อดีตนายกฯ Estonia กับการละทิ้งความล้าหลังของระบบราชการด้วยระบบดิจิทัล

จะดีไหม ถ้าการดำเนินการทางราชการทั้งหมดสามารถทำได้แค่ปลายนิ้ว คุณสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากที่ไหนบนโลกก็ได้ อีกทั้งการเซ็นเอกสารสามารถทำบนมือถือหรือแท็บเล็ตทั้งหมด จะดีไหม ถ้าประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลของรัฐในทุกกระทรวงได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง อีกทั้งยังสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตัวเองทั้งในกระทรวง ในหน่วยงานของรัฐ และในองค์กรเอกชนได้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศเอสโตเนีย (Estonia)  ดินแดนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้ามาเป็นพลเมืองดิจิทัล

ฟังคอนเทนต์ธุรกิจและอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีทั่วโลกแบบนี้ได้ในงาน Techsauce Global Summit 2023 ซื้อบัตรได้ตอนนี้ที่ : https://summit.techsauce.co/

ใน  Techsauce Global Summit 2018 ได้รับเกียรติจาก Taavi Rõivas อดีตนายกฯ เอสโตเนีย มาพูดให้หัวข้อ "Estonia: The Emerging Digital Nation" การสร้างชาติละทิ้งความล้าหลังของระบบราชการ เรามาดูกันค่ะว่าประเทศนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างไร

เอสโตเนียได้นำบริการดิจิทัล ร่วมกับ Blockchain มาบริหารจัดการข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการบริการภาครัฐ การบริการสาธารณะสุข การทำธุรกรรมธนาคาร รวมไปถึงการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ถูดจัดในระบบดิจิทัลเกือบ 99% โดยที่ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังแต่ละหน่วยงานเพื่อดำเนินการด้วยตัวเอง

Estonia

โครงการที่ว่านี้คือ e-Residency เป็นการให้บริการภาครัฐแบบครบวงจร เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปใช้บริการในเว็บไซต์ e-estonia.com โดยบริการทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้โดยการใช้บัตร e-Resident ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนกับบัตรประชาชนหรือ Smart ID card โดยประชาชนสามารถใช้บัตรนี้ในการรองรับการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) และการรับรองดิจิทัล (Digital Authentification) ถือเป็นยืนยันตัวตนอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งของเอสโตเนียและกฎหมายสหภาพยุโรปทุกประการ ข่าวดีก็คือ ระบบ e-Residency ยังเปิดให้คนที่ไม่ได้เป็นพลเมืองเอสโตเนียสามารถสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการเป็นพลเมืองดิจิทัลของเอสโตเนียได้ โดยวิธีการสมัครจะต้องมีการติดต่อตัวต่อตัวเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น จะไปที่สถานทูตเอสโตเนียหรือหากเดินทางมายังเอสโตเนียก็จะมีเจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารการสมัครให้

สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มอบให้แก่ผู้ที่อยู่ในระบบ e-Resident นอกจากนี้ก็ได้แก่

ระบบ e-Identity ยืนยันตัวตนพร้อมเข้าถึงบริการของรัฐได้ทันที

e-Identity หรือบัตรประชาชนฝังชิพเก็บข้อมูลประจำตัวผู้ถือ ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ทุกอย่าง นอกจากนี้ sim card ยังมีการฝังชิพข้อมูลประจำตัว ไม่ว่าจะเป็น Digital ID หรือ PIN code ซึ่งประชาชนสามารถนำมันใช้ในการเข้าถึงบริการของรัฐได้ อีกทั้งยังสามารถทำการเซ็นรับรองเอกสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ซึ่งตัว Blockchain ก็จะเข้ามาช่วยเสริมในเรื่องของความปลอดภัย

ระบบ e-Health จองคิวรักษาสุขภาพง่ายเหมือนกับจองโรงแรม

มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยี KSI Blockchain มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบข้อมูล ระบบสาธารณะสุขของเอสโตเนียได้ถูกปฏิวัติใหม่โดยใช้นวัตกรรม e-Solutions เพื่อความสะดวกของประชาชน ข้อมูลทางสุขภาพของผู้ป่วยและข้อมูลแพทย์ทั้งหมดได้ถูกเก็บไว้ในคลังดิจิทัลอย่างปลอดภัย ผู้ที่ลงทะเบียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้และทำการจองคิวรับบริการได้อย่างสะดวกง่ายดายเหมือนกับการจองโรงแรม โดยผู้ป่วยทีได้ลงทะเบียนแต่ละคนจะมีบันทึกที่เรียกว่า e-Heart สามารถทำการแทร็คในระบบได้ เพียงใช้ ID-card ในการยืนยันตัวตน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนได้ทันที

สิ่งหนึ่งที่เป็นนวัตกรรมล้ำหน้าของระบบการแพทย์ของเอสโตเนียก็คือ ระบบ e-Prescription ที่ไม่มีการใช้กระดาษในการจ่ายยาให้คนไข้ เมื่อหมอทำการจ่ายยาผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ คนไข้สามารถไปร้านขายยาและยื่น Smart ID จากนั้นหมอจะทำการล็อกอินเพื่อดูข้อมูลในระบบและทำการจ่ายยาตามข้อมูลที่ได้ทันที นอกจากนี้คนไข้สามารถทำการติดต่อแพทผ่านทางอีเมล สไกป์ หรือผ่านทางโทรศัพท์ และหมอก็สามารถทำการสรุปผลการตรวจและจ่ายยาได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว ปัจจุบัน กว่า 99% ของการจ่ายยานั้นดำเนินการออนไลน์ ซึ่งระบบนี้ก็ได้ช่วยทั้งคนไข้และแพทย์ประหยัดในเรื่องของเวลาและช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ได้

Estonia

ระบบ i-Voting เลือกตั้งออนไลน์ที่แรกของโลก

ประชาชนสามารถทำการลงคะแนนเสียงจากที่ไหนก็ได้ เพียงแค่ใช้ Smart ID Card, Mobile ID, หรือ PIN code ในการ log-in ในระบบเพียงเท่านี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้งมากขึ้น

ไม่ใช่เฉพาะด้านสาธารณะสุขและการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้นที่รัฐได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำสัญญา หรือเอกสารทางราชการอื่นๆ ก็ได้มีการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ติดตามผลความคืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางสิ่งที่รัฐไม่สามารถดำเนินการแบบดิจิทัลได้ เนื่องจากยังจัดว่ายังมีความเสี่ยงสูงอยู่ ได้แก่ การซื้อขายอสังหาริมทรัยพ์และการแต่งงาน

นอกจากนี้ Taavi ยังได้ยกตัวอย่างสตาร์ทอัพที่ได้นำ Big Data มาใช้ประโยชน์ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Shivom ผู้ให้บริการการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมผ่านระบบ Blockchain หากรัฐสามารถนำข้อมูลของทุกคนมาใช้อย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยแพทย์ทำการรักษาคนไข้ได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ยังมี Lympo ที่ทำการเก็บข้อมูลฟิตเนสของผู้ใช้ สามารถทำการตรวจสอบได้ว่าประชากรอายุแต่ละช่วงปี ได้มีพฤติกรรมการทานอาหาร และดูแลสุขภาพอย่างไร ซึ่งจะช่วยรัฐในการช่วยเหลือประชาชนในด้านสาธารณสุขได้อย่างตรงจุด

เราใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกรรมทางการเงินที่สามารถทำที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ลองคิดดูว่าหากเรานำแนวแบบคิดเดียวกันนี้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต การติดต่อราชการที่ทุกอย่างสามารถทำได้ผ่านมือถือ จะช่วยประหยัดงบประมาณและเวลาได้อย่างมหาศาลแค่ไหน คำถามก็คือ รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วหรือยัง


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Aladdin’ ระบบที่ครองเงิน $25 ล้านล้านทั่วโลก

Aladdin คือ AI ของ BlackRock ที่ดูแลเงิน 25 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก จากเครื่อง Sun เครื่องเดียวในปี 1988 สู่ Generative AI ที่ Wall Street พึ่งพา Kfir Godrich อดีตหัว AI Labs เปิดเร...

Responsive image

AI Agent จะมี Wallet ตัวเอง มีสิทธิในการเข้าถึง มีชุดคำสั่งเพื่อตัดสินใจ เศรษฐกิจยุคต่อไปก็จะเป็น Agent Economy

ในยุคที่อะไรๆ ก็ใช้ 'AI Agent' อนาคตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด ติดตามมุมมองสดใหม่จากงาน Southeast Asia Blockchain We...

Responsive image

ถอดรหัสยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ในงานฟินเทคระดับโลก Money20/20

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ KBank บนเวที Money 20/20 Asia 2026: ปักหมุด Regional Digital Bank แห่งอนาคต ผ่านวิสัยทัศน์ 3 ผู้นำ 'ขัตติยา-รุ่งเรือง-กรินทร์' ชูความเร็ว AI, การยกระดับ Trust 2.0...