รู้จัก Grief Tech เมื่อ AI ชุบชีวิตคนตาย ให้คนได้ใช้โอกาสสุดท้ายเพื่อบอกลา | Techsauce

รู้จัก Grief Tech เมื่อ AI ชุบชีวิตคนตาย ให้คนได้ใช้โอกาสสุดท้ายเพื่อบอกลา

Grief tech คืออะไร

จากความนิยมของ ChatGPT โปรแกรมข้อความปัญญาประดิษฐ์ โมเดลภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการจดจำข้อความในอินเทอร์เน็ต โดยมีการตอบกลับที่เป็นธรรมชาติเหมือนกับมนุษย์ เพื่อตอบคำถาม หรือช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้งานอย่างชาญฉลาด เช่น การเขียนอีเมล เขียนเรียงความ ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Grief tech คือ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการรับมือกับความเศร้าโศกหลังการสูญเสียบุคคลสำคัญ โดยใช้ ChatGPT สร้างข้อความเหมือนมนุษย์โดยที่ข้อความเหล่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับลักษณะของแต่ละบุคคลได้ การนำเอาเรื่องราวส่วนตัวในอดีตมาใช้ และการเลียนแบบการพูดและการเขียนของมนุษย์อย่างละเอียด การผสานเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าด้วยกันสามารถสร้างแชตบอทที่ออกแบบมาให้ได้มีโอกาสสื่อสารและรำลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว

จีนใช้ AI ชุบชีวิตคนตาย ให้คนได้ใช้โอกาสสุดท้ายเพื่อบอกลา

ในปี พ.ศ. 2563 หนุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์หนุ่มชาวจีนในเมืองหางโจว Yu Jialin ได้มีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีลิปซิงค์ หลักการค่อนข้างง่าย ใช้เพียงแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์จับคู่การเคลื่อนไหวของริมปากและการบันทึกคำพูดไว้เท่านั้น และจากการผสมผสานเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้คนในประเทศได้สร้างโปรแกรมสนทนาเป็นที่รู้จักในชื่อว่า Griefbots ซึ่งจะมีบุคลิกลักษณะและความทรงจำเหมือนกับคนที่ล่วงลับไปแล้ว โดยหวังว่าจะมีโอกาสพูดคุยกับคนที่ตนรักอีกครั้งหนึ่ง

Yu เริ่มสร้างปู่ของเขาที่เสียชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยบอกกับ Tang Yucheng นักข่าวเชิงสืบสวนของนิตยสาร  Sixth Tone ว่า ปู่ของเขาจากไปเมื่อเขาอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น และ griefbots ก็ให้โอกาสเขาได้พูดคุยกับท่านเป็นครั้งสุดท้าย


Griefbot กับความนิยมของ ChatGPT

แนวคิดของ griefbot ได้ถูกพัฒนามาเป็นเวลาหลายปี จากโปรแกรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เรียนรู้วิธีการการเลียนแบบลักษณะท่าทางของมนุษย์ผ่านความทรงจำ รูปภาพ และบันทึกต่าง ๆ ของพวกเขา และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ในปีที่แล้วทำให้การเข้าถึง griefbot สูงขึ้นไปในอีกระดับ และมีวิธีการใช้งานที่ง่ายใคร ๆ ก็ทำได้ แค่ป้อนเรื่องราวส่วนตัวของคนที่เราต้องการสร้างไปเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถเลียนแบบรูปร่างลักษณะ การพูด และความคิดของคนเหล่านั้นออกมาได้อย่างแม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ 

Tang รายงานว่า "ถึงแม้จะมีการทดสอบมาร่วมหลายสัปดาห์ แต่ถ้าต้องการสร้างให้คล้ายกับหุ่นจำลองในซีรีส์ Black mirror ก็ยังต้องพัฒนาไปอีกหลายขั้นตอน เพราะบอทที่ Yu สร้างขึ้นนั้นยังมีการทำงานที่จำกัดและใช้เวลานานถึง 10 นาที ในการตอบกลับแต่ละข้อความ"

การเปลี่ยนแปลงของการไว้ทุกข์

Sue Morris ผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านการสูญเสียที่ Dana-Farber Cancer Institute ในบอสตัน กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะปรับเปลี่ยนการไว้อาลัยต่อคนที่จากไปเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ในช่วงปี 2523 ผู้คนมักจะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่ตนรักเพื่อจดจำเขาเอาไว้ แต่ปัจจุบันในยุคดิจิตอลนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะเก็บความทรงจำเอาไว้ในรูปแบบรูปภาพและวิดีโอ อีกทั้งยังเพิ่มเติมว่า griefbot นั้นเกิดขึ้นจากการที่นักจิตวิทยาให้ผู้ป่วยพูดคุยกับเก้าอี้ว่างสมมุติว่าคนที่พวกเขารักได้นั่งอยู่ตรงนั้น และจินตนาการถึงการตอบกลับของคนเหล่านั้น

Griefbots ที่ขับเคลื่อนด้วย GPT เป็นที่นิยมมากในประเทศจีน 

การกำเนิดของ AI ได้รับความนิยามอย่างมากในประเทศจีน มีบล็อกเกอร์หนุ่มชาวเซี่ยงไฮ้วัย 24 ปี Wu Wuliu ใช้ ChatGPT ในการเข้าถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ถูกจำกัดในจีน และใช้ AI ฝึกให้แชตบอทเลียนแบบการพูดคุยให้เหมือนย่าที่เสียชีวิตไปแล้วของเขา มีสุสานแห่งหนึ่งใช้ ChatGPT และการโคลนเสียงของ AI ในการสร้างบอทเลียนแบบศพที่ฝังอยู่ในสุสานนั้น และยังมีโปรแกรมแชตบอทที่ช่วยในการตกแต่งรูปภาพที่มีผู้ใช้งานถึง 660 ล้านคน

นอกจากในจีนแล้ว griefbot นั้นได้ถูกใช้งานทั่วโลกอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอ griefbot อย่าง Replika ซึ่งในปัจจุบันเป็นแอปพลิเคชั่นโชเชี่ยล AI ประเทศแคนาดา Joshua Barbeau ก็ได้สร้างแฟนของเขาขึ้นในรูปแบบดิจิตอลเพื่อพูดคุยและเยียวยาอาการเศร้าจากการสูญเสียแฟนสาวของเขาไป โดยใช้โปรแกรม Projec December โปรแกรมเก่าที่ถูกสร้างมาจากซอฟต์แวร์เดิมของ ChatGPT และในประเทศเกาหลีก็มีรายการที่ชื่อว่า Meeting You ที่ช่วยให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้พบกับลูกสาววัย 7 ขวบ ที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านการจำลองภาพเสมือนจริง 

ข้อถกเถียงของการใช้งาน Griefbots

Lu ศาสตราจารย์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม griefbots และประโยชน์ของมันนั้นสามารถก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้ เหล่านักต้มตุ๋นสามารถนำเอาเอกลักษณ์ของคนที่เสียชีวิตไปแล้วไปหลอกในเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้อย่างง่ายดาย เช่น หลอกว่าพวกเขาคือตัวกลางผู้ที่สื่อสารกับดวงวิญญาณ จะมีการแย่งชิงขอความยินยอมจากคนตาย ซึ่งในอนาคตที่ผู้คนต่างรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ คุณอาจจะต้องเซ็นเอกสารที่ระบุว่าลูกหลานของคุณสามารถใช้ความรู้ของคุณได้หรือไม่

James Vlahos ได้มีการเปิดตัว HereAfter.AI ที่ให้ผู้คนได้อัปโหลดบุคลิกของตนผ่านออนไลน์ จากนั้น AI จะเรียนรู้เรื่องราวของแต่ละคนผ่านภาพถ่าย บันทึกเสียง และแบบสอบถามที่แต่ละคนส่งเข้ามา และสร้างอวตารดิจิตอลที่สามารถพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวของพวกเขาได้หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตลง ซึ่ง Lu เองกลับมองว่า มีโอกาสน้อยมากที่คนทั่วไปที่เสียชีวิตจะยอมทำแบบนั้น ถึงจะมีปัญหาที่ลูกหลานอาจไม่สามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใครก็ตาม หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวจะสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคนเหล่านี้ได้

ในขณะเดียวกัน Yu ก็ได้ลบบอทปู่ของเขาออกไปแล้ว โดยบอกกับ Sixth Tone ว่า เขากลัวว่าตัวเองจะต้องการพึ่งพา AI มากกว่าเดิมในการเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจ และเขายังบอกอีกว่า ความรู้สึกแห่งการสูญเสียเหล่านี้อาจจะท่วมท้นเกินกว่าจะรักษาและใช้ชีวิตต่อไปได้

อ้างอิง

businessinsider

financialtimes

thedailybeast

euronews

zdnet

RELATED ARTICLE

Responsive image

5 วิธีพัฒนาทักษะอาชีพป้องกันการแทนที่ของ AI

ในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT หรือ GPT-4 เราจะมีวิธีอย่างไรบ้างที่ช่วยพัฒนาตัวเองให้มีทักษะการทำงานที่โดดเด่นและสำคัญต่อองค์กร เพื่อป...

Responsive image

ทำไม Apple ไม่พูดถึง AI เลย ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ท่ามกลางกระแสการใช้งานทั่วโลก

ในงาน WWDC 2023 ที่ผ่านมา Apple ได้ปลุกกระแสให้วงการเทคโนโลยีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ Apple Vision Pro ชุดแว่น AR Headset ที่ถูกพูดถึงอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่บ...

Responsive image

ผู้ป่วย Eating disorder ชี้แชตบอท ‘Tessa’ ให้คำแนะนำการกินที่เป็นอันตราย

Tessa แชตบอทที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในบุคคลที่มีอาการ Eating Disorder ได้ถูกระงับการใช้งานหลังจากมีรายงานว่ามีการให้คำแนะนำที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย...