
คำว่า Paperless หรือสังคมไร้กระดาษถูกหยิบยกมาพูดถึงทุกครั้งที่มีการคุยเรื่องเทคโนโลยีการพิมพ์ หลายคนอาจมองว่าอุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังถึงทางตัน
แต่สำหรับ Paul Gracey ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President & Head of Greater Asia Print Category ของ HP เขากลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในความเปลี่ยนแปลงนี้
Techsauce มีโอกาสได้พูดคุยกับ Paul Gracey เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ของ HP รวมถึงอนาคตของวงการนี้ ที่ทำให้เราต้องลบภาพจำเดิม ๆ ของคำว่า Printing ออกไป
คนส่วนใหญ่มักจะแปลกใจเมื่อรู้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ของเราไปโผล่ในที่แปลก ๆ
Paul เริ่มต้นด้วยการเล่าให้เห็นว่าเทคโนโลยีของ HP วันนี้ได้ก้าวข้ามกรอบของกระดาษ A4 ในสำนักงานไปไกลมาก เขาหยิบยกตัวอย่างของ 3D Printing ที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ โดยเฉพาะในงานวิจัยด้านพันธุศาสตร์

หรือแม้แต่ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่เทคโนโลยีการพิมพ์ถูกนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ตัวจิ๋วติดล้อ ซึ่งจะวิ่งไปบนไซต์ก่อสร้างเพื่อพิมพ์ผังอาคารขนาดจริงลงบนพื้นคอนกรีตโดยตรง ช่วยให้ทีมก่อสร้างทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งตีเส้นวัดระยะเอง
สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการพิมพ์ คือเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและปรับตัวไปตามบริบทของโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสารอีกต่อไป
ในประเทศไทยเอง HP ก็ตอกย้ำความเชื่อนี้ผ่านแคมเปญ “ผู้ช่วยที่ใช่ ดีต่อใจ ง่ายทุกงาน” ที่มองว่าเครื่องพิมพ์คือหัวใจสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ โดยไม่ได้เน้นแค่ตัวเครื่อง แต่เน้นที่การเป็นโซลูชันที่ช่วยให้การบริหารจัดการที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย
Productivity เริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณไม่ต้องคิดถึงมัน
ในวงการ Printing มักจะมีคำนึงคู่กันเสมอคือ ‘Productivity’ แต่คำนี้จริง ๆ แล้วหมายความว่าอะไร ?
Paul อธิบายให้เราฟังว่า การเพิ่มผลผลิตนั้น ไม่ใช่เรื่องของการทำงานให้หนักขึ้น แต่คือการทำให้เทคโนโลยีต้องไร้แรงเสียดทาน
เขาเปรียบเทียบว่า หากคุณต้องการพิมพ์งานสักชิ้น แล้วความคิดแรกคือ "เฮ้อ ต้องยุ่งยากแน่เลย" นั่นคือความล้มเหลวของ Productivity แต่ถ้าเราสามารถกดสั่งพิมพ์จากมือถือ หรือแล็ปท็อป แล้วงานออกมาทันทีโดยไม่ต้องต่อสายหรือลงไดรเวอร์ให้วุ่นวาย นั่นแหละคือ Productivity ที่แท้จริง
ยิ่งเทคโนโลยีทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันน้อยเท่าไหร่ ผู้ใช้ยิ่งมีเวลาไปโฟกัสกับเนื้องานจริงๆ มากขึ้นเท่านั้น

อย่างที่เราเข้าใจกันว่า AI ได้แทรกซึมไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรม ในเครื่องพิมพ์เองก็มี AI เหมือนกัน แต่ในมุมของ HP การนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายถึงการเอามาช่วยสร้างภาพสวย ๆ แต่คือการแก้ปัญหาที่ผู้ใช้เจอบ่อย ๆ ตัวอย่างที่ Pual ยกมาคือฟีเจอร์ Perfect Print
เราทุกคนเคยเจอปัญหาเวลาสั่งพิมพ์ตาราง Excel ที่คิดว่าจะออกมาหน้าเดียว แต่ดันล้นออกมาเป็น 7 หน้า โดย 6 หน้าที่เหลือเป็นกระดาษเปล่าหรือมีแค่เส้นขอบตาราง
Paul บอกว่า AI ของ HP จะเข้ามาตรวจจับความผิดปกตินี้และแจ้งเตือนคุณ ก่อน ที่จะกดพิมพ์ ช่วยประหยัดทั้งกระดาษและอารมณ์
นอกจากนี้ เรื่องที่ Paul เน้นย้ำอย่างมากคือ Security ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน เครื่องพิมพ์ในออฟฟิศมักถูกมองข้ามเรื่องความปลอดภัย แต่ปัจจุบันมันคืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเน็ตเวิร์กและอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะระบบได้ เครื่องพิมพ์ยุคใหม่จึงต้องมีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่เข้มข้นไม่แพ้คอมพิวเตอร์
เครื่องพิมพ์อย่าง HP Smart Tank จึงถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ One HP ที่มีความปลอดภัยสูงและเชื่อถือได้ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจของเทคโนโลยี HP คือบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ HP ที่ผลิตในประเทศไทยมีสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 60% และได้รับการรับรองภายใต้โครงการ Made in Thailand
ที่สำคัญ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะตระกูล HP Smart Tank จากฐานผลิตในไทยถูกส่งออกไปยังตลาดโลกแล้วเกือบ 300 ล้านเครื่อง
ตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่าเทคโนโลยีงานพิมพ์ระดับโลกที่ผู้ประกอบการไทยใช้งานอยู่นั้น ถูกสร้างขึ้นด้วยมาตรฐานความเชื่อถือได้และคุณภาพระดับสากลจากฝีมือคนไทยเอง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่มองว่าในอนาคตตำแหน่งงานระดับล่าง (Junior) จะถูกแทนที่ด้วย AI Agent และเหลือแต่มนุษย์ระดับ Senior เท่านั้น Paul กลับมองต่างออกไป
ถ้าเราตัดพนักงานระดับ Junior ออกไป วันที่ผู้บริหารระดับสูงเกษียณ ธุรกิจจะเหลือใครมาสานต่อ ?
Paul ตั้งคำถามกลับ พร้อมกับมองว่าโครงสร้างองค์กรที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้งาน จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน บทบาทของเด็กจบใหม่จะไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น Co-working with AI
คือทำงานร่วมกับ AI เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ‘งานที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์’ อย่างการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและความเข้าใจบริบททางธุรกิจ ยังเป็นสิ่งที่ AI แทนที่ไม่ได้
Paul เข้าใจดีว่าโครงสร้างธุรกิจในประเทศไทยกว่า 90% คือ SME ซึ่งมักจะประสบปัญหาคลาสสิกคือ ‘การไม่มีเวลา’ เขาจึงยกตัวอย่าง ‘ทฤษฎีร้านกาแฟ’ ให้เราเห็นภาพมากขึ้น
สมมติว่าคุณเปิดร้านกาแฟ งานหลักของคุณคือการชงกาแฟให้อร่อย การบริการลูกค้าด้วยรอยยิ้ม และการสร้างประสบการณ์ที่ดีในร้าน
แต่ถ้าวันหนึ่งคุณพบว่าตัวเองต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งทำบัญชีหลังร้าน ตรวจสอบสต็อกซัพพลายเออร์ หรือมานั่งแก้ปัญหาไอที นั่นคือสัญญาณอันตราย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้กาแฟอร่อยขึ้นหรือลูกค้าประทับใจมากขึ้นเลย"
ทางออกของเรื่องนี้คือแนวคิด Smart SME ซึ่งไม่ใช่การซื้อของแพง แต่คือการฉลาดเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลมาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อให้เจ้าของกิจการเอาเวลาไปทุ่มเทกับหน้าบ้าน หรืองานที่สร้างรายได้จริง ๆ
Paul แนะนำขั้นตอนง่ายๆ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากเปลี่ยนตัวเองให้ Smart ขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล
1. แบ่งเวลาเรียนรู้
ปัญหาใหญ่คือเจ้าของกิจการมักบอกว่ายุ่งเกินไป Paul แนะนำให้สละเวลาเพียงเล็กน้อยต่อสัปดาห์ เพื่ออัปเดตดูว่าโลกนี้มีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ บ้าง การลงทุนเรื่องเวลาตรงนี้จะคืนกำไรมหาศาลในระยะยาว
2. ระบุปัญหา ก่อนหา AI
อย่าใช้ AI เพียงเพราะกลัวตกเทรนด์ แต่ให้มองหา "งานซ้ำซาก" ที่คุณเกลียดและเสียเวลาทำ แล้วถามตัวเองว่า AI ช่วยตรงนี้ได้ไหม ถ้าทำได้ นั่นคือกำไรของชีวิต
3. เริ่มเลย ไม่ต้องรอพร้อม
หลายคนคิดว่า Smart SME ต้องใช้เงินเยอะ แต่ Paul ชี้ว่าแล็ปท็อปที่คุณมี หรือเครื่องพิมพ์ Smart Tank ที่ใช้อยู่ อาจมีฟีเจอร์ AI ซ่อนอยู่ที่คุณไม่รู้ เช่น การใช้ AI ช่วยออกแบบเมนูร้านกาแฟให้สวยเหมือนจ้างกราฟิกดีไซเนอร์ แล้วปริ้นต์ออกมาเปลี่ยนได้ทุกสัปดาห์ ทั้งหมดนี้ทำได้ทันทีด้วยต้นทุนที่แทบจะเป็นศูนย์
สุดท้าย Paul ฝากข้อคิดถึงผู้นำองค์กรและเจ้าของธุรกิจทุกคนว่า
จงหาทาง 'หยุด' ทำทุกกิจกรรมที่ไม่สนับสนุนธุรกิจหลักของคุณ แล้วใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ฉลาดที่สุด ไม่ว่าจะเป็น AI หรือระบบ Automation เข้ามาจัดการส่วนที่เหลือ เพื่อให้คุณได้ใช้เวลาอยู่กับลูกค้าและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างแท้จริง
อ้างอิง : สัมภาษณ์พิเศษกับ Paul Gracey
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด