า อัตราการแปลงลูกค้าดีขึ้น 26% และประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ดีขึ้นถึง 50% คุณสุทธิสารกล่าวว่าเมื่อมีทีมรวมกันแล้ว สิ่งที่ทำสำเร็จในหนึ่งหน่วยธุรกิจก็สามารถนำไปใช้กับอีก 6 หน่วยธุรกิจได้ทันที ซึ่งเป็นผลทวีคูณที่ทรงพลังมาก
ในเวียดนาม CRC มีสองธุรกิจที่โดดเด่นอย่างชัดเจน ได้แก่ Auto1 ศูนย์บริการยานยนต์ และ Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม ทั้งสองธุรกิจมียอดขายเติบโตระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Auto1 ขยายสาขาไปอีก 13 แห่งรวมเป็น 53 สาขา ส่วน Mini go! มีทั้งสิ้น 15 สาขา
ด้วยความมั่นใจในรูปแบบธุรกิจ ในปี 2026 CRC มีแผนเปิด Auto1 เพิ่มอีก 53 สาขา ทำให้ทะลุ 100 สาขาเป็นครั้งแรก และเปิด Mini go! เพิ่มอีก 6 สาขาเพื่อให้เกิน 20 สาขา ขณะที่ธุรกิจ Go Wholesale ซึ่งปัจจุบันมี 14 สาขาก็กำลังปรับปรุงตัวเลขขาดทุนให้น้อยลงเรื่อยๆ พร้อมอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมที่แข็งแกร่ง
คุณสุทธิสารประกาศชัดเจนว่า CRC จะโฟกัสการลงทุนและการขยายกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก เนื่องจากมองว่าการเติบโตของโลกตะวันตกมีความช้าและมั่นคงแล้ว ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีการเติบโตที่แข็งแรงและรวดเร็ว
ปัจจุบัน 80% ของธุรกิจ CRC อยู่ในไทย และ 20% อยู่ในเวียดนาม โดยมีสาขาในไทย 3,600 กว่าแห่งใน 63 จังหวัด เทียบกับในเวียดนามที่มีเพียง 120 กว่าสาขาใน 34 จังหวัด ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงโอกาสที่เวียดนามยังเปิดกว้างอยู่มาก เพราะประชากร 100 ล้านคนแต่มีสาขาน้อยมาก ตรงกันข้ามกับไทยที่ประชากรน้อยกว่าแต่มีสาขาหนาแน่นกว่ามาก

เมื่อพูดถึงแนวโน้มปี 2026 คุณสุทธิสารมองว่าบริบทภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกา จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ล้วนอยู่ในจุดที่คาดเดายาก
ด้านคู่แข่งในประเทศ คุณสุทธิสารมองว่าผู้เล่นรายใหญ่ค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือการค้าผ่านโซเชียลมีเดียที่มีผู้ค้าออนไลน์รายเล็กรายน้อยผุดขึ้นเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า อาหาร หรือขนมเค้กออนไลน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ CRC จะมองข้ามไม่ได้ ขณะที่ในเวียดนาม การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น และผู้เล่นในท้องถิ่นก็ขยับตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ในมิติของปัญญาประดิษฐ์ คุณสุทธิสารมองว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของ CRC ในอนาคต เพราะปัญญาประดิษฐ์ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น และหาก CRC สามารถดึงประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์หลักของ CRC ยังคงเป็นกรอบ 5+1 เดิม โดย 5 เรื่องสำคัญได้แก่ การโฟกัสที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การรักษารากฐานของธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง การสร้างโอกาสใหม่จากสินค้าและธุรกิจที่ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ การสร้างพลังร่วมข้ามหน่วยธุรกิจทั้ง Central Department Store, ห้างสรรพสินค้า, Supersports, Power Buy, B2S และไทวัสดุ และการบริหารการเงินอย่างระมัดระวังแต่พร้อมจะคว้าโอกาสเสมอ ส่วน +1 คือการตอบแทนสังคมในทุกพื้นที่ที่ CRC เข้าไปดำเนินธุรกิจ
CRC มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ทั้งหน้าร้านจริง ออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่างๆ คุณสุทธิสารอธิบายว่าในยุคนี้การขายสินค้าอย่างเดียวไม่พอ ต้องขายประสบการณ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือพื้นที่สำหรับเด็กที่อยากมาเล่นบอร์ดเกม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาที่นี่คือมาใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่มาซื้อของ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกิจกรรม "Italian Fair" ที่ CRC ไม่ได้จัดแสดงแค่เสื้อผ้าหรือเนคไทจากอิตาลี แต่นำอาหาร ชีส ไวน์ และพาสต้ามาผสมผสานไว้ด้วยกัน สร้างบรรยากาศโดยรวมที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนอยู่กลางกรุงโรม ซึ่งเป็นตัวอย่างของการทลายกำแพงระหว่างหน่วยธุรกิจและสร้างพลังร่วมข้ามธุรกิจ
ด้านเทคโนโลยี CRC ติดตั้งจุดชำระเงินด้วยตัวเองใน Tops และไทวัสดุแล้ว รวมถึงระบบจอดรถอัจฉริยะที่ลูกค้าสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากแอปพลิเคชัน The 1 เพื่อเปิดไม้กั้นที่จอดรถโดยไม่ต้องรอคิว นอกจากนี้ยังมีระบบกล้องปัญญาประดิษฐ์ที่ติดตามว่าพนักงานให้บริการลูกค้าได้ดีเพียงใด และเรียกพนักงานมาฝึกอบรมเพิ่มเติมหากตรวจพบพฤติกรรมที่ควรปรับปรุง
คุณสุทธิสารชี้ว่า CRC เก่งในกลุ่มลูกค้าระดับบนและระดับกลางบน โดยเฉพาะเครื่องสำอางระดับพรีสเทจที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 50% แต่กลุ่มตลาดแมสทีจที่กำลังเติบโตเร็วมากยังเป็นโอกาสที่ยังไม่ได้ถูกคว้าอย่างจริงจัง CRC มีทำเลในมือกว่า 240 แห่ง และมีแผนเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่คือ "Looks" สำหรับกลุ่มดูแลผิวและทำความสะอาด และ "Kis" สำหรับกลุ่มแต่งหน้า ซึ่งทั้งสองจะโตควบคู่กันและช่วยกันขับเคลื่อนยอดขายในกลุ่มเครื่องสำอางสำหรับคนรุ่นใหม่
ด้านแฟชั่น CRC มุ่งจับเทรนด์แฟชั่นคนรุ่นใหม่ที่มีความสปอร์ตมากขึ้น ครอบคลุมทั้งสไตล์เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และแบรนด์ไทย รวมถึงในปีนี้ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก CRC มีแผนเสริมสินค้าที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษ สำหรับธุรกิจอาหารในเวียดนาม CRC กำลังขยายพื้นที่อาหารพร้อมทาน โดยเพิ่มแผนกเบเกอรี่ พิซซ่า ช็อกโกแลต มุมกาแฟ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามที่เริ่มหันมาซื้ออาหารสำเร็จรูปมากขึ้น
ด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต คุณสุทธิสารมองว่ายังมีโอกาสเหลืออีกมากในกลุ่มสินค้าฮาร์ดไลน์ ซอฟต์ไลน์ โฮมไลน์ และสินค้าแบรนด์ตัวเอง ซึ่งปัจจุบันยังไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม หากสามารถขยายส่วนนี้ให้ได้ 20–30% ก็จะช่วยผลักดันปริมาณลูกค้าและยอดขายได้มหาศาล
ในส่วนของการดำเนินงาน คุณสุทธิสารย้ำว่าการพึ่งพาคนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป CRC มีแผนนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ใน 4 มิติหลักคือ การบริหารลูกค้า การตลาด การกำหนดราคา และห่วงโซ่อุปทาน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพัฒนาแชทบอตปัญญาประดิษฐ์ภายในองค์กร ให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลสินค้า วิธีทำอาหาร จำนวนวันหยุดที่เหลือ หรือแม้กระทั่งส่วนประกอบของสินค้าได้ทันที คุณสุทธิสารยกตัวอย่างว่าพนักงานจบใหม่ที่ทำงานที่ Tops อาจไม่รู้วิธีทำอาหาร แต่เมื่อลูกค้าถามถึงวิธีปรุงอาหารจานหนึ่ง พนักงานก็สามารถพิมพ์ในแชทบอตแล้วได้คำตอบทันที ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการอบรมและยกระดับขีดความสามารถของพนักงานใหม่ให้ใกล้เคียงกับพนักงานที่มีประสบการณ์นานหลายปี
นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังถูกนำมาใช้ปรับราคาสินค้า บริหารสินค้าคงคลัง วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้า คำนวณจำนวนพนักงานที่ควรจัดเตรียมตามปริมาณลูกค้า และสร้างเนื้อหาทางการตลาดได้โดยอัตโนมัติ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดของปีนี้คือการสร้างการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ คุณสุทธิสารมองว่าตลาดค้าปลีกไทยยังไม่มีผู้นำที่แข็งแกร่งทั้งสองช่องทางพร้อมกัน และ CRC จะชิงตำแหน่งนั้น
เขาชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า ผู้เล่นออนไลน์ที่อยากสร้างสาขาหน้าร้านจะต้องใช้เวลาและเงินมหาศาลในการหาที่ดิน สร้างตึก และขยายสาขาทีละแห่ง ในขณะที่ CRC มีสาขาหน้าร้านอยู่แล้วกว่า 3,600 แห่ง หากเร่งระบบออนไลน์ได้ก่อน ข้อได้เปรียบด้านทำเลจะกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทรงพลังมาก โดยเมื่อรวมข้อมูลออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ระบบการกำหนดราคา โปรโมชัน คูปอง และสินค้าคงคลังทั้งหมดจะเชื่อมกันโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถใช้คูปองข้ามหน่วยธุรกิจได้

คุณธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRC ไทวัสดุ ผู้ที่ร่วมสร้างธุรกิจนี้มากว่า 12 ปี ขึ้นมานำเสนอภาพการเติบโตที่น่าทึ่งของไทวัสดุ จากรายได้ 19,000 ล้านบาทในปี 2015 เพิ่มเป็น 43,000 ล้านบาทในปี 2025 คิดเป็นอัตราการเติบโตแบบทบต้นสูงถึง 9% ซึ่งคุณธนวัฒน์ยืนยันว่าสูงที่สุดในตลาดสำหรับผู้เล่นรายใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันที่มีทั้งวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจที่ท้าทาย
และที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือในปี 2025 ไทวัสดุเป็นธุรกิจเดียวในอุตสาหกรรมที่เติบโตเป็นบวก ในขณะที่ผู้เล่นรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ต่างมีผลประกอบการติดลบกันถ้วนหน้า คุณธนวัฒน์ยังเทียบกับมาตรฐานระดับโลกโดยระบุว่าปี 2023 ไทวัสดุทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2024 ทะลุ 1,000 ล้านยูโร และปี 2025 ทะลุ 1,000 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ส่วนแบ่งตลาดก็พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 25% จาก 19% ในปี 2019 และการรับรู้แบรนด์อันดับหนึ่งอยู่ที่ 36% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
ไทวัสดุในปัจจุบันมีทั้งหมด 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน โดยมี 89 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุม 52 จังหวัดจาก 77 จังหวัดทั่วไทย
รูปแบบแรกคือ "ตึกแดง" หรือแนวคิดดั้งเดิม ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รูปแบบที่สองคือ "ไฮบริด" หรือตึกสีขาวสีน้ำเงิน ที่นำจุดแข็งของไทวัสดุมาควบรวมกับ BnB Home ซึ่งเป็นรูปแบบระดับพรีเมียมที่จับกลุ่มลูกค้าปลีกมากขึ้น ทำให้ทั้งลูกค้าบ้านและลูกค้าผู้รับเหมาสามารถช้อปปิ้งครบวงจรในที่เดียว และรูปแบบที่สามคือ "ไทวัสดุ Blue" ขนาดเล็กลงที่เริ่มทดลองที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งประสบความสำเร็จและเปิดโอกาสให้ไทวัสดุขยายลงไปถึงระดับอำเภอได้ในอนาคต
คุณธนวัฒน์เล่าถึงเส้นทางนวัตกรรมที่ทำให้ไทวัสดุได้ชื่อว่าเป็น "ผู้บุกเบิกตลาด" ในอุตสาหกรรมมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การเป็นเจ้าแรกที่สร้างห้องแสดงสินค้าที่มีแอร์สำหรับผู้รับเหมา เพื่อแทนที่การเดินในคลังสินค้าที่มีฝุ่นและความร้อน จากนั้นในปี 2019 เป็นเจ้าแรกที่พัฒนารูปแบบสาขาระดับอำเภอ ปี 2020 พัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรใน 6–7 เดือนระหว่างโควิด พร้อมประสบการณ์ทุกช่องทางที่ราคาและโปรโมชันเหมือนกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ปี 2021 เปิดตัวรูปแบบไฮบริดและบริการซ่อมบ้าน "vFix ช่างเบอร์ 1" ปี 2024 สร้าง "Roof World" เพื่อรองรับกระแสพลังงานแสงอาทิตย์
ด้านนวัตกรรมการบริการ ไทวัสดุเป็นเจ้าแรกที่นำระบบคิวอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในแผนกก่อสร้าง เป็นเจ้าแรกที่ใช้ป้ายราคาดิจิทัล เพราะราคาวัสดุก่อสร้างขึ้นลงทุกวัน เป็นเจ้าแรกที่นำจุดชำระเงินด้วยตัวเองมาใช้ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง และเป็นเจ้าแรกที่ให้ลูกค้าธุรกิจรับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบผ่านอีเมลได้ทันที
ธุรกิจที่คุณธนวัฒน์ภาคภูมิใจเป็นพิเศษคือ Auto1 ศูนย์บริการยานยนต์ที่เริ่มทดสอบมาตั้งแต่ปี 2018 โดยมองว่ารถยนต์คือ "Second Home" ของทุกคน ปัจจุบันมี 53 สาขาในไทย และในปี 2026 มีแผนเปิดเพิ่มอีก 53 สาขา รวมเป็น 106 สาขา ซึ่งจะเป็นการ Double ภายในปีเดียว
ความมั่นใจมาจากหลายปัจจัย ทั้งการมี Location ในมือที่เชี่ยวชาญในการเลือก ฐานสมาชิก The 1 Card 20 ล้านรายทั่วประเทศที่ช่วย Target ลูกค้าได้แม่นยำ และ DNA ของการให้บริการที่จริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการปะยางฟรี เติมลมไนโตรเจนฟรี ตรวจเช็คฟรี 38 รายการ หรือส่งช่างออกไปช่วยลูกค้าที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร รวมถึงการมีสินค้าหลากหลายแบรนด์และ Price Point เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้อย่างอิสระ คุณธนวัฒน์ยังมั่นใจว่าในปี 2026 Auto1 จะมียอดขายทะลุพันล้านบาทแน่นอน

คุณสุทธิสารกลับขึ้นเวทีอีกครั้งเพื่อนำเสนอ CRC Care ที่ยึดมั่นปรัชญา "ค้าปลีก-ค้าส่งเพื่อทุกคน" ซึ่งครอบคลุม 7 มิติ ตั้งแต่การลดคาร์บอน การขนส่งพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย ไปจนถึงการสนับสนุนเกษตรกรและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ด้านพลังงาน CRC ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ครบ 100% ใน 184 แห่ง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 200,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และมีรถบรรทุกไฟฟ้าขนาด 18 ล้อสำหรับขนส่งสินค้าแล้ว 144 คัน เพิ่มขึ้นจาก 74 คันในปีก่อน ซึ่งคุณสุทธิสารมองว่าการลงทุนเหล่านี้ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนวิกฤตพลังงานจะมีส่วนช่วยรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการสนับสนุนเกษตรกร ในปี 2025 CRC รับซื้อสินค้าจากเกษตรกรและนำมาขายในร้านคิดเป็นมูลค่า 1,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 800 กว่าล้านบาทในปี 2024 และเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งประวัติการณ์ที่หาดใหญ่ CRC ระดมทรัพยากรเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 20,000 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท รวมถึงส่งช่าง Auto1 ไปซ่อมรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วมกว่าพันคัน
สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2026 CRC ตั้งเป้าเติบโตของรายได้ที่ 4–5% และการเติบโตของ EBITDA ที่ 5–7% โดยมีงบลงทุนสำหรับการขยายตัวแบบออร์แกนิกราว 16,000–18,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายสาขาในประเทศไทย 13–17 สาขา ในเวียดนาม 8 สาขาและห้างสรรพสินค้าอีก 1 แห่ง รวมถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่อีก 7 แห่ง โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวม Tops Daily, Power Buy, Auto1 อีก 50 สาขา และสาขาอื่นๆ

ในช่วงถามตอบ คุณสุทธิสารตอบคำถามจากสื่อมวลชนด้วยความชัดเจน โดยระบุว่าผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซต่อ CRC อยู่ที่ระดับ 1% ของยอดขายเท่านั้น เนื่องจากลูกค้าจากตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนแค่ 1% ของธุรกิจ แม้ผลกระทบทางอ้อมจากนักท่องเที่ยวยุโรปที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางบินจะมีผลบ้าง แต่เขาเชื่อว่าในระยะยาวระบบจะปรับตัวเองได้
สำหรับคำถามเรื่องสต็อกสินค้า คุณสุทธิสารยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณสินค้าขาดแคลน โดยสินค้าที่หมุนเวียนเร็วมีสต็อกอยู่ราว 30 วัน ส่วนสินค้าที่เก็บนานสุดมีถึง 6 เดือน ราคาสินค้าก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
และเรื่องการแยกไทวัสดุออกเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้น คุณสุทธิสารตอบสั้นและชัดว่า "ยังไม่เคยคิดเลย" ในขณะที่ยังมองเห็นโอกาสเติบโตได้อีกมากทั้งในประเทศไทยและหากขยายออกไปต่างประเทศในอนาคต ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไทวัสดุถึงเติบโตสวนกระแสอุตสาหกรรม คุณสุทธิสารอธิบายว่าไทวัสดุเป็น "หน้าใหม่" ที่เพิ่งอยู่ในตลาดแค่ 14 ปี จึงต้องเร่งสร้างความเร็วและสร้างนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา ทำให้กลายเป็นผู้นำในการสร้างสิ่งใหม่ก่อนเสมอ แล้วจึงมีคนตาม ไม่ใช่ทำตาม ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในปีที่คู่แข่งติดลบ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด