ลองจินตนาการว่า เศรษฐกิจคือเครื่องบินลำหนึ่ง ที่กำลังเตรียมจะออกบิน และเพิ่งได้ติดตั้งเครื่องยนต์ตัวใหม่ ที่หลายคนมองว่าอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ไม่ต่างจากการมาถึงของไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต นั่นคือ AI
เครื่องยนต์ใหม่ทำให้เครื่องบินบินได้ไกลขึ้น แต่ก็ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นตามไปด้วย
นักบินเร่งเครื่องเต็มกำลัง เครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัว เร็วขึ้น และเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ปลายรันเวย์ก็ใกล้เข้ามาทุกวินาทีเช่นกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเครื่องยนต์แรงพอหรือไม่ แต่คือ รันเวย์ยาวพอหรือเปล่า? เพราะถ้ารันเวย์สั้นเกินไป เครื่องยนต์จะดีแค่ไหนก็ได้แค่วิ่งไปจนสุดทาง
และรันเวย์ของเศรษฐกิจยุค AI ก็คือ พลังงาน
เบื้องหลังความฉลาดของ AI คือ Data Center อาคารที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งทำงานตลอดเวลา ยิ่งใช้ AI มาก ก็ยิ่งต้องใช้ไฟมาก ปัญหาคือไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมาจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เร่งให้โลกร้อนขึ้น ขณะที่หลายประเทศรวมถึงไทยต่างตั้งเป้าที่จะลดก๊าซเหล่านี้ลงในระยะยาว
โจทย์ใหญ่คือ เราจะสร้างรันเวย์ให้ยาวพอ โดยไม่ทำร้ายโลกได้อย่างไร?
พลังงานแสงอาทิตย์และลมอาจเป็นคำตอบที่หลายคนนึกถึง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือการผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เมื่อไม่มีแสงแดด ลมน้อย หรือมีเมฆและฝนปกคลุมเป็นเวลานาน ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็จะลดลง ขณะที่ Data Center ต้องการไฟฟ้าที่เสถียรตลอดเวลา และนี่คือเหตุผลที่ พลังงานนิวเคลียร์ กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
ลองนึกถึงการต้มน้ำในครัว โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ทำงานคล้ายกัน คือใช้ความร้อนต้มน้ำให้กลายเป็นไอ แล้วนำไอน้ำไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า ความแตกต่างอยู่ที่แหล่งกำเนิดความร้อน
โรงไฟฟ้าถ่านหินเหมือนการก่อไฟด้วยฟืน ต้องเติมเชื้อเพลิงเข้าไปเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่เผาก็มีควันเกิดขึ้น ส่วนนิวเคลียร์เหมือนการมี "ก้อนความร้อน" ขนาดเล็กที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเผาไหม้ จึงแทบไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แถมเชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อยก็ใช้ได้นานหลายปี
แม้หลายคนจะกังวลเรื่องความปลอดภัยและการลงทุนที่ใช้เม็ดเงินมหาศาล แต่เทคโนโลยีวันนี้ก็ก้าวหน้าไปมาก
โรงไฟฟ้ารุ่นเก่าต้องพึ่งปั๊มน้ำและไฟฟ้าสำรองในการระบายความร้อน หากระบบล้มเหลวก็ยากจะควบคุม ขณะที่รุ่นใหม่ออกแบบให้ระบายความร้อนได้เองด้วยแรงตามธรรมชาติ แม้ไฟจากภายนอกจะดับ
ส่วนเรื่องการลงทุน โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมใช้เงินมหาศาล และบางแห่งใช้เวลาสร้างกว่าสิบปี
นี่คือจุดที่ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเข้ามาตอบโจทย์
SMR ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานก่อนนำไปประกอบที่หน้างาน จึงใช้เงินตั้งต้นน้อยกว่า สร้างเสร็จเร็วกว่า สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทีหลัง อีกทั้งขนาดที่เล็กลงยังทำให้ดูแลความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น ข้อดีเหล่านี้ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta และ Amazon เริ่มลงทุนใน SMR เพื่อป้อนไฟให้ Data Center ของตัวเองแล้ว
ประเทศไทยเองก็มีการตั้งเป้าให้ SMR หน่วยแรกเริ่มใช้งานในปี 2037 โจทย์คือต้องเตรียมกฎระเบียบ บุคลากร และสร้างความเข้าใจกับสังคมให้ทันเวลา
นิวเคลียร์อาจไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่เติมสิ่งที่แสงแดดและลมให้ไม่ได้ นั่นคือไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง
โครงการพลังงานขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนสูงและคืนทุนช้า จึงต้องอาศัยการระดมทุนและการประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่
ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีรันเวย์พร้อม ย่อมมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้มา "ลงจอด" ได้มากกว่า
สำหรับ SCBX การติดตามเทรนด์พลังงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทางเลือกด้านพลังงานในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรม การไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุน และความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ถ้าเศรษฐกิจไทยคือเครื่องบิน และ AI คือเครื่องยนต์ พลังงานที่สะอาด มั่นคง และเพียงพอ ก็คือรันเวย์ที่จะกำหนดว่าเครื่องบินลำนี้จะทะยานขึ้นไปได้ไกลแค่ไหน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นหนึ่งในคำตอบของอนาคต
อ้างอิง : บทความโดย กวิสรา รุจิประภากร R&D Associate บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด