จากยุคใช้แค่ AI สู่ยุคที่คนต้องคุม AI! เจาะลึกแนวคิดจาก Microsoft 3 สเต็ป AI Transformation เพื่อยกระดับองค์กร พร้อมคุม AI Agent ให้อยู่หมัด

บนเวทีภายในงานUIH DAY 2026 คุณวสุพล ธารกกาญจน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฏิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่ออธิบายว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร แต่มาเพื่อเจาะลึกถึงคำถามที่ผู้นำหลายคนยังคงกังวล นั่นคือ 'เมื่อเรานำระบบอัจฉริยะเข้ามาในองค์กรแล้ว เราจะควบคุมมันได้อย่างไร?'

2026 คือปีแห่งปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ได้จริงในองค์กร

ไมโครซอฟท์มองว่าปี 2026 ไม่ใช่แค่ปีที่พูดถึงปัญญาประดิษฐ์อีกต่อไป แต่คือปีที่ต้องเอามาใช้งานจริงในบริษัท และคำที่ไมโครซอฟท์ใช้นิยามองค์กรที่กล้าก้าวสู่เส้นทางนี้คือ "องค์กรแนวหน้า" องค์กรที่พร้อมรับความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ก่อนใคร

แต่การเป็นองค์กรแนวหน้าไม่ได้หมายความว่าพุ่งไปหาปัญญาประดิษฐ์ด้วยความตื่นเต้นโดยขาดกรอบความคิด ไมโครซอฟท์จึงเตรียม กรอบความสำเร็จด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Success Framework) ที่ครอบคลุม 4 มิติหลักที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้ามาสร้างความแตกต่างได้ ได้แก่ (1) พนักงาน (2) การมีส่วนร่วมของลูกค้า (3) กระบวนการทางธุรกิจ และ (4) นวัตกรรม

ตัวเลขที่ผู้บริหารต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ก่อนลงลึกเรื่องเครื่องมือ คุณวสุพลหยิบผลสำรวจมาวางบนโต๊ะ ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงในองค์กรทั่วโลกและในไทย

  • 80% ของพนักงานทั่วโลก (และ 88% ในไทย) บอกว่าพวกเขาทำงานเต็มที่แล้ว ไม่มีเวลาพักเพิ่ม
  • 53% ของผู้บริหารทั่วโลก (และ 75% ในไทย) ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และมองว่าผลลัพธ์ยังไม่พอรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
  • 82% ของผู้บริหารเชื่อว่าภายใน 12–18 เดือน ตัวแทนอัจฉริยะ (AI Agent) จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า ช่องว่างด้านศักยภาพ (Capacity Gap) ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พนักงานทำได้กับสิ่งที่ธุรกิจต้องการ คำตอบไม่ใช่การเพิ่มหรือลดคน แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้คนที่มีอยู่ผ่านตัวแทนอัจฉริยะ

3 ระดับของการเดินทางสู่องค์กรแห่งปัญญาประดิษฐ์

ไมโครซอฟท์แบ่งวิวัฒนาการการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กรออกเป็น 3 ระดับ

ระดับ 1 Human with Assistant 

ทุกองค์กรในปัจจุบันอยู่ที่จุดนี้แล้ว คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์เหมือนผู้ช่วย พิมพ์คำถาม รอคำตอบ มีประโยชน์ แต่ไม่พอ

ระดับ 2 Human-Led Agent

พนักงาน 1 คนมีตัวแทนอัจฉริยะหลายตัวช่วยทำงานคู่ขนาน ประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ระดับ 3 Human-Led Agent Teams

ผู้จัดการคนหนึ่งมีทีมตัวแทนอัจฉริยะทำงานแบบอัตโนมัติ งานเสร็จโดยคนไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ยกเว้นเมื่อมีข้อยกเว้นเกิดขึ้น นี่คือจุดที่ ประสิทธิภาพขององค์กรจะก้าวกระโดด

ในยุคระดับ 3 จะเกิดหน่วยวัดใหม่ที่เรียกว่า อัตราส่วนมนุษย์ต่อตัวแทนอัจฉริยะ (Human-Agent Ratio) เช่น พนักงาน 1,000 คนควรมีตัวแทนอัจฉริยะเท่าไหร่ และกระบวนการไหนควรใช้คน กระบวนการไหนควรใช้ตัวแทนอัจฉริยะ เป็นคำถามที่ผู้บริหารต้องเริ่มตอบได้

3 แนวทางสำคัญ ใช้ เสริม และคุม

คุณวสุพลนำเสนอ 3 แนวทางหลักในการทำการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์ให้สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่แค่ "ใช้อย่างไร" แต่ครอบคลุมถึง "คุมอย่างไร"

1. ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการทำงาน

การที่ปัญญาประดิษฐ์จะอยู่ในกระบวนการทำงานได้จริง ต้องเริ่มจากการมองพนักงานในองค์กรใหม่ 2 แบบ คือ พนักงานประจำ และ พนักงานดิจิทัล หรือตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานในระบบ

ไมโครซอฟท์เตรียมโครงสร้างสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว ด้วยการควบคุมตัวตนดิจิทัล เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์สำหรับตัวแทนอัจฉริยะโดยเฉพาะ ปัจจุบันตัวแทนอัจฉริยะมีความสามารถที่เรียกว่า การใช้คอมพิวเตอร์ (Computer Use) สามารถเปิดเบราว์เซอร์ คลิกหน้าจอ พิมพ์คำสั่ง และกลับมารายงานผลได้โดยไม่ต้องมีคนนั่งดู

สิ่งที่ทำให้ตัวแทนอัจฉริยะของไมโครซอฟท์ฉลาดกว่าแค่ตอบคำถาม คือ Microsoft Graph ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ที่เก็บบริบทการทำงานทั้งหมดของผู้ใช้ ทั้งอีเมล การประชุม ไฟล์นำเสนองาน และปฏิทิน เมื่อถามอะไรผ่าน Teams ตัวแทนอัจฉริยะจะไม่มองแค่ข้อความใน Teams แต่จะดึงบริบทจากทุกแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องมาประกอบคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความฉลาดในการทำงาน ไม่ใช่แค่การตอบคำถาม

2. นวัตกรรมด้วยโรงงานผลิตตัวแทนอัจฉริยะ

ไมโครซอฟท์มองว่าทุกบริษัทควรกลายเป็น โรงงานผลิตตัวแทนอัจฉริยะ (Agent Factory) ได้เอง โดยมีเครื่องมือรองรับครบทุกระดับ

  • หน่วยประมวลผลกราฟิกและโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างทุกอย่างเอง
  • Microsoft Azure AI Foundry แพลตฟอร์มบริการในการสร้างตัวแทนอัจฉริยะ มีโมเดลให้เลือกกว่า 1,500 โมเดล ทั้ง GPT รุ่นล่าสุด, Claude และ Llama พร้อมระบบกำหนดเส้นทาง ที่ช่วยเลือกโมเดลที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับแต่ละงาน
  • Microsoft Copilot Studio สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างตัวแทนอัจฉริยะโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม แค่บอกเป็นภาษามนุษย์ว่าต้องการข้อมูลเชิงลึกอะไร ตัวแทนอัจฉริยะจะวิ่งไปดึงข้อมูลและส่งสรุปให้ทุกวัน

ในด้านข้อมูล คุณวสุพลชี้ให้เห็นจุดต่างสำคัญ ปัญญาประดิษฐ์ไม่ถนัดข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน แต่เก่งมากกับข้อมูลไม่มีโครงสร้าง ทั้งภาพ เสียง และเอกสาร ทว่าข้อมูลองค์กรส่วนใหญ่ถูกเก็บแบบมีโครงสร้างมานานหลายสิบปี Microsoft Fabric จึงถูกนำมาเป็น แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่รองรับทั้งสองรูปแบบ รวม Power BI ไว้ในตัว และพร้อมป้อนข้อมูลให้ตัวแทนอัจฉริยะทำงานได้ฉลาดขึ้น

3. การมองเห็นภาพรวม: สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุด

คุณวสุพลเน้นข้อนี้เป็นพิเศษ เพราะมักถูกมองข้าม เมื่อพนักงานทุกคนสร้างตัวแทนอัจฉริยะได้เอง องค์กรที่มีพนักงาน 1,000 คน อาจมีตัวแทนอัจฉริยะนับหมื่นตัวในระบบ และนั่นคือความเสี่ยงมหาศาลหากไม่มีระบบควบคุม

ไมโครซอฟท์ตอบโจทย์นี้ด้วย Microsoft Agent 365 แพลตฟอร์มสำหรับการกำกับดูแลตัวแทนอัจฉริยะโดยเฉพาะ โดยยึดหลัก ตัวแทนอัจฉริยะทุกตัวต้องมีตัวตนดิจิทัล เช่นเดียวกับพนักงานทุกคนที่มีรหัสพนักงาน ตัวแทนอัจฉริยะทุกตัวต้องลงทะเบียน มีตัวตน และมีขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ตัวแทนอัจฉริยะฝ่ายการตลาดไม่ควรดึงข้อมูลเงินเดือนจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ เช่นเดียวกับที่พนักงานการตลาดคนจริงไม่มีสิทธิ์เข้าระบบเงินเดือน ทีมไอทีจะเห็นภาพรวมของตัวแทนอัจฉริยะทั้งหมดในองค์กร พร้อมการควบคุมการเข้าถึงที่ครอบคลุมทั้งตัวแทนอัจฉริยะของไมโครซอฟท์และของผู้ให้บริการรายอื่น

นักพัฒนาไม่หายไป แต่บทบาทเปลี่ยนไป

คุณวสุพลยังแทรกมุมมองสำคัญเรื่องนักพัฒนาโปรแกรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า นักพัฒนาไม่ได้หายไป แต่บทบาทเปลี่ยนจาก "คนเขียนโค้ด" เป็น "คนคิดโครงสร้างและวางแผน" ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้เขียนโค้ดตามที่กำหนด เช่นเดียวกับผู้บริหารและพนักงานทุกคนในองค์กร ที่ต้องเปลี่ยนตัวเองจากผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เป็น ผู้ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นทักษะใหม่ที่ทุกบริษัทต้องลงทุน

3 คำถามที่ผู้บริหารต้องตอบได้

คุณวสุพลปิด session ด้วยสรุป 3 คำถามหลักที่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์ระดับองค์กร

  1. เราจะเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างไร?
  2. เราจะใช้ปัญญาประดิษฐ์เสริมนวัตกรรมขององค์กรอย่างไร?
  3. หลังจากใช้ไปแล้ว เราจะควบคุมมันอย่างไร?

ในยุคที่ทุกเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์พร้อมใช้งานแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครใช้ปัญญาประดิษฐ์เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ใคร "ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ได้ดีที่สุด" ในองค์กรของตัวเอง นั่นคือนิยามขององค์กรแนวหน้าที่ไมโครซอฟท์มองไปข้างหน้าในปีนี้

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

ธนวัต ปินใจกุล (Run)
ธนวัต ปินใจกุล (Run)
1 m. ago

ใจเขาใจเรา หลักการที่ทำให้โลกน่าอยู่ด้วยความเข้าอกเข้าใจ

RELATED ARTICLE

Responsive image

MIT ทดสอบ AI กับงานจริง 11,000 ชิ้น ผลคือยังเป็นแค่ 'เด็กฝึกงาน' ผ่านเกณฑ์แค่ 65%

คนทำงานออฟฟิศที่เคยลองใช้ AI ช่วยงาน อาจเคยรู้สึกหวั่น ๆ ว่าสักวันจะโดนแทนที่ แต่งานวิจัยล่าสุดจาก MIT บอกเราว่าตอนนี้ AI ยังทำงานได้แค่ระดับพอผ่านเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเด...

Responsive image

ทำไมผู้นำยุค AI ถึงเดิมพันกับคน มากกว่าการลดพนักงาน

เจาะลึกทำไมบริษัทระดับโลกในปี 2026 เลิกบ้าการลดคน แต่หันมาใช้ AI เสริมศักยภาพมนุษย์แทน พร้อมเผย 3 คัมภีร์ลัดสำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ...

Responsive image

ใครคือ Satoshi? เมื่อ New York Times เปิดหน้าสืบสวน พุ่งเป้า Adam Back คือบิดา Bitcoin ตัวจริง

NYT มั่นใจ! เจอตัว Satoshi Nakamoto แล้ว? เจาะลึกรายงานสืบสวนล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ Adam Back ซีอีโอ Blockstream กับหลักฐานไทม์ไลน์ที่หายไปอย่างประจวบเหมาะ...