ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจที่จับต้องได้และสร้างผลกระทบทางสังคมจริง หนึ่งในความท้าทายที่ยังหาคำตอบไม่ได้มาตลอดก็คือ "ผู้ประกอบการควรจะเริ่มจากตรงไหน?"
คำตอบนั้นเพิ่งมีรูปร่างขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดตัว "แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดเพื่อยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมไทย" หรือ Impact SE Thailand - National Incubation & Acceleration Platform
เป้าหมายของแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่เชื่อมเครือข่าย แต่คือการเป็น ‘One Stop Hub’ ที่เชื่อมทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดพิธีด้วยการตั้งคำถามที่น่าคิดว่า มหาวิทยาลัยในยุคนี้ควรวัดความสำเร็จจากอะไรกันแน่ ระหว่างจำนวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน พร้อมย้ำว่าความสำเร็จของงานวิจัยและผลงานวิชาการต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ความยิ่งใหญ่ของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่หัวใจ ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่คือธุรกิจที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก (Social Impact) ให้กับชุมชนและช่วยเหลือสังคมได้จริง แพลตฟอร์มนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่การเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์และการพัฒนาจิตใจของคนในชาติมากกว่าเพียงแค่ผลกำไรที่เป็นตัวเงิน
ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิบายแนวคิดหลักของแพลตฟอร์มนี้ที่ต้องการเชื่อมต้นน้ำกับปลายน้ำไว้ในที่เดียว เพื่อให้เกษตรกรในชนบทและผู้บริโภคสามารถเชื่อมถึงกันได้ พร้อมฝากคำพูดเตือนใจไว้ว่า "นวัตกรมาก่อนนวัตกรรมเสมอ เช่นเดียวกับที่เกษตรกรมาก่อนเกษตรกรรม" ซึ่งสะท้อนปรัชญาสำคัญของแพลตฟอร์มที่ให้น้ำหนักกับการพัฒนา ‘คน’ ก่อน ‘ระบบ’ เสมอ

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ขยายภาพให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้พิจารณาจากความต้องการของชุมชนเป็นหลัก โดยโจทย์วิจัยต้องเกิดจากการร่วมมือกับชุมชนจริงๆ ไม่ใช่ความสนใจส่วนตัวของนักวิจัยเพียงคนเดียว ทั้งนี้ โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนต้องมีความพร้อมครบ 4 ด้าน ได้แก่ ความพร้อมของงานวิจัย ความสนใจของนักวิจัย ความต้องการของตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุน
CU Innovation Hub จะช่วยดูแลทั้งเรื่องสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่วยประสานงานกับกลุ่มทุนเพื่อสนับสนุนงบประมาณ การเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชน รวมถึงการสร้าง Storytelling เพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้บริโภค

รศ. ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ บพท. อธิบายให้เห็นว่าจากการสำรวจจริงในสนามของธุรกิจ พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้ประกอบการ Social Enterprise ที่มุ่งหาตลาดเพียงอย่างเดียว ยังขาดปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญอีกหลายด้าน Impact SE Thailand Platform จึงถูกออกแบบมาให้ครอบคลุม 6 มิติ ที่เชื่อมกันทั้งระบบ ได้แก่
ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวเสริมว่าแพลตฟอร์มนี้ทำงานในฐานะ "One Stop Shop" ที่รวมทุกอย่างตั้งแต่สินค้า การตลาด ไปจนถึงเงินทุนและสุขภาพผู้ประกอบการไว้ในจุดเดียว พร้อมฝากคติที่สำคัญอย่าง
อย่าเริ่มที่เกษตรกร จงเริ่มที่ลูกค้าก่อนเสมอ เพราะธุรกิจที่ดีต้องมีอุปสงค์ (Demand) ก่อน อุปทาน (Supply)

ถ้าจะหา Success Story ที่พิสูจน์ว่าแนวคิดของ Impact SE Thailand Platform ที่ใช้งานได้จริง โครงการ "โกโก้น่าน" คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าจุดเริ่มต้นของโครงการทั้งหมดมาจากเกษตรกรในจังหวัดน่านที่เดินเข้ามาพร้อมผลโกโก้ในมือ แล้วตั้งคำถามตรงๆ ว่า
"อาจารย์ เราจะทำยังไงกับโกโก้อันนี้?" และเมื่อลงพื้นที่สำรวจจริง ภาพที่เห็นหนักกว่าที่คิด
สิ่งที่ค้นพบในพื้นที่
วิธีแก้โจทย์ด้วยแนวคิด "Craft Smart"
แทนที่จะแก้ปัญหาคนเดียว ทีมวิจัยเลือกบูรณาการข้ามคณะ ดึงความเชี่ยวชาญจากวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และเภสัชศาสตร์มาทำงานร่วมกัน โดยพัฒนาใน 3 แกนหลัก ดังนี้
หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นตาที่สุดในโครงการนี้ เกิดจากการจับมือกับคณะเภสัชศาสตร์ เมื่อเนื้อโกโก้ หรือ Cacao Nibs ราคา 400 บาทต่อกิโลกรัม ถูกเคลือบด้วยสารสกัดจากมะขามป้อมเพื่อผลิตเป็นยาอมแก้เจ็บคอที่ปราศจากสารเคมี ซึ่งอยู่ระหว่างขึ้นทะเบียน อย. ทำให้มูลค่ากระโดดขึ้นเป็น 40,000 บาทต่อกิโลกรัม ในก้าวเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ผลโกโก้ตกเกรดที่เคยถูกทิ้งไปถึง 85% ในอดีต วันนี้ได้ถูกแปลงเป็นวัตถุเติมแต่งอาหารสัตว์ (Feed Additive) สำหรับวัว กลายเป็น “Premium Cocoa Beef” ที่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 84% เชื่อมนวัตกรรมเกษตรเข้ากับเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างลงตัว
ปัจจุบันโครงการขยายผลสู่ 13 จังหวัด ทั่วประเทศ ภายใต้โมเดล “Insight Cacao” ที่แต่ละจังหวัดทำหน้าที่เป็น Cocoa Hub Learning Center คอยรับซื้อผลผลิต ให้ความรู้ และสร้างแนวทางการขยายธุรกิจในพื้นที่ไปพร้อมกัน

นอกจากโกโก้น่าน อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนความหลากหลายของระบบนิเวศนี้คือ “โครงการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน (หญ้าเนเปียร์) สู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย” ที่นำเสนอโดย ดร. ภานุวัฒน์ คำใสย เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนเอส ซี จี ซีเมนต์
โครงการนี้ไม่ได้มองเพียงแค่มิติทางการเกษตร แต่เริ่มต้นจากการตีโจทย์ความต้องการของภาคพลังงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต้องตอบสนองต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป หญ้าเนเปียร์จึงถูกผลักดันให้เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานชีวมวลเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
โมเดลธุรกิจของหญ้าเนเปียร์สะท้อนแนวคิด Demand-First อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเริ่มจากการเจรจาหาผู้ซื้อรายใหญ่อย่าง SCG ก่อน แล้วจึงนำความต้องการนั้นมาจับคู่กับเกษตรกรผู้ปลูก ผสานกับการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ติดตามซัพพลายเชนแบบเรียลไทม์ โครงการนี้จึงกลายเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่บรรลุเป้าหมายคาร์บอนต่ำได้ตามมาตรฐานสหประชาชาติ
เราไม่ได้แค่ขายหญ้า แต่เรากำลังนำเสนอรูปแบบการใช้งานจริงของการลดคาร์บอน ที่อุปสงค์และอุปทานมาบรรจบกัน บนเป้าหมายเดียวกันคือโลกที่ยั่งยืนซึ่งกลไกนี้จะช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ต่ำลง สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และมาตรฐานการประชุมรัฐภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ

แม้จะมี success story อย่างโกโก้น่านให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่คำถามที่ตามมาคือ "จะทำให้เกิดโครงการใหม่ๆ แบบโกโก้น่านได้อย่างไร?" นั่นคือบทบาทของ CU Innovation Hub ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสนับสนุน (Enabler) ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนทั้งระบบ
รศ.ภญ.ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการ CU Innovation Hub อธิบายว่า CU Innovation Hub ไม่ได้เป็นแค่หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) ธรรมดา แต่แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ผู้ขับเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Enabler) ที่วางโครงสร้างระบบภาพรวม และ ผู้ขับเคลื่อนระดับโครงการ (Project Enabler) ที่ลงไปช่วยแก้ปัญหาในระดับโครงการ โดยมี 4 องค์ประกอบหลักที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
CU Innovation Hub ไม่ได้เป็นแค่ Incubator แต่เป็น Enabler ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ Research to Utilization ไปจนถึง Commercialization ในระดับ Spin-off และ Local Social Enterprise

แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ กับ บพท. แต่ทุกฝ่ายมองตรงกันว่า Impact SE Thailand คือแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่เปิดรับทุกหน่วยงาน ทุกมหาวิทยาลัย และทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขด้านองค์กร
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่หนึ่งในโลก หากแต่เราคือประเทศเดียวในโลกที่กำลังรวมตัวกันสร้าง Social Impact ให้ชาวโลกได้เห็น วันนี้เป็นแค่จุดเบื้องต้น และเราจะสร้างผลกระทบแบบนี้ในโอกาสต่อๆ ไป ความยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้นในแพลตฟอร์มของเรา
ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวทิ้งท้าย
Impact SE Thailand จึงไม่ใช่แค่โครงการของมหาวิทยาลัย แต่คือก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศจากงานวิจัยและนโยบาย สู่ การปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้ธุรกิจเพื่อสังคมเป็นกลไกใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด