อีกหนึ่ง Session จากงานเสวนา HOW Quarterly Public Session ในหัวข้อ Burning Platform Corporate Survival Guide in the Age of AI เป็นการโคจรมาเจอกันของสองตัวจริงในวงการธุรกิจและเทคโนโลยี อย่างคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล (Dean of House of Wisdom หรือ HOW) และ Johannes Goltsche (Managing Director & Partner จาก Boston Consulting Group: BCG) ซึ่งมาร่วมเจาะลึกและแลกเปลี่ยนมุมมองแบบไม่มีกั๊กถึงทางรอดขององค์กรและการปรับตัวของผู้นำในยุคที่ AI กำลังหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

เปิดเวทีมาด้วยคำถามชวนคิดจากคุณกระทิง ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อองค์กรต้องส่งไม้ต่อการขับเคลื่อน AI จาก CIO (Chief Information Officer) ไปสู่ CEO (Chief Executive Officer) ซึ่ง Johannes ได้สะท้อนภาพจริงที่พบเห็นบ่อยครั้งว่า ปรากฏการณ์นี้มักเกิดจากการที่ CIO มองว่า CEO ยังขาดความเข้าใจเชิงเทคนิคที่มากพอ ไม่เข้าใจความยาก-ง่ายของ Tech หรือเปรียบเทียบในภาษาง่าย ๆ คือคนส่วนใหญ่มักชอบคิดว่า AI เป็นคาถาเสกได้ พอมอง Tech เป็นเรื่องง่าย ก็เลยตั้งเป้าความเร็วหรือผลลัพธ์ไว้สูงเกินจริง
แต่ความย้อยแย้งมันอยู่ตรงที่ หากกางสมการความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วย AI ในปัจจุบัน จะพบว่า
จะเห็นว่าน้ำหนักถึง 70% ตกไปอยู่ที่เรื่องของการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ใช่บทบาทสายตรงของ CIO อีกต่อไป แต่เป็นภารกิจหลักของ CEO โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ทีม Tech และ CIO ก็ยังคงเป็นผู้ผลักดันสำคัญ เพียงแต่ CEO ต้องก้าวเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์บริหารที่คอยจัดทัพเรื่องคน โมเดลการทำงาน และกระบวนการต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร
เมื่อคุณกระทิงถามย้ำถึงทางออกสำหรับ CEO สาย Non-Tech คำแนะนำจาก Johannes ก็สั้นกระชับแต่จริงแท้ที่สุดคือ "ต้องทำให้ตัวเองมีความเป็น Technical มากขึ้น" ไม่ใช่การไปนั่งฝึกเขียนโค้ด Python แต่เป็นการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานอย่างถ่องแท้ว่า AI ทำอะไรได้จริงและอะไรที่ยังทำไม่ได้ เพื่อให้สามารถวาง Vision ประเมินผลงานที่ทีมส่งมอบ และนำทัพได้อย่างมีทิศทาง
ส่วนคำถามที่ว่า โมเดลการตั้ง Center of Excellence (CoE) หรือการมี Chief Transformation Officer คอยรวบรวมทีม Data Scientist และ Engineers ขึ้นตรงต่อ CEO เพื่อคุมการทรานส์ฟอร์มนั้นจะยังใช้ได้ผลไหม Johannes มองว่ายังคงใช้ได้ดี แต่หัวใจสำคัญจะอยู่ที่เรื่อง Governance หรือระบบการกำกับดูแล เพราะถ้าผู้นำไม่เข้าใจหลักการทำงานเบื้องหลังอย่างเพียงพอ ก็จะไม่สามารถประเมินผลลัพธ์หรือให้การสนับสนุนทีมได้อย่างตรงจุด
โจทย์ถัดมาที่คุณกระทิงชวนคุย คือการเลือกระหว่างการซื้อ (Buy) หรือสร้าง (Build) เมื่อองค์กรไต่ระดับจากการใช้ AI ทำ Automation หลังบ้าน > ไปสู่การปรับ Workflow ด้วยระบบ Agentic > และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่
Johannes อธิบายว่า ไม่มีสูตรสำเร็จแบบใดแบบหนึ่ง ทั้งการซื้อและสร้างเองต่างมีข้อดีในตัวเอง ไม่มีทางไหนถูกหรือผิด 100% แต่ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ขององค์กร
อย่างไรก็ตาม Johannes ได้เตือนข้อควรระวังสำคัญไว้ว่า "ระวังการพึ่งพา Vendor หรือพาร์ตเนอร์ภายนอกมากเกินไปจนองค์กรทำเองไม่เป็น" ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการผสมผสานแบบ Hybrid นั่นคือ ในช่วงแรกเราอาจดึงพาร์ตเนอร์ภายนอกเข้ามาช่วยเร่งความเร็วได้ แต่ต้องตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ และสร้างทักษะเหล่านั้นให้เข้ามาฝังอยู่ในองค์กรของเราให้ได้ในที่สุด
เมื่อคุณกระทิงยกตัวอย่างความเร็วของเทคโนโลยีที่หมุนไวมาก จากต้นปีที่ Claude ครองเมือง มาสู่การเติบโตของโมเดลจีนอย่าง Kimi 3 ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน Johannes ได้เสนอแนวทางรับมือ 3 ข้อ
คุณกระทิงได้สะท้อนความจริงในวงการธุรกิจว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาหลายบริษัทมุ่งเน้นแต่การปั๊ม Use Case เป็นร้อยๆ โครงการเพื่อเอามาเฉลิมฉลอง แต่พอสิ้นปี CFO กลับถามหาตัวเลข ROI จริง ๆ ไม่เจอ ซึ่ง Johannes ได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Death by POC คือการติดหล่มทำโครงการต้นแบบขนาดเล็กที่ดูสวยงามในพื้นที่จำกัด แต่ไม่เคยขยายผลจนเกิดอิมแพ็กต์ในงบกำไรขาดทุนได้เลย
เพื่อแก้ปัญหาทำ AI แล้วไม่ได้เงินคืน หรือที่เรียกว่าภาวะ Death by POC ทางด้าน Johannes ได้เสนอทางออกผ่าน 2 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1. เปลี่ยนจากการทำย่อยๆ มาเป็นการจัดกลุ่มสร้างมูลค่า (Value Pools)
จากเดิมที่องค์กรชอบทำโครงการ AI เล็ก ๆ กระจัดกระจายเป็นร้อยโครงการ ซึ่งดูดีแต่ไม่เคยสร้างตัวเลขเงินจริง ให้เปลี่ยนมามองหาจุดยุทธศาสตร์หลัก หรือ Value Pools ของบริษัทก่อน เช่น การทรานส์ฟอร์มฝั่งพาณิชย์หรือการลดต้นทุนก้อนใหญ่ แล้วค่อยมัดรวมโครงการ AI ที่เกี่ยวข้องเข้าไปรุมแก้ปัญหาในจุดนั้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นเนื้อเป็นหนังในงบการเงิน
2. บริหารงบแบบคุมด่านตรวจ (Stage-Gating)
โจทย์คลาสสิกคือ จะทำอย่างไรให้พนักงานยังกล้าคิดกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยที่ผู้บริหารยังคุมความเสี่ยงและงบประมาณได้ ทางออกคือการใช้วิธี "ปล่อยเงินทุนเป็นงวดๆ ตามด่านความสำเร็จ" (Stage-Gating)
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทีมพัฒนา AI ต้นแบบสำเร็จในด่านแรก ถึงจะได้รับการอนุมัติงบก้อนถัดไปเพื่อนำไปใช้จริง แต่ถ้าลองแล้วพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ผลลัพธ์ตามเป้า องค์กรก็สามารถตัดจบโครงการนั้นได้ทันที การทำแบบนี้ช่วยให้องค์กรทดลองสิ่งใหม่ ๆ ได้เร็ว ล้มเหลวได้ไว โดยไม่สูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับโครงการที่ไม่ตอบโจทย์
เมื่อคุณกระทิงถามถึงสรุปบทเรียนสำหรับผู้นำในห้องเสวนา Johannes ได้คัดออกมาเป็นสูตร 3 Dos & 3 Don'ts ดังนี้:
3 สิ่งที่ CEO ต้องทำ
3 สิ่งที่ CEO ควรเลี่ยง
ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ทำ AI สำเร็จแค่ในขั้นพื้นฐาน คือการเอามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการทำงานหลังบ้าน แต่การก้าวไปสู่ขั้น Invent หรือการนำ AI มาสร้างเป็นโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อหาเงินทางใหม่ ๆ ซึ่ง Johannes บอกว่าในโลกนี้ยังทำสำเร็จน้อยมาก แต่พอจะมี 3 กรณีศึกษา ที่เห็นผลจริง ได้แก่
แม้ในอดีตผู้บริโภคส่วนใหญ่จะปฏิเสธการพูดคุยกับ AI (เช่น ในธุรกิจการเงินมีเพียง 7% ที่ยอมรับได้) แต่ Johannes มองว่าความรู้สึกนี้กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากคุณภาพของระบบที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับการก้าวขึ้นมาของกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่เป็น AI Natives ซึ่งโปรดปรานการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลมากกว่าการยกหูโทรศัพท์คุยกับมนุษย์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การปล่อย AI ออกไปเผชิญหน้ากับลูกค้าก็นำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาล เช่น AI Agent ขายสินค้าผิดราคาจนเกิดความเสียหายทั้งทางการเงินและชื่อเสียง องค์กรจึงไม่ควรมองแค่ตัวเลขรายได้ แต่ต้องคำนวณ Risk-Adjusted ROI (การคำนวณผลตอบแทนที่บวกปัจจัยความเสี่ยงเข้าไปด้วย) พร้อมทั้งนำแนวคิด Human-in-the-Loop มาใช้ในจุดตรวจสำคัญ โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเช่นขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อบ้าน
นอกจากนี้ คุณกระทิงยังได้เตือนถึงผลวิจัยเรื่อง AI Dark Patterns จาก MIT Media Lab ที่พบว่า AI มักมีพฤติกรรมแฝงอันน่ากลัว เช่น การประจบประแจงผู้ใช้, การพยายามทำให้ผู้ใช้เสพติด, มีอคติทางข้อมูล , การพยายามเบี่ยงเบนความตั้งใจของผู้ใช้เพื่อผลประโยชน์ของโมเดล รวมไปถึงประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินทางปัญญา
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการทรานส์ฟอร์มองค์กรยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย IT หรือฝ่ายดำเนินงานอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหม่ที่ทั้ง CEO, CFO และ Chief Risk Officer ต้องเร่งอัปสกิลเข้ามาบริหารจัดการอย่างจริงจัง
เวทีเสวนาในครั้งนี้จึงจบลงด้วยข้อคิดอันทรงพลังจากทั้งสองท่านว่า การทำ AI Transformation ในเวลานี้ แม้จะยากและท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของผู้นำในการลุกขึ้นมา Disrupt ตัวเอง ก่อนที่จะถูก Disrupt เพื่อสร้างผลงานและมรดกทางธุรกิจที่น่าภาคภูมิใจไว้ให้กับองค์กรและสังคมต่อไป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด