Techsauce ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเซสชัน The Southeast Asian Corridor: Mastering the Dual-Flow of Global Innovation ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกและทิศทางใหม่ของ Southeast Asia แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้มองไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งสร้างอนาคตของตัวเอง และย้อนกลับมาตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตนั้นมากน้อยเพียงใด
ในอดีต Southeast Asia มักถูกมองว่าเป็นเพียงตลาดเกิดใหม่หรือฐานการผลิตต้นทุนต่ำของโลก แต่ในปัจจุบัน บทบาทของภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

Southeast Asia กำลังกลายเป็น “Corridor” หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญของโลก ที่รองรับการไหลเวียนของนวัตกรรม เงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพสูงจากหลายภูมิภาคที่กำลังมองหาพื้นที่ที่มีเสถียรภาพและความเป็นกลาง ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็เริ่มพยายามสร้างความแข็งแรงและต่อยอดนวัตกรรมของตนเองไปสู่ตลาดโลก
ความน่าสนใจของ Corridor แห่งนี้คือ แม้จะเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบ แต่ความซับซ้อนเหล่านี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องคิดในระดับภูมิภาคตั้งแต่วันแรก หรือ Think Regional from Day One ธุรกิจที่สามารถเติบโตท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ได้ มักมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในโลกยุคใหม่
อีกมิติที่ไม่ควรมองข้ามคือการเรียนรู้จากตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของโลก เรามักเห็นพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจใหม่เกิดขึ้นก่อน และค่อยๆ ถูกส่งต่อและปรับใช้ใน Southeast Asia ในช่วง 4–5 ปีถัดมา การมองเห็นสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศใน Southeast Asia ไม่ได้รอให้อนาคตมาถึง แต่กำลังเร่งกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน
ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มมองเห็นจุดยืนของตัวเองในเศรษฐกิจยุคใหม่ และกำลังลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
เมื่อมองไปข้างหน้า AI กำลังเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ Open Models ที่เปิดโอกาสให้ประเทศหรือองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอด Fine-tune และสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะทางได้ โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในเกมเดียวกับมหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง AI หรือโฟกัสที่ AI users เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้โซลูชันที่พัฒนา มีโอกาสเติบโตจากโจทย์จริงไปพร้อมกัน (และต้องเป็นสิ่งที่เริ่มต้นได้เร็ว) เพราะนวัตกรรมจะพัฒนาได้ดีที่สุดเมื่อมีผู้ใช้งานจริง มีพื้นที่ให้ทดลอง และมีตลาดรองรับ การหมุนของวงจรเหล่านี้จะกลายเป็น Innovation Flywheel ที่ช่วยสร้างทั้งผู้ประกอบการ เทคโนโลยี บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่การพัฒนา Human Capital อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้าง AI Literacy ให้กับประชาชนในวงกว้าง ไปจนถึงการบ่มเพาะ AI Builders, Entrepreneurs และ Researchers ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจใหม่ได้จริง
หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นผู้รับประโยชน์จากคลื่นการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในทิศทางนี้จำเป็นต้องมี “ตัววัดความก้าวหน้า” ที่ชัดเจน อาทิ
วันนี้หลายประเทศใน Southeast Asia กำลังลงทุนกับอนาคตของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งคน อุตสาหกรรมใหม่ และเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และยกระดับบทบาทของภูมิภาคบนเวทีโลกอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าในหลายช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมา เรา “ตกขบวน” คลื่นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญมาหลายรอบ และยังปรับตัวเชิงโครงสร้างไม่ทันความเร็วของโลก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันเริ่มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
ความเสี่ยงสำคัญคือ หากยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและการลงมืออย่างเร่งด่วน เราอาจไม่ได้เพียงเผชิญภาวะ “ตามหลัง” แต่กำลังเผชิญช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ขยายกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการไล่ตามสูงขึ้น และพื้นที่ในการปรับตำแหน่งทางเศรษฐกิจท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด