
ในเวลาที่โลกเปลี่ยนเร็ว ทั้งเรื่องเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ไปจนถึงการเมืองโลก โจทย์ใหญ่ของไทยในวันนี้ไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเราจะโตยังไง แต่คือ ‘จะทำยังไงให้ไทยยังเนื้อหอมในสายตานักลงทุน’
นี่คือภาพใหญ่ที่คุณจรีพร จารุกรสกุล สะท้อนผ่านมุมมองของภาคอุตสาหกรรม โดยชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนหรือแรงงาน แต่เป็นเรื่องของ ‘ระบบทั้งประเทศ’ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน คน ไปจนถึงนโยบาย
หนึ่งในประเด็นที่เห็นชัดมากคือ อุตสาหกรรมเปลี่ยนเร็วกว่าระบบการศึกษา
พอโลกเปลี่ยนจาก Old Economy สู่ New Economy ตลาดก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะแบบใหม่ ถ้าคนของเรายังไม่พร้อม ต่อให้มีโอกาสเข้ามา ประเทศก็ก้าวต่อไปยาก
คุณจรีพร จึงเปรียบให้เห็นภาพว่า บริษัทในยุคนี้ CEO ต้องทำงานคู่กับ HR เพราะกลยุทธ์จะเกิดไม่ได้ ถ้าคนไม่พร้อม ซึ่งในระดับประเทศก็เหมือนกันภาคอุตสาหกรรมต้องเดินไปพร้อมกับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แยกกันทำงานเหมือนที่ผ่านมา
อีกจุดที่ถูกพูดถึง คืองานวิจัยของไทยในอดีตมักจบในห้องแล็บ แต่ในโลกวันนี้ แค่ทำวิจัยดีไม่พอแล้ว ต้องนำไปใช้ได้จริง สร้างผลกระทบและต่อยอดเป็นธุรกิจได้จริงด้วย เพราะงานวิจัยต้องใช้ทุนสูง ถ้าทำแล้วสร้างรายได้กลับมาไม่ได้ก็ไปต่อยาก มหาวิทยาลัยระดับโลกจึงไม่ได้หยุดแค่ผลงานวิชาการ แต่เน้นนำงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อดึงรายได้กลับมาเป็นทุนหมุนเวียน ให้พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ต่อได้
แนวคิดสำคัญอีกอย่างคือ การวางกลยุทธ์ต้องเริ่มจาก ‘ภาพของโลก’ ต้องเข้าใจ Global Trend ก่อนแล้วค่อยไล่ลงมาที่ภูมิภาค ประเทศ และธุรกิจ
วันนี้โลกกำลังอยู่ในหลายการเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน เช่น การเข้ามาของ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การเปลี่ยนขั้วอำนาจโลก ความไม่แน่นอนจากสงคราม หรือแม้แต่เทรนด์เรื่องความยั่งยืนที่ทั่วโลกตื่นตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมันมีผลต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนโดยตรง
ในมุมของภาคอุตสาหกรรม มีความเชื่อว่าอาเซียนกำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลก และประเทศไทยไม่ควรเป็นแค่หนึ่งในตัวเลือก แต่ต้องกลายเป็น ‘จุดหมายหลัก’ ของการลงทุน
ตัวเลขก็เริ่มสะท้อนภาพนี้แล้ว FDI ของไทยแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center การขยายตัวของ Data Center ไม่ได้ลดความต้องการแรงงาน ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างงานจำนวนมากใน Supply Chain ซึ่งคำถามคือไทยจะเตรียม ‘คน’ ทันหรือไม่
อีกแรงส่งสำคัญคือ ตอนนี้ทั่วโลกกำลังย้ายฐานการผลิต
เพราะความตึงเครียดระหว่างประเทศ ทำให้หลายบริษัทมองหาฐานผลิตใหม่ และไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญโดยเฉพาะกลุ่ม High-end Technology ที่ต้องการมากกว่าแค่แรงงานราคาถูก สิ่งที่นักลงทุนมองหา คือ คนที่มีทักษะ, ระบบการศึกษา และ Ecosystem ที่พร้อม ซึ่งจุดนี้ทำให้ ‘การทำงานร่วมกัน’ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม กลายเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพรวมถูกสรุปออกมาเป็น 3 แกนหลักที่ต้องเร่งขับเคลื่อน
จากเดิมที่เน้นถนน ท่าเรือ พลังงาน ต้องขยับไปสู่ AI Infrastructure และ Green Infrastructure รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ที่เชื่อมประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องโลจิสติกส์ แต่เป็นการยกระดับให้ไทยเป็น ‘ฐานการผลิตระดับโลก’
ความรู้ชุดเดิมไม่พอใช้แล้ว โลกยุคนี้ต้องพึ่งการ Reskill และ Upskill จากคอร์สสั้นๆ เพื่อให้คนเก่งขึ้นและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต ที่สำคัญ คือต้องพุ่งเป้า ผลิตคนให้ตรงกับสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการจริง ๆ
หนึ่งใน Pain Point ของไทยคือ ขั้นตอนที่ซับซ้อน ถ้าลดขั้นตอนให้สั้นลงได้ประเทศไทยจะขยับได้เร็วขึ้นทันที ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ต้องมีความชัดเจนและยั่งยืน
อีกมุมที่น่าสนใจ คือประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องมีแบรนด์ระดับโลกของตัวเอง แต่ควรอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกแบบที่ทุกคนต้องพึ่ง เหมือนกับบริษัทชิปที่ไม่มีสินค้าแบรนด์ตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องใช้ แนวคิดนี้คือการฝังตัวเข้าไปในทุกอุตสาหกรรม จนกลายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้
ซึ่งภาพอนาคตของไทยอาจถูกวางไว้ในรูปแบบ Multi-Hub โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิม และเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น เช่น
ถ้าทำได้ครบ ไทยจะไม่ใช่แค่ประเทศท่องเที่ยว แต่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่าการแข่งขันวันนี้ไม่ใช่แค่บริษัทต่อบริษัท แต่คือ ‘ประเทศต่อประเทศ’ และไม่มีฝ่ายไหนทำได้คนเดียว ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษาและภาครัฐ ต้องเดินไปพร้อมกัน ถ้าทำได้ไทยมีโอกาสก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกได้จริง แต่ถ้าทำไม่ทันโอกาสก็อาจไหลไปหาประเทศอื่นแทน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด