
“เราไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแค่เมืองอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่เรากำลังเปลี่ยนนาโกย่าให้เป็นฮับนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับโลก”
นี่คือสาระสำคัญจากการพูดคุยกับ คุณ Toshio Sumi ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจ ส่วนส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเมืองนาโกย่า ที่ฉายภาพยุทธศาสตร์ใหญ่ในการเปลี่ยนผ่าน "Central Japan" ซึ่งมี GRP สูงถึงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นที่ตั้งของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ (Toyota, Denso) และอวกาศ (Mitsubishi) ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และจิตวิญญาณการผลิต (Monozukuri) หลอมรวมเข้าด้วยกัน

ด้วยจำนวนสตาร์ทอัพในระบบนิเวศกว่า 849 ราย และมูลค่าการระดมทุนที่แตะระดับ 178 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 เมืองนาโกย่าได้วางโครงสร้างพื้นฐานและกลไกสนับสนุนที่ซับซ้อนและครอบคลุม ดังนี้
1. City as a Sandbox: เปลี่ยนเมืองให้เป็น "สนามเด็กเล่น" ของนวัตกรรม

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์เมืองนาโกย่าคือโครงการ "NAGOYA CITY LAB" และ "HATCH TECHNOLOGY NAGOYA" ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะของเมืองให้สตาร์ทอัพเข้ามาทำ "Social Demonstrations" หรือการทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง
คุณ Sumi อธิบายว่า สตาร์ทอัพสาย Deep Tech มักประสบปัญหาไม่มีพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี แต่ที่นาโกย่า รัฐบาลท้องถิ่นจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน (Coordinator) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ตัวอย่างโครงการที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่:
- ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles): การสนับสนุนบริษัท TIER IV (สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นด้าน Open-source Autonomous Driving) ให้สามารถทดสอบระบบรถไร้คนขับบนถนนจริง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนาระบบ AI
- การจัดการเมืองอัจฉริยะ: การทดสอบ หุ่นยนต์เก็บขยะทางน้ำ (Trash-collecting water robot) ในคลองของเมือง และการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับพฤติกรรมผู้คนและสิ่งของบนบันไดเลื่อนในสถานีรถไฟเพื่อความปลอดภัย
- พื้นที่ทดสอบเชิงสังคม: การอนุญาตให้ใช้พื้นที่เอกชนและสถานที่ราชการในการทดสอบโซลูชันใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาเมืองร่วมกับภาคเอกชนและประชาชน
2. World-Class Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้

เมืองนาโกย่าไม่ได้มีแค่นโยบาย แต่มีการลงทุนสร้าง "Physical Hubs" เพื่อดึงดูดสตาร์ทอัพจากทั่วโลก:
- STATION Ai (เปิดตัวตุลาคม 2024): นี่คือเรือธงสำคัญของภูมิภาค เป็นศูนย์สนับสนุนสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พัฒนาและบริหารจัดการร่วมกับ SoftBank โดยตั้งเป้าให้เป็นบ้านของสตาร์ทอัพกว่า 600 ราย ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ Toyota, MUFG เป็นต้น
- NAGONO CAMPUS: โครงการอนุรักษ์ที่เปี่ยมเสน่ห์ โดยนำอาคารเรียนเก่าของ "โรงเรียนประถมนาโกโนะ" ที่มีอายุกว่า 100 ปี มาปรับปรุงใหม่ภายใต้คอนเซปต์ "Open, Mix, Born" เพื่อให้เป็นพื้นที่บ่มเพาะผู้ประกอบการ (Incubation Facility) ที่ผสมผสานกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่
- Nagoya Innovator’s Garage: พื้นที่ Co-creation ใจกลางเมืองที่บริหารร่วมกันระหว่างเมืองนาโกย่าและสมาพันธ์เศรษฐกิจภาคกลาง (Central Japan Economic Federation) ออกแบบมาเพื่อให้คนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันมาพบปะและสร้างโปรเจกต์ข้ามองค์กร
3. Financial Powerhouse: รัฐบาลท้องถิ่นในบทบาท "นักลงทุน" (LP)
ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณ Sumi เน้นย้ำคือ บทบาททางการเงินของเมืองนาโกย่าและจังหวัดไอจิ ที่ไม่ได้ให้แค่เงินให้เปล่า (Grant) แต่กระโดดลงมาเล่นในสนามการลงทุนด้วยตนเองในฐานะ Limited Partner (LP)
- Central Japan Innovation Research Fund I: กองทุนนี้มีเป้าหมายระดมทุนให้ได้ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเมืองนาโกย่าและจังหวัดไอจิได้ใส่เงินลงทุนตั้งต้นฝ่ายละ 500 ล้านเยน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดสถาบันการเงินและบริษัทเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุน
- การดึงดูด CVC (Corporate Venture Capital): เนื่องจากภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยบริษัทที่มีเงินสด (Cash-rich manufacturing giants) รัฐบาลจึงสร้างเครือข่าย Chubu CVC Network เพื่อกระตุ้นให้บริษัทใหญ่เหล่านี้ตั้งกองทุน CVC เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 242 บริษัท
เป้าหมายคือการอุดช่องโหว่ด้านเงินทุนในระยะ Seed Stage และ Early Stage สำหรับสตาร์ทอัพสาย Deep Tech ที่ต้องใช้เงินวิจัยสูง
4. Talent & Open Innovation: การสร้างคนและการจับคู่ธุรกิจ

เพื่อให้ระบบนิเวศยั่งยืน นาโกย่าให้ความสำคัญกับการสร้าง "คน" และ "ความร่วมมือ":
- Tongali Platform: แพลตฟอร์มการศึกษาผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย 27 แห่ง (นำโดย Nagoya University) เพื่อปั้นนักศึกษาและนักวิจัยให้สามารถตั้งบริษัทจากงานวิจัย (University-led startups) โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับนักเรียนไปจนถึงมืออาชีพ
- CIRCLE (Nagoya Open Innovation): โครงการจับคู่ธุรกิจ (Matchmaking) ระหว่างสตาร์ทอัพและบริษัทดั้งเดิม โดยมีผลงานความสำเร็จกว่า 206 คู่ และเกิดโปรเจกต์ร่วมกันจริงถึง 89 โครงการ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือด้านการเกษตรที่ใช้ดินคุณภาพสูง (High-performance soil)
5. TechGALA Japan 2026: หมุดหมายใหม่ของการเชื่อมต่อโลก

การจัดงาน "TechGALA Japan 2026" ในวันที่ 27-29 มกราคม 2026
- นี่ไม่ใช่แค่งานสัมมนา แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "เทศกาล" (Festival) ที่จะทำลายกำแพงระหว่างภูมิภาค วัฒนธรรม และสาขาวิชาชีพ
- ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน, วิทยากร 300 คน, ผู้จัดแสดงงาน 140 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก
โดยงานนี้ Techsauce ได้รับโอกาสไปแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Mobility Trend ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมุมมองการเชื่อมโยงกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นด้าน Autonomous Driving ว่าไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง โดยเน้นที่ Closed Environments อย่างนิคมอุตสาหกรรม หรือสนามบินได้ โดยหัวใจสำคัญคือต้องมองในมุม "Business Case" ไม่ใช่แค่ "Demo Case" ดูทั้งความคุ้มค่าและความยั่งยืน
นาโกย่า กำลังพยายามก้าวข้ามภาพจำของการเป็นเมืองแห่งโรงงาน สู่การเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี ด้วยการผสานจุดแข็งเดิม (ฐานการผลิตและเงินทุน) เข้ากับเครื่องยนต์ใหม่ (สตาร์ทอัพและ Deep Tech) ผ่านการสนับสนุนที่จริงจังจากภาครัฐ ทั้งการเปิดเมืองให้ทดลอง การร่วมลงทุน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เพื่อมุ่งสู่การเป็น Hub for Cutting-Edge Manufacturing Innovation ในอนาคตอันใกล้