
ในงาน HUAWEI CONNECT 2026 ทีมงาน Techsauce ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานนี้ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเกาะติดนวัตกรรมและทิศทางเทคโนโลยีระดับโลก โดยในเซสชัน Keynote เปิดงาน คุณ David Wang Deputy Chairman of the Board, Rotating Chairman, Huawei ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "Advancing the Agentic World, Building a Solid Silicon Foundation" ประกาศยุทธศาสตร์มุ่งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อสร้างรากฐานซิลิคอน รองรับการเข้าสู่ยุค AI อัจฉริยะแบบเต็มตัว (Agentic World)
David Wang ชี้ให้เห็นว่า สมองกล AI กำลังเติบโตเร็วกว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าขนาดพารามิเตอร์ของ Foundation Model จะพุ่งเกิน 100 Trillion (100 ล้านล้านพารามิเตอร์) ภายในปี 2030 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเส้นประสาทในสมองมนุษย์

ถ้านับแค่การใช้งาน Inference Token เฉพาะในประเทศจีนก็ทะลุ 500 Trillion tokens ต่อวัน และจะพุ่งมากกว่าเดิมอีก ซึ่งสามารถไปถึงระดับ Quintillions หรือเป็นร้อยล้านพันล้านภายในปี 2030 ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิมๆ เริ่มเอาไม่อยู่ และจำเป็นต้องถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

เพื่อรับมือกับยุค Agentic AI ทาง Huawei ได้วางเข็มทิศยุทธศาสตร์ 7 ข้อ ได้แก่
เรามีชิปประมวลผลแสนตัวในศูนย์ข้อมูล ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าชิปแต่ละตัวทำงานเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่การคุยกันระหว่างชิป
ในระบบเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม พอเอาชิปจำนวนมหาศาลมาต่อกัน ชิปมักจะเสียเวลาไปกับการ "รอส่งข้อมูลข้ามเครื่อง" ไป ๆ มา ๆ ทำให้เราสูญเสียพลังประมวลผลไปฟรี ๆ มากกว่า 40% พูดง่าย ๆ คือ เหมือนมีคนเก่งแสนคนมาร่วมงานกัน แต่เสียเวลาเกือบครึ่งวันไปกับการส่งอีเมลโต้ตอบกันไปมา งานเลยเดินได้ช้ามาก
Huawei เลยแก้ปัญหานี้ด้วยแนวคิด SuperPoD โดยรวบเอาชิปประมวลผลจำนวนมากมารวมพลังกันผ่านสายส่งข้อมูลความเร็วสูงพิเศษ ผลลัพธ์คือ จากเดิมที่ชิปแยกกันทำงานเป็นเครื่องใครเครื่องมัน ระบบจะมองเห็นชิปทั้งหมดทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ยักษ์เครื่องเดียวกัน
จากผลการทดสอบของ Huawei พบว่า การใช้ SuperPoD ในระบบขนาดใหญ่ สามารถช่วยลดเวลาการรอส่งข้อมูล และช่วยเค้นประสิทธิภาพการทำงานจริง ของชิปออกมาได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 2.75 เท่า เมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม ๆ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทีมงาน Techsauce และผู้ร่วมงานตื่นเต้นกันมาก คือการเปิดตัว Atlas 960E SuperPoD ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่นำเทคโนโลยีส่งข้อมูลด้วยแสง หรือ NPO (Near-Packaged Optics) มาใช้จริงในอุตสาหกรรม
อธิบายง่าย ๆ คือ ในคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะส่งข้อมูลผ่านสายไฟ แต่พอข้อมูลเยอะมหาศาล สายไฟจะเริ่มร้อน ช้า และกินไฟมาก Huawei เลยขยับชิปส่งสัญญาณแสงเข้ามาจ่อติดกับชิปประมวลผล เปลี่ยนมาใช้แสงรับส่งข้อมูลแทนไฟฟ้า ทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นมหาศาล และลดความร้อนลงไปได้เยอะมาก
Hi-ONE หัวใจสำคัญของการส่งข้อมูล ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณแสงตัวแรกของโลกที่พร้อมผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ ด้วยการใส่แหล่งกำเนิดแสงไว้ในตัวเอง และขนส่งข้อมูลได้เร็วถึง 7.2 Terabits ต่อวินาที ต่อหนึ่งเครื่อง (เทียบเท่าการส่งหนังความละเอียดสูงได้เป็นพัน ๆ เรื่องในวิเดียว)
Atlas 960E SuperPoD พลังประมวลผลระดับสัตว์ประหลาด ยัดการ์ดประมวลผล AI (NPU) ได้สูงสุดถึง 4,096 การ์ด ในตู้เดียว ปล่อยพลังคำนวณมหาศาลถึง 8 EFLOPS และมีหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) รวมกันมากถึง 1 Petabyte (หรือประมาณ 1 ล้าน Gigabytes)
การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี NPO (ชุด Hi-ONE 5,500 ตัว) สามารถทดแทนสายส่งสัญญาณแบบเดิม ๆ ได้ถึง 48,000 สาย ผลคือ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าลงได้มากกว่า 550 กิโลวัตต์ (ประหยัดไฟเท่ากับบ้านคนหลายร้อยหลังรวมกัน) แถมยังช่วยให้ระบบ อึดขึ้น ทนขึ้น ทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่พังง่ายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีเสถียรภาพสูงถึง 99.8%
โรดแมปชิป Ascend ( Huawei สัญญาว่าจะออกชิปรุ่นใหม่ทุกปี)
นอกจากเรื่องของฮาร์ดแวร์ตระกูลใหม่แล้ว Huawei ยังได้เปิดตัว Peerium Computing Architecture สถาปัตยกรรมประมวลผลยุคใหม่ที่สร้างมาเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดของ AI โดยเฉพาะ
ความน่าสนใจคือในระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม จะมีหัวหน้าคอยสั่งการอย่างเครื่องแม่ (Master) ที่ต้องคอยควบคุมเครื่องลูก (Slave) ซึ่งเวลาเจองาน AI ระดับยักษ์ใหญ่ ระบบแบบนี้มักจะเกิดการกระจุกตัวและกลายเป็นคอขวดเสมอ แต่สำหรับ Peerium ได้โยนแนวคิดเดิมทิ้งไป แล้วเปลี่ยนให้ชิปทุกตัวสามารถสื่อสารกันได้อย่างเท่าเทียม (Peer Interconnect)
ผลลัพธ์ที่ได้คือ มันเปิดทางให้เราสามารถสั่งการชิปประมวลผลมหาศาลระดับ 1,000,000 ตัว ให้ทำงานประสานกันได้อย่างเนียนกริ๊บ ถ้าเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือคล้ายว่าเป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ยักษ์
โดยเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้สถาปัตยกรรม Peerium ทำงานได้ราบรื่นขนาดนี้ ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า UnifiedBus (UB) มันทำหน้าที่เหมือนเป็นทางด่วนข้อมูลสายใหม่ที่เข้ามาเชื่อมต่อทั้ง CPU, ชิป AI (NPU), หน่วยความจำ ไปจนถึงฮาร์ดดิสก์ SSD เข้าไว้ด้วยกันผ่านภาษาการสื่อสารเดียวกันทั้งหมด
ทำให้คอมโพเนนต์ต่าง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาแปลสัญญาณไป ๆ มา ๆ ข้อมูลจึงวิ่งฉิว ไร้การสะดุด ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสำคัญที่มาเติมเต็มสถาปัตยกรรมนี้ยังรวมถึง TaiShan 950 SuperPoD ขุมพลังฝั่งการประมวลผลทั่วไปที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ โดยการรวมหน่วยความจำมหาศาลถึง 256 TB ไว้เป็นพูลเดียวกัน ซึ่งช่วยให้การดึงสภาพแวดล้อมทดสอบ AI (Sandbox) เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 30 เท่า และเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Vector Search) ไวขึ้น 2 เท่า ทำงานควบคู่กับ OceanStor M900 คลังเก็บข้อมูลความจำ (KV Cache) สำหรับระบบ AI ยุคใหม่ ที่ใช้เทคนิค Single-Hop Direct Access รัดขั้นตอนการย้ายข้อมูลจากเดิม 5 ขั้นตอนให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว ช่วยลดความหน่วงลงได้ถึง 50% และยืดอายุการใช้งานของ SSD ให้ยาวนานขึ้นถึง 16 เท่า
David Wang ย้ำชัดเจนบนเวทีว่า "ไม่มีบริษัทใดสามารถแบกโลก AI ไว้ได้เพียงลำพัง" Huawei จึงเน้นย้ำเรื่องการสร้างระบบนิเวศแบบเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้งานร่วมกัน:
ความสำเร็จของระบบนิเวศนี้สะท้อนได้จากฝั่ง Kunpeng ที่มีนักพัฒนามาร่วมใช้งานพุ่งเกิน 4.16 ล้านคน ขณะที่ระบบปฏิบัติการ openEuler ก็ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ของจีนด้วยยอดติดตั้งกว่า 20 ล้านชุด ที่น่าสนใจคือระบบสถาปัตยกรรม CANN ของ Huawei มีนักพัฒนาภายนอกเข้ามาใช้งานสูงถึง 61% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นักพัฒนาภายนอกมีจำนวนแซงหน้านักพัฒนาภายในของบริษัท
แถมล่าสุดยังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานบนเว็บไซต์ PyTorch ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนา AI ระดับโลกได้โดยตรงแล้วด้วย ยุทธศาสตร์สำคัญถัดมาคือการขยาย AI ลงสู่อุปกรณ์ปลายทาง โดย Huawei เตรียมสร้างแพลตฟอร์มประมวลผลครอบคลุม 4 พื้นที่หลักในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ PC, ยานยนต์ และที่อยู่อาศัย ผ่านการผสานขุมพลังชิป Kirin และ Ascend เข้าด้วยกัน พร้อมกับยกเครื่อง HarmonyOS ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ AI แบบเต็มตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้อัดฉีดงบวิจัยและพัฒนาระบบขับขี่อัจฉริยะ Qiankun เพื่อเร่งดันอุตสาหกรรมยานยนต์จากการขับขี่ช่วยสนับสนุน ก้าวเข้าสู่ยุค รถยนต์ไร้คนขับสมบูรณ์แบบ (L4 Autonomous Driving) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030 ทั้งหมดนี้จะถูกเชื่อมโยงผ่านโครงข่ายสื่อสารยุคใหม่อย่าง 5G-A/6G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 10-Gigabit เพื่อขจัดปัญหาเกาะร้างทางข้อมูล และเปลี่ยนพลังประมวลผล AI ให้กลายเป็นเหมือนไฟฟ้าที่เข้าถึงสะดวก ปลอดภัย และพร้อมใช้งานสำหรับทุกคน ทุกบ้าน และทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก
การได้เข้าร่วมงาน HUAWEI CONNECT 2026 ของทีมงาน Techsauce ในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนมากว่า การแข่งขันในโลก AI ยุคหน้าไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องใครมีชิปที่ประมวลผลได้เร็วกว่ากันอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือสถาปัตยกรรมระบบ ที่ต้องสามารถสั่งการและเชื่อมโยงชิปนับล้านตัวให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และส่งต่อความฉลาดนั้นไปถึงมือผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสถาปัตยกรรม Peerium, การนำเทคโนโลยีแสง (NPO) มาใช้ใน Atlas 960E SuperPoD ไปจนถึงการผลักดันระบบนิเวศแบบเปิด ทั้งหมดนี้คือภารกิจสำคัญของ Huaweiในการวางรากฐานซิลิคอน เพื่อเปิดประตูสู่ยุค Agentic World ซึ่งจะเข้ามาดิสรัปต์ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไประดับอุปกรณ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวันของเราในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด