The Technological Republic เมื่อ CEO Palantir ประกาศว่า Silicon Valley ทรยศต่อประเทศ

Alexander C. Karp ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Palantir Technologies บริษัทซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ มากว่า 20 ปี ได้ร่วมกับ Nicholas W. Zamiska หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Palantir เขียนหนังสือชื่อ The Technological Republic: Hard Power, Soft Belief, and the Future of the West โดยมีการโจมตี Silicon Valley ว่าละทิ้งพันธกิจต่อประเทศเพื่อไปสร้างแอปถ่ายรูปและ algorithm โฆษณา

Palantir Technologies ก่อตั้งปี 2003 ที่เมือง Palo Alto รัฐแคลิฟอร์เนีย ธุรกิจหลักของ Palantir คือการสร้างแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ช่วยรัฐบาล หน่วยข่าวกรอง และกองทัพในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจ ลูกค้าในยุคแรกได้แก่ CIA และ NSA ปัจจุบันรวมถึงกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร รวมถึงบริษัทเอกชนในหลายอุตสาหกรรม

Alexander Karp ผู้ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ จึงนับเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Silicon Valley ไม่กี่คนที่นั่งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีและความมั่นคงแห่งชาติมาตลอด ทำให้น้ำหนักของข้อโต้แย้งในหนังสือเล่มนี้แตกต่างจากนักวิเคราะห์ภายนอก

นั่นทำให้กระแสสังคมดันหนังสือเล่มนี้ขึ้นแท่น #1 New York Times Bestseller และกำลังเป็นที่ถกเถียงทั้งในวงการเทคและวงนโยบายรัฐบาลทั่วโลก

ข้อกล่าวหาหลัก Silicon Valley ละทิ้งประเทศ

Karp และ Zamiska เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าในช่วงสงครามเย็น วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อเมริกันทำงานร่วมกับรัฐบาลในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ทั้งอินเทอร์เน็ต GPS และระบบสื่อสารทันสมัย ความร่วมมือนั้นเป็นฐานที่ทำให้ตะวันตกครองความได้เปรียบในระเบียบโลกมาหลายทศวรรษ

แต่ปัจจุบัน ผู้บริหารและวิศวกรใน Silicon Valley ส่วนใหญ่ปฏิเสธการทำงานกับกลาโหมและหน่วยข่าวกรอง บางส่วนด้วยเหตุผลทางจริยธรรม บางส่วนเพราะกลัวเสียชื่อเสียง 

ผลลัพธ์คือตลาดดึงดูดให้พวกเขาสร้างแอปแชร์รูปและ algorithm โฆษณา แทนที่จะนำความสามารถไปใช้กับความท้าทายที่ใหญ่กว่า ในหนังสือใช้คำว่า tyranny of the apps เพื่ออธิบายว่าไอโฟนและแอปพลิเคชันทั้งหลาย แม้เปลี่ยนชีวิตผู้คน แต่อาจกำลังจำกัดจินตนาการของมนุษย์ในสิ่งที่เป็นไปได้

Hard Power ยุคใหม่คือซอฟต์แวร์

ก่อนจะเข้าใจหนังสือเล่มนี้ ต้องเข้าใจคำสองคำก่อน

Hard Power คือพลังแบบบังคับได้ เช่น กองทัพ อาวุธ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ใครมีมากกว่าก็กดดันได้มากกว่า ส่วน Soft Power คือพลังแบบดึงดูด เช่น วัฒนธรรม ภาพยนตร์ ค่านิยม ประเทศที่มี Soft Power สูงทำให้คนอื่นอยากเอาอย่างโดยไม่ต้องข่มขู่

สหรัฐฯ ใช้ทั้งสองอย่างผสมกันมาตลอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ข้อโต้แย้งของ Karp คือโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว Hard Power ในศตวรรษนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถถังหรือหัวรบนิวเคลียร์อีกต่อไป มันวัดกันที่ว่าใครมีซอฟต์แวร์ที่ดีกว่า ใครประมวลผลข้อมูลสนามรบได้เร็วกว่า ใครมีระบบ AI ที่แม่นยำกว่า คนนั้นคือมหาอำนาจ

Karp ตั้งคำถามตรง ๆ ว่าในยุคนี้ไม่มีประเทศไหนถามว่า "ควรสร้างอาวุธ AI หรือเปล่า" เพราะคำถามนั้นล้าสมัยไปแล้ว คำถามที่ถูกต้องคือ "ใครจะสร้างมัน และใครจะเป็นคนกำหนดว่ามันจะถูกใช้อย่างไร" ถ้าบริษัทเทคสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะทำงานกับรัฐบาล คนที่จะเติมช่องว่างนั้นก็ไม่ใช่บริษัทที่มีค่านิยมประชาธิปไตย

นอกจากเรื่อง AI และกลาโหม หนังสือยังเป็นการระบายความคิดในหัวของ Karp เกี่ยวกับทิศทางของสังคมตะวันตกในภาพรวม โดยสรุปจุดยืนไว้ 22 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายทหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงการเมืองและศาสนา ซึ่งขอนำมาเล่าให้เห็นภาพรวมใน 7 ข้อนี้

  1. เรื่องเทคโนโลยีและกลาโหม: Karp เริ่มจากจุดยืนพื้นฐานว่า Silicon Valley มีหนี้คุณต่อประเทศที่ทำให้มันเติบโตได้ รัฐบาลสหรัฐฯ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และตลาดที่ทำให้บริษัทเทคเป็นไปได้ วิศวกรและผู้ก่อตั้งจึงมีพันธะต้องมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศนั้นคืน สมัยก่อนเราขู่กันด้วยระเบิดนิวเคลียร์ แต่สมัยนี้ใครมี AI เก่งกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ และถ้าทหารขอปืนที่ดีกว่า เราก็ควรสร้างมัน ตรรกะเดียวกันใช้กับซอฟต์แวร์ ถ้าทหารต้องการซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นเพื่อสู้รบ เราก็มีหน้าที่ต้องสร้างให้
  2. เรื่องการรับราชการและรัฐบาล: เขาเสนอว่าสังคมควรกลับมาพิจารณาให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับใช้ชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารอาสาเพียงกลุ่มน้อย เพราะจะทำให้คนส่วนใหญ่เฉยเมยต่อความสูญเสียจากสงคราม นอกจากนี้เขายังวิจารณ์ว่ารัฐบาลต้องปรับระบบการจ่ายค่าตอบแทนให้ดึงดูดคนเก่งได้จริง ไม่ใช่อยู่อย่างไร้ประสิทธิภาพจนคนมีความสามารถหนีไปทำงานเอกชนหมด
  3. เรื่องเยอรมนี ญี่ปุ่น และดุลอำนาจโลก: เยอรมนีและญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธมานานจนแทบจะปกป้องตัวเองไม่ได้ถ้าไม่มีสหรัฐฯ ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง Karp เตือนว่าสันติภาพที่เราเห็นมาเกือบศตวรรษนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากพลังอำนาจทางทหารที่เข้มแข็ง การที่คนรุ่นใหม่ประเมินค่ากองทัพต่ำไปอาจนำไปสู่หายนะในอนาคต
  4. เรื่องอำนาจและสันติภาพ: Karp เตือนว่าคนจำนวนมากลืมหรือมองข้ามว่าเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาไม่มีสงครามระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นยาวนานขนาดนี้ในประวัติศาสตร์  คนสามรุ่นอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่เคยเห็นสงครามโลก และนั่นทำให้พวกเขาประเมินต่ำว่าอำนาจทางทหารมีส่วนสำคัญแค่ไหนในการรักษาสันติภาพนั้น เขายังย้ำว่าการที่ศัตรูพ่ายแพ้ไม่ใช่เหตุผลให้ดีใจ แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรหยุดคิด
  5. เรื่องวัฒนธรรมและชนชั้นนำ: เขามองว่าชนชั้นนำตะวันตกในปัจจุบันมีความย้อนแย้ง คือปากบอกว่าเปิดกว้างแต่กลับไม่ยอมรับความเชื่อทางศาสนาหรือความเห็นที่ต่างออกไป และเขายังกล้าพูดในสิ่งที่ขัดกับกระแสสังคมว่า วัฒนธรรมบางชุดส่งเสริมความเจริญได้มากกว่าชุดอื่น ไม่ใช่ว่าทุกแนวคิดจะนำไปสู่ความก้าวหน้าได้เท่ากันหมด
  6. เรื่องผู้นำและพื้นที่สาธารณะ: สังคมทุกวันนี้ชอบขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวและโจมตีกันอย่างไม่เลิกรา จนทำให้คนเก่งและมีวิสัยทัศน์ไม่อยากเข้ามาทำงานการเมือง ผลที่ได้คือเรามีผู้นำที่เน้นความปลอดภัยไว้ก่อนแต่ไม่มีไอเดียใหม่ๆ เขาจึงสนับสนุนให้สังคมชื่นชมคนที่กล้าลงมือทำในสิ่งที่ยากและเสี่ยง เช่น Elon Musk มากกว่าจะคอยจับผิดหรือเยาะเย้ย
  7. เรื่องอาชญากรรมและนโยบายสังคม: ข้อสุดท้ายที่น่าแปลกใจที่สุดในหนังสือคือ Karp เรียกร้องให้ Silicon Valley เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาอาชญากรรมรุนแรง โดยมองว่านักการเมืองส่วนใหญ่ละทิ้งปัญหานี้ไปแล้วเพราะมันเป็นเรื่องที่แตะแล้วเสียคะแนน แต่เทคโนโลยีอาจช่วยได้ถ้ามีคนกล้าลองทำ

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับ Karp หรือไม่ หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบริษัทเทคมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมที่ใหญ่กว่าตลาดหรือเปล่า และถ้ามี ใครเป็นคนกำหนดว่าหน้าที่นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ประวัติผู้เขียน The Technological Republic: Hard Power, Soft Belief, and the Future of the West

  • Alexander C. Karp สำเร็จปริญญาตรีจาก Haverford College, นิติศาสตร์บัณฑิตจาก Stanford Law School และปริญญาเอกด้าน Social Theory จากมหาวิทยาลัย Goethe แห่งแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารเทค Silicon Valley ไม่กี่คนที่มีพื้นฐานทางปรัชญาและทฤษฎีสังคม
  • Nicholas W. Zamiska สำเร็จการศึกษาจาก Yale College และ Yale Law School ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Corporate Affairs และที่ปรึกษากฎหมายให้ CEO ของ Palantir รวมถึงนั่งในคณะกรรมการของ Palantir Foundation for Defense Policy and International Affairs

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แกะรอยพนักงานไอทีเกาหลีเหนือ สร้างโปรไฟล์ Dev ปลอม (Synthetic Identity) ล้วงข้อมูลองค์กรชั้นนำ

บทความที่เล่าถึงเส้นทางสืบหาต้นทางของ 'ตัวตนปลอม (Synthetic Identities)' บนแพลตฟอร์มหางาน จนพบว่าเป็น Jasper Sleet หรือ DPRK IT workers ที่ปลอมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานเป็นเครือข่า...

Responsive image

ตลาดแรงงาน 2026 โลกหลัง Layoff ที่ต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดชีวิต

ตลาดแรงงาน 2026 กำลังถูก reboot ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต AI สร้างตำแหน่งใหม่เงินเดือน 7 ล้าน แต่ทักษะเก่าหมดอายุเร็วขึ้น...

Responsive image

เมื่อบริษัทรองเท้า 'ไปต่อไม่ได้' เลยตัดสินใจมาทำบริษัท AI Allbirds รองเท้าขวัญใจ Startup เปลี่ยนสายทำเทคฯ หุ้นพุ่ง 400%

ในยุคที่ AI กลายเป็นคำวิเศษที่ทำให้ทุกอย่างดูมีมูลค่า เราก็ได้เห็นการพลิกผันที่แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อ Allbirds แบรนด์รองเท้าผ้าใบขนแกะที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์รักษ์โลกในซิลิคอน...