เจาะเส้นทาง 10 ปี SCBX กับภารกิจเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเรื่องของทุกคน บนเวที SEABW 2026

ผ่านพ้นไปได้อย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026) ณ ไอคอนสยาม มหกรรม Blockchain ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้ความน่าสนใจพุ่งเป้าไปที่การขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่ม SCBX ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงาน

ไฮไลต์สำคัญที่คนในแวดวงการเงินและเทคโนโลยีให้ความสนใจ คือเซสชั่น Building for Everyone: SCBX's Journey from Digital Asset Infrastructure to the Future of Finance โดยคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX และ CEO ของ SCB 10X

เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าความสำเร็จทั่วไป แต่เป็นการพาเราย้อนกลับไปมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษที่ SCBX เลือกที่จะลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ตั้งแต่ในวันที่ตลาดไทยยังไม่ตื่นตัว ก่อนที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะหันมาให้ความสนใจ และก่อนที่คำว่า Blockchain จะกลายเป็นกระแสหลักในสังคมอย่างทุกวันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เดียวคือ Financial Inclusion หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินให้กับทุกคน

การเดินทาง 10 ปีของ SCBX ในการพัฒนา Digital Access เพื่อทุกคน

คุณกวีวุฒิได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการทำงานในฐานะ First Mover ของกลุ่ม SCBX ว่า การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วผ่านการตัดสินใจเข้าไปลงทุนใน Ripple (Series B) ตั้งแต่ในยุคที่กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่มากและยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างทุกวันนี้ 

แต่จากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคต กลุ่ม SCBX จึงไม่หยุดอยู่แค่การลงทุน แต่ได้นำเทคโนโลยีมาลงมือทำจริง ด้วยการผสานระบบ RippleNet เข้ากับแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อเปิดให้บริการโอนเงินข้ามประเทศที่ช่วยลดทั้งต้นทุนและเพิ่มความเร็วให้แก่ผู้ใช้บริการ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรก ๆ ในภูมิภาคที่ยกระดับบริการนี้สู่สายตาประชาชน

จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น จนถึงปัจจุบันสิ่งที่กลุ่ม SCBX ได้ศึกษาและสั่งสมประสบการณ์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3 เลเยอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลให้ครอบคลุมในทุกมิติ ได้แก่

  1. Infrastructure Layerคุณกวีวุฒิเปรียบชั้นนี้เหมือนโรงกษาปณ์ของระบบการเงินดิจิทัล ก่อนที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในวงกว้าง จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 
    • Custody ระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างปลอดภัยในระดับสถาบัน ซึ่ง SCB 10X ได้ร่วมลงทุนใน Fireblocks ผู้นำระดับโลกด้านนี้
    • Tokenization กระบวนการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain โดย SCBX ดำเนินการผ่านบริษัทลูกชื่อ Token X ซึ่งเป็น ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
    • Distribution ช่องทางให้นักลงทุนเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX

  2. Asset Layer กวีวุฒินำเสนอว่าสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคตจะจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม
    • Crypto Asset เช่น Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีคุณค่าในฐานะ Store of Value คล้ายกับทองคำในโลกดิจิทัล มีปริมาณจำกัดและมูลค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและอุปสงค์ของตลาด
    • Real-World Assets Tokenization (RWA) สินทรัพย์โลกจริงที่ผ่านกระบวนการ Tokenize เช่น หลักทรัพย์ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ การ Tokenize คือ การแบ่งสินทรัพย์เหล่านั้นออกเป็นหน่วยย่อยบน Blockchain เพื่อให้ซื้อขายได้สะดวกยิ่งขึ้น โอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากกว่าเดิม
    • Stablecoin และ Tokenized Deposit ซึ่งออกแบบมาสำหรับการชำระเงิน Stablecoin คือเหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงินจริง ขณะที่ Tokenized Deposit คือเงินฝากในธนาคารที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain ซึ่งยังได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับเงินฝากทั่วไป

  3. Use Layer คุณกวีวุฒิชี้ให้เห็นว่าเมื่อ 2 ชั้นแรกพัฒนาถึงระดับหนึ่ง สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้ยืมหรือเข้าถึงสภาพคล่องได้แบบ real-time บน Blockchain ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างว่า หุ้นกู้ที่ผ่านการ Tokenize แล้วจะสามารถนำไปค้ำประกันได้โดยอัตโนมัติภายในเวลาเป็นนาที เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับมูลค่าธุรกรรมทุกขนาด ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการในปัจจุบันที่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและรออนุมัติเป็นเวลาหลายวัน

บนเวทีสัมมนา คุณกวีวุฒิได้กล่าวถึงหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของกลุ่ม SCBX ว่า เราภูมิใจที่ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา SCBX เป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในไทย อาทิ โครงการ Rubie Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากแนวคิด Purpose-Bound Money หรือเงินดิจิทัลที่กำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างชัดเจนผ่าน Smart Contract โครงการนี้ดำเนินการภายใต้ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. และเริ่มทดสอบระบบครั้งแรกในงาน DevCon ปี 2567 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ 

ระบบนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถโอน Stablecoin เข้ามาในวอลเล็ต จากนั้นระบบหลังบ้านจะแปลงมูลค่าเป็นเงินบาท (THBX) เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปสแกนจ่ายคิวอาร์โค้ดของร้านค้าแม่มณีที่เข้าร่วมโครงการได้ทันที

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่มอบความสะดวกและปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ร้านค้ารายย่อยหรือสตรีทฟู้ดที่ไม่ได้รับบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงเม็ดเงินจากต่างชาติได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ SCB  และ SCB 10X พัฒนาร่วมกับ Lightnet บริษัท Fintech จากสิงคโปร์ ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Stablecoin โดยมี Fireblocks รับผิดชอบระบบ Custody โครงการนี้ผ่านกระบวนการ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2567 ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้แบบ real-time ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีใหม่นี้กับการโอนเงินในปัจจุบัน คุณกวีวุฒิให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับการใช้จ่ายภายในประเทศ ระบบพร้อมเพย์ของไทยมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว Blockchain หรือ Stablecoin จึงไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับการ โอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border Payment) โดยเฉพาะ Tokenized Deposit ในเชิงธุรกิจข้ามชาติ ระบบนี้จะเข้ามาปฏิวัติการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ช่วยให้องค์กรสามารถสลับเปลี่ยนมูลค่าระหว่างเงินสดและสินทรัพย์ดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำเงินไปฝากทิ้งไว้ในธนาคารหลาย ๆ ประเทศให้เสียโอกาสทางการเงินอีกต่อไป ซึ่ง SCBX และ SCB กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการเพื่อเข้าร่วมทดสอบของโครงการ Tokenized Deposits ภายใต้ Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

Financial Inclusion เมื่อต้นทุนที่ต่ำลง คือการเปิดประตูโอกาสให้คนตัวเล็ก

เป้าหมายสูงสุดที่กลุ่ม SCBX พยายามเน้นย้ำและยึดมั่นมาตลอดการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างเครื่องมือเพื่อการเก็งกำไรในโลกดิจิทัล แต่คือการลดต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงิน เพื่อส่งต่อผลประโยชน์และกระจายโอกาสเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม

บนเวที คุณกวีวุฒิได้อธิบายแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางการเงิน ผ่านตัวอย่างเชิงโครงสร้างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด โดยชี้ให้เห็นว่า ในระบบการเงินดั้งเดิม สินทรัพย์คุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงและปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ชั้นดี มักจะถูกจำกัดสิทธิ์ไว้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนเริ่มต้นหลักแสนหรือหลักล้านบาทเท่านั้น

เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำโดยเจตนา แต่เป็นเพราะระบบธนาคารแบบเดิมมีต้นทุนหลังบ้านในการตรวจสอบเอกสาร การดูแลบัญชี และการใช้แรงงานคนสูงมาก เมื่อมูลค่าการลงทุนต่อรายต่ำเกินไป สถาบันการเงินจึงไม่สามารถแบกรับต้นทุนเพื่อให้บริการได้อย่างยั่งยืน

แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนมาอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ระบบจะเข้ามาจัดการกระบวนการจับคู่และตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์

และเมื่อต้นทุนถูกทลายลง กำแพงเกณฑ์การลงทุนขั้นต่ำย่อมลดลงตามไปด้วย คุณกวีวุฒิกล่าวว่า จากเดิมที่ต้องมีเงินหลักแสน ในทางทฤษฎี Blockchain สามารถซอยย่อยสินทรัพย์ให้มีขนาดเล็กลงจนเหลือเริ่มต้นเพียง 5 บาท หรือ 50 บาทได้ทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ กลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้มีทางเลือกจำกัดในการออม จะสามารถเข้าถึงแหล่งสะสมความมั่งคั่งที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองถือครองอยู่ มาใช้เป็นหลักค้ำประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการเปลี่ยนภาพจำทางการเงินเดิม ๆ และช่วยปกป้องผู้บริโภครายย่อยไม่ให้ต้องไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบหรือการลงทุนที่ไม่มีการกำกับดูแล

คุณกวีวุฒิสรุปนิยามของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ดีไว้ได้อย่างคมคายว่า นวัตกรรมที่สำเร็จอย่างแท้จริง ต้องทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย

สิ่งนี้ไม่ต่างจากการที่เราโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าระบบหลังบ้านทำงานอย่างไร และนั่นคือปลายทางของเทคโนโลยีที่ SCBX ตั้งใจปูรากฐาน เพื่อให้ Blockchain ทำหน้าที่ยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยทุกคนอย่างแนบเนียนและยั่งยืน

บทต่อไปของโลกการเงิน

นอกเหนือจากภาพความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่เปิดใช้งานจริงแล้ว คุณกวีวุฒิยังได้พาผู้ฟังในงานฉายภาพอนาคตที่เป็น บทต่อไปของโลกการเงิน ผ่านการผสานเทคโนโลยีระหว่าง AI และสินทรัพย์ดิจิทัล นั่นคือแนวคิด Agentic Payment หรือระบบการชำระเงินอัตโนมัติระหว่าง AI Agent

ในอนาคตอันใกล้ AI จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบตอบโต้ข้อมูล แต่จะพัฒนาเป็นตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานแทนมนุษย์ในชีวิตประจำวัน เช่น การค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา หรือสั่งซื้อของให้เราโดยอัตโนมัติ ยุคที่ AI ต้องคุยกับ AI เพื่อดีลธุรกิจนี้ จะทำให้เกิดธุรกรรมขนาดเล็ก Micro-payment เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งระบบธนาคารดั้งเดิมไม่สามารถรองรับได้เนื่องจากมีต้นทุนระบบหลังบ้านที่แพงเกินไป แต่เทคโนโลยี Stablecoin บน Blockchain สามารถปลดล็อกข้อจำกัดนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ต่ำจนแทบเป็นศูนย์

"เวลา Agent คุยกับ Agent มันจะจ่ายเงินกันด้วย Micropayment ตลอดเวลา ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารปัจจุบันมันแพงเกินไปสำหรับธุรกรรมขนาดเล็กแบบนั้น แต่ Stablecoin ทำได้"

"We build this for everyone"

คุณกวีวุฒิได้เปรียบเทียบการเดินทางตลอดเกือบ 10 ปีของ SCBX ไว้อย่างเห็นภาพว่า "โครงสร้างพื้นฐานเปรียบเสมือนถนน ส่วนผลิตภัณฑ์ทางการเงินคือยานพาหนะ" แม้การบุกเบิกสร้างถนนจะต้องใช้เวลา ทรัพยากร และความอดทนอย่างมหาศาล แต่วันนี้เส้นทางของ SCBX พร้อมใช้งานแล้ว

งาน SEABW 2026 ในครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่ม SCBX ไม่ได้มองบล็อกเชนเป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือความมุ่งมั่นในการปฏิรูประบบการเงินไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และต้นทุนต่ำ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการเงินที่ปลอดภัยไปสู่คนไทยทุกคน ดังประโยคปิดท้ายที่ว่า "It's never, never been a better time to build. We build this for everyone."

ข้อมูลจากคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด บรรยายในงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 วันที่ 21 พฤษภาคม 2569

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ยิบอินซอย ในศตวรรษที่ 2 กับ 'YIPINTSOI NEXT' บริษัทเทคโนโลยีที่ต่อยอด DNA 'กล้าเปลี่ยน' ไปอีก 100 ปี

'ยิบอินซอย' บริษัทที่อยู่คู่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1926 เลือกที่จะ 'เปิดบทใหม่' ด้วยการให้กำเนิดบริษัทลูกชื่อ บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด (YIPINTSOI NEXT) เพื่อรวมธุรกิจเทคโนโลยีดิ...

Responsive image

ส่องดูสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนามกำลังเร่งสร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี แล้วไทยอยู่จุดไหน?

ถอดรหัสพิกัด The Southeast Asian Corridor สมรภูมิเทคโนโลยีที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด ส่องวิสัยทัศน์เพื่อนบ้าน พร้อมย้อนดูวิกฤตโครงสร้างและจุดยืนของไทยในยุค AI...

Responsive image

NVIDIA เปิดตัว RTX Spark ชิป AI พลังระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ซูเปอร์ชิปที่รวม GPU Blackwell CPU Grace ไว้

NVIDIA เปิดตัว RTX Spark ซูเปอร์ชิปที่รวม GPU Blackwell กับ CPU Grace ยกพลัง AI ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ลงโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อป รันเอเจนต์ AI บนเครื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ จับมือ Micr...