บนเวทีภายในงานUIH DAY 2026 คุณวสุพล ธารกกาญจน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฏิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่ออธิบายว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร แต่มาเพื่อเจาะลึกถึงคำถามที่ผู้นำหลายคนยังคงกังวล นั่นคือ 'เมื่อเรานำระบบอัจฉริยะเข้ามาในองค์กรแล้ว เราจะควบคุมมันได้อย่างไร?'
ไมโครซอฟท์มองว่าปี 2026 ไม่ใช่แค่ปีที่พูดถึงปัญญาประดิษฐ์อีกต่อไป แต่คือปีที่ต้องเอามาใช้งานจริงในบริษัท และคำที่ไมโครซอฟท์ใช้นิยามองค์กรที่กล้าก้าวสู่เส้นทางนี้คือ "องค์กรแนวหน้า" องค์กรที่พร้อมรับความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ก่อนใคร
แต่การเป็นองค์กรแนวหน้าไม่ได้หมายความว่าพุ่งไปหาปัญญาประดิษฐ์ด้วยความตื่นเต้นโดยขาดกรอบความคิด ไมโครซอฟท์จึงเตรียม กรอบความสำเร็จด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Success Framework) ที่ครอบคลุม 4 มิติหลักที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้ามาสร้างความแตกต่างได้ ได้แก่ (1) พนักงาน (2) การมีส่วนร่วมของลูกค้า (3) กระบวนการทางธุรกิจ และ (4) นวัตกรรม

ก่อนลงลึกเรื่องเครื่องมือ คุณวสุพลหยิบผลสำรวจมาวางบนโต๊ะ ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงในองค์กรทั่วโลกและในไทย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า ช่องว่างด้านศักยภาพ (Capacity Gap) ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พนักงานทำได้กับสิ่งที่ธุรกิจต้องการ คำตอบไม่ใช่การเพิ่มหรือลดคน แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้คนที่มีอยู่ผ่านตัวแทนอัจฉริยะ

ไมโครซอฟท์แบ่งวิวัฒนาการการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กรออกเป็น 3 ระดับ
ระดับ 1 Human with Assistant
ทุกองค์กรในปัจจุบันอยู่ที่จุดนี้แล้ว คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์เหมือนผู้ช่วย พิมพ์คำถาม รอคำตอบ มีประโยชน์ แต่ไม่พอ
ระดับ 2 Human-Led Agent
พนักงาน 1 คนมีตัวแทนอัจฉริยะหลายตัวช่วยทำงานคู่ขนาน ประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ระดับ 3 Human-Led Agent Teams
ผู้จัดการคนหนึ่งมีทีมตัวแทนอัจฉริยะทำงานแบบอัตโนมัติ งานเสร็จโดยคนไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ยกเว้นเมื่อมีข้อยกเว้นเกิดขึ้น นี่คือจุดที่ ประสิทธิภาพขององค์กรจะก้าวกระโดด
ในยุคระดับ 3 จะเกิดหน่วยวัดใหม่ที่เรียกว่า อัตราส่วนมนุษย์ต่อตัวแทนอัจฉริยะ (Human-Agent Ratio) เช่น พนักงาน 1,000 คนควรมีตัวแทนอัจฉริยะเท่าไหร่ และกระบวนการไหนควรใช้คน กระบวนการไหนควรใช้ตัวแทนอัจฉริยะ เป็นคำถามที่ผู้บริหารต้องเริ่มตอบได้

คุณวสุพลนำเสนอ 3 แนวทางหลักในการทำการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์ให้สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่แค่ "ใช้อย่างไร" แต่ครอบคลุมถึง "คุมอย่างไร"
การที่ปัญญาประดิษฐ์จะอยู่ในกระบวนการทำงานได้จริง ต้องเริ่มจากการมองพนักงานในองค์กรใหม่ 2 แบบ คือ พนักงานประจำ และ พนักงานดิจิทัล หรือตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานในระบบ
ไมโครซอฟท์เตรียมโครงสร้างสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว ด้วยการควบคุมตัวตนดิจิทัล เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์สำหรับตัวแทนอัจฉริยะโดยเฉพาะ ปัจจุบันตัวแทนอัจฉริยะมีความสามารถที่เรียกว่า การใช้คอมพิวเตอร์ (Computer Use) สามารถเปิดเบราว์เซอร์ คลิกหน้าจอ พิมพ์คำสั่ง และกลับมารายงานผลได้โดยไม่ต้องมีคนนั่งดู
สิ่งที่ทำให้ตัวแทนอัจฉริยะของไมโครซอฟท์ฉลาดกว่าแค่ตอบคำถาม คือ Microsoft Graph ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ที่เก็บบริบทการทำงานทั้งหมดของผู้ใช้ ทั้งอีเมล การประชุม ไฟล์นำเสนองาน และปฏิทิน เมื่อถามอะไรผ่าน Teams ตัวแทนอัจฉริยะจะไม่มองแค่ข้อความใน Teams แต่จะดึงบริบทจากทุกแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องมาประกอบคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความฉลาดในการทำงาน ไม่ใช่แค่การตอบคำถาม
ไมโครซอฟท์มองว่าทุกบริษัทควรกลายเป็น โรงงานผลิตตัวแทนอัจฉริยะ (Agent Factory) ได้เอง โดยมีเครื่องมือรองรับครบทุกระดับ
ในด้านข้อมูล คุณวสุพลชี้ให้เห็นจุดต่างสำคัญ ปัญญาประดิษฐ์ไม่ถนัดข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน แต่เก่งมากกับข้อมูลไม่มีโครงสร้าง ทั้งภาพ เสียง และเอกสาร ทว่าข้อมูลองค์กรส่วนใหญ่ถูกเก็บแบบมีโครงสร้างมานานหลายสิบปี Microsoft Fabric จึงถูกนำมาเป็น แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่รองรับทั้งสองรูปแบบ รวม Power BI ไว้ในตัว และพร้อมป้อนข้อมูลให้ตัวแทนอัจฉริยะทำงานได้ฉลาดขึ้น
คุณวสุพลเน้นข้อนี้เป็นพิเศษ เพราะมักถูกมองข้าม เมื่อพนักงานทุกคนสร้างตัวแทนอัจฉริยะได้เอง องค์กรที่มีพนักงาน 1,000 คน อาจมีตัวแทนอัจฉริยะนับหมื่นตัวในระบบ และนั่นคือความเสี่ยงมหาศาลหากไม่มีระบบควบคุม
ไมโครซอฟท์ตอบโจทย์นี้ด้วย Microsoft Agent 365 แพลตฟอร์มสำหรับการกำกับดูแลตัวแทนอัจฉริยะโดยเฉพาะ โดยยึดหลัก ตัวแทนอัจฉริยะทุกตัวต้องมีตัวตนดิจิทัล เช่นเดียวกับพนักงานทุกคนที่มีรหัสพนักงาน ตัวแทนอัจฉริยะทุกตัวต้องลงทะเบียน มีตัวตน และมีขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ตัวแทนอัจฉริยะฝ่ายการตลาดไม่ควรดึงข้อมูลเงินเดือนจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ เช่นเดียวกับที่พนักงานการตลาดคนจริงไม่มีสิทธิ์เข้าระบบเงินเดือน ทีมไอทีจะเห็นภาพรวมของตัวแทนอัจฉริยะทั้งหมดในองค์กร พร้อมการควบคุมการเข้าถึงที่ครอบคลุมทั้งตัวแทนอัจฉริยะของไมโครซอฟท์และของผู้ให้บริการรายอื่น
คุณวสุพลยังแทรกมุมมองสำคัญเรื่องนักพัฒนาโปรแกรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า นักพัฒนาไม่ได้หายไป แต่บทบาทเปลี่ยนจาก "คนเขียนโค้ด" เป็น "คนคิดโครงสร้างและวางแผน" ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้เขียนโค้ดตามที่กำหนด เช่นเดียวกับผู้บริหารและพนักงานทุกคนในองค์กร ที่ต้องเปลี่ยนตัวเองจากผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เป็น ผู้ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นทักษะใหม่ที่ทุกบริษัทต้องลงทุน
3 คำถามที่ผู้บริหารต้องตอบได้
คุณวสุพลปิด session ด้วยสรุป 3 คำถามหลักที่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์ระดับองค์กร
ในยุคที่ทุกเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์พร้อมใช้งานแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครใช้ปัญญาประดิษฐ์เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ใคร "ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ได้ดีที่สุด" ในองค์กรของตัวเอง นั่นคือนิยามขององค์กรแนวหน้าที่ไมโครซอฟท์มองไปข้างหน้าในปีนี้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด