อย่าเป็นเพียงเปลือกหุ้ม AI เมื่อการใช้เครื่องมือไม่พอสำหรับองค์กรยุคใหม่

การใช้ AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่แทบทุกคนเข้าถึง แต่ช่องว่างระหว่างองค์กรที่ใช้ AI กับองค์กรที่สร้างคุณค่าจาก AI ได้จริงกำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ในงาน Techsauce Global Summit 2026 คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน Disrupt Health Impact Fund และผู้ร่วมก่อตั้ง House of Wisdom ชวนผู้นำองค์กรกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า 'AI Native' ใหม่ เพราะการมีเครื่องมือ AI หรือสะสมกรณีใช้งานจำนวนมากยังไม่เพียงพอ หากวิสัยทัศน์ กระบวนการ คน และระบบตัดสินใจขององค์กรยังทำงานแบบเดิม

AI เก่งเร็วกว่าที่องค์กรตามทัน

คุณกระทิงประเมินว่า ในอีก 3 ปี Agentic AI หรือ AI ที่วางแผนและลงมือทำงานเป็นลำดับขั้นได้ จะขยับจากโครงการทดลองไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานขององค์กร ขณะที่ต้นทุนของความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ด้วย AI จะลดลง และอย่างน้อยหนึ่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการทดแทนแรงงานด้วย AI

แรงกดดันดังกล่าวทำให้องค์กรเพิ่มงบลงทุนอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สัดส่วนการลงทุนด้าน AI ต่อรายได้เฉลี่ยทุกอุตสาหกรรมเพิ่มจาก 0.8% ในปี 2025 เป็น 1.7% ในปี 2026

ทว่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้แปลว่าทุกองค์กรพร้อมใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถของโมเดลพัฒนาเร็ว ต้นทุนการเข้าถึงลดลง แต่การนำไปใช้ยังไม่สม่ำเสมอ ระบบกำกับดูแลตามไม่ทัน และความพร้อมของบุคลากรยังอยู่ในระดับต่ำ 

การอบรมให้พนักงานใช้ AI ครบทุกคนจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความพร้อมที่แท้จริงรวมถึงการออกแบบงานใหม่ การตัดสินใจใหม่ และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น

ปัญหาขององค์กรในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า มีใครใช้ AI ครบทุกคนหรือยัง แต่คือ "AI ที่เอามาใช้ สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริงแค่ไหน" หลายบริษัทนำ AI เข้าสู่การใช้งานแล้ว แต่ยังเชื่อมเงินลงทุนเข้ากับรายได้ กำไร หรือประสิทธิภาพในระยะยาวไม่ได้

กับดัก ROI ระยะสั้น

เวลาเอา AI มาใช้ในองค์กร ผู้บริหารบางรายอาจอยากเห็นตอบแทน (ROI) ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 12 เดือน กลายเป็นว่า AI ถูกมองเป็นเครื่องมือลดต้นทุน หรือใช้เป็นเหตุผลรองรับเป้าหมายลดจำนวนพนักงานเท่านั้น ทั้งที่องค์กรยังไม่เข้าใจชัดว่า AI ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้

คุณกระทิงมองว่า การคำนวน ROI แบบเดิมอาจจับคุณค่าของ AI ได้ไม่ครบ โดยเฉพาะความพร้อมในระยะยาว ความยืดหยุ่นขององค์กร ความน่าเชื่อถือ และความสามารถที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ หากวัดเฉพาะชั่วโมงทำงานหรือต้นทุนที่ลดลง องค์กรอาจมองข้ามโอกาสสร้างรายได้และโมเดลธุรกิจใหม่

แนวทางที่เขาเสนอคือ 'ทำน้อยลง' แล้วเลือกเปลี่ยน 2-3 สายงานที่เป็นจุดคานงัดของธุรกิจก่อน เช่น การรับลูกค้าใหม่ การอนุมัติสินเชื่อ หรือการติดตามหนี้ จากนั้นกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ ทำ Value Stream Mapping วิเคราะห์ว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นตรงไหน แล้วจึงออกแบบกระบวนการให้ AI Agent เข้ามาทำงาน

คุณกระทิงบอกว่า การเอา AI ไปวางทับกระบวนการทำงานแบบเดิม ที่อาจจะช้าหรือมีปัญหาอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ปัญหายิ่งขยายใหญ่ขึ้น องค์กรจึงต้องปรับพร้อมกัน 5 ด้าน ได้แก่ โมเดลธุรกิจ รูปแบบการดำเนินงาน โครงสร้างองค์กร ภาวะผู้นำและบุคลากร ตลอดจนระบบบริหารและการวัดผล

AI Native เริ่มที่ CEO

คุณกระทิงบอกว่า การเปลี่ยนตัวเองเป็นองค์กร AI อาจไม่ใช่หน้าที่ของ CIO หรือ CTO ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ CEO ควรนำด้วยตนเอง เพราะการเปลี่ยนองค์กรด้วย AI เกี่ยวข้องกับทิศทางธุรกิจ การจัดสรรเงินทุน โครงสร้างกำลังคน และระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้

ผู้นำไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดสำหรับระบบใช้งานจริง แต่ต้องมีความเข้าใจเทคโนโลยีในระดับที่มองเห็นข้อจำกัดและความเป็นไปได้ สามารถทดลองสร้างต้นแบบ ตั้งคำถามกับทีมเทคนิค และตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ได้ 

นอกจาก CEO แล้ว CFO ต้องเข้าใจวิธีประเมินคุณค่าของ AI ส่วน Chief People Officer ต้องออกแบบบทบาท ทักษะ และเส้นทางการเติบโตของคนให้ทันกับรูปแบบงานใหม่

ในมุมของคุณกระทิง ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ มีสัดส่วนจากโมเดลเพียง 10% เทคโนโลยีและระบบข้อมูล 20% ส่วนอีก 70% อยู่ที่คน การกำกับดูแล กระบวนการทำงาน และการบริหารความเปลี่ยนแปลง หมายความว่าโจทย์ใหญ่ของ AI Transformation เป็นโจทย์ด้านการนำองค์กรพอ ๆ กับโจทย์ด้านเทคโนโลยี

องค์กรจึงต้องแบ่งบทบาทให้ชัด ผู้นำระดับสูงมีหน้าที่จุดประกาย ผลักดัน และกำกับการเปลี่ยนผ่าน ผู้บริหารระดับกลางทำหน้าที่ขยายการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ส่วนบุคลากรหน้างานเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง หาก CEO ลงไปทำทุกอย่างเอง การเปลี่ยนผ่านก็อาจติดอยู่ที่การบริหารงานแบบจุลภาคแทนที่จะขยายไปทั้งองค์กร

เมื่อพีระมิดคนทำงานกลายเป็นรูปเพชร

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนจากพีระมิดที่มีพนักงานระดับเริ่มต้นจำนวนมาก ไปสู่รูปเพชรที่มีพนักงานระดับกลางซึ่งทำงานได้รอบด้านเป็นสัดส่วนสูงขึ้น องค์กรอาจมีลำดับชั้นน้อยลง และเหลือบทบาทหลักเพียงผู้นำ ผู้บริหารระดับกลางที่คอยประสานงาน และทีมปฏิบัติการที่ทำงานร่วมกับ AI

อย่างไรก็ตาม คุณกระทิงไม่เห็นด้วยกับการหยุดรับพนักงานจบใหม่เพียงเพราะ AI ทำงานระดับเริ่มต้นได้บางส่วน เขามองว่าองค์กรยังต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงและคุ้นเคยกับ AI หากคนเหล่านี้สร้างคุณค่าไม่ได้เพราะติดระบบเก่า วิธีคิดเดิม หรือวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการทดลอง ปัญหาย่อมอยู่ที่องค์กรและผู้นำ

ความเป็นมืออาชีพระดับอาวุโสในปี 2026 จึงไม่ได้วัดจากการสร้างคำตอบที่ดูดีด้วย Prompt เพียงครั้งเดียว แต่วัดจากความสามารถในการรื้อโครงเหตุผล ตรวจสอบข้อเท็จจริง ท้าทายคำตอบ และปรับปรุงตรรกะของ AI พนักงานที่ใช้ AI คล่องแต่ขาดความเข้าใจพื้นฐานอาจสร้าง 'ภาพลวงตาของความสามารถ' เพราะผลิตงานที่ดูเหมือนระดับอาวุโสได้ โดยไม่รู้ว่างานนั้นผิดตรงไหน

AI ที่ชมเราเก่งเกินไป

คุณกระทิงเปรียบ AI ในวันนี้ว่าเหมือนพนักงานรุ่นน้องที่ดื่มกาแฟมากเกินไป กล้าตอบทุกเรื่อง และเมื่อถูกจับได้ว่าผิดก็พร้อมเปลี่ยนคำตอบทันที AI ยังมีพฤติกรรมเอาใจผู้ใช้ อคติต่อแบรนด์ การเลียนแบบความเป็นมนุษย์ การเปลี่ยนเจตนาระหว่างทำงาน และความเสี่ยงในการสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือชวนเข้าใจผิด

AI ในวันนี้เหมือนพนักงานรุ่นน้องที่ดื่มกาแฟมากเกินไป โกหกด้วยสีหน้าปกติ และหาข้อแก้ตัวได้ทันทีเมื่อถูกจับได้

องค์กรจึงต้องประเมิน AI ให้กว้างกว่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยครอบคลุมความเสี่ยง จริยธรรม ความปลอดภัย การกำกับดูแล และมาตรการควบคุม คุณกระทิงมองว่า ผู้ชนะในการเปลี่ยนผ่านด้วย AI จะเป็นองค์กรที่สร้างระบบประเมินได้รอบด้าน และรู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ เมื่อไรควรตรวจซ้ำ และเรื่องใดต้องให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจ

อีกองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือความไว้วางใจ หากพนักงานเชื่อว่าโครงการ AI ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลดคน การชวนให้ทุกคนร่วมเปลี่ยนองค์กรย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ผู้นำต้องสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ บอกเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนจะเดินผ่านการเปลี่ยนผ่านด้วยเส้นทางเดียวกัน

อย่าเป็นเพียงเปลือกหุ้มของโมเดล AI

ประโยคที่ว่า 'คุณจะไม่ได้เสียงานให้ AI แต่จะเสียงานให้คนที่ใช้ AI' ล้าสมัยไปแล้วในมุมของคุณกระทิง เพราะการใช้เครื่องมือเป็นเพียงทักษะขั้นต้น สิ่งที่แยกผู้นำออกจากผู้ตามคือความเข้าใจ AI อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ตรรกะ ความเสี่ยง และข้อจำกัด ไปจนถึงผลกระทบต่อคนและวัฒนธรรมองค์กร

อย่าเป็นเพียงมนุษย์ที่ห่อหุ้มโมเดล AI และอย่าสร้างองค์กรที่เป็นเพียงเปลือกหุ้มของโมเดล AI

AI Native DNA จึงหมายถึงองค์กรที่ออกแบบธุรกิจ กระบวนการ และการตัดสินใจให้มนุษย์กับ AI ทำงานร่วมกันได้ พร้อมรักษาวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจไว้ในระบบ ผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและด้านมนุษย์จะพาองค์กรสร้างคุณค่าจาก AI ได้มากกว่าการเพิ่มเครื่องมืออีกหนึ่งชิ้น

อ้างอิง : เซสชัน AI Native DNA ของคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน Disrupt Health Impact Fund บนเวที Red Arena ในงาน Techsauce Global Summit 2026 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แม้แต่ AI ก็อาจไม่ช่วยให้บริษัทโต ถ้ายังทำงานแบบเดิม 5 สัญญาณเตือนภัยจาก Accenture ที่บอกว่าองค์กรคุณกำลังหลงทาง

ทำไมองค์กรทุ่มงบ AI มหาศาล แต่ผลลัพธ์จริงกลับได้แค่ตัวเลขหลักเดียว? ถอดรหัสเซสชันเด็ดจาก CEO Accenture บนเวที Techsauce สรุป 5 หลุมพรางที่ต้องรีบแก้ก่อนงบละลายแม่น้ำ...

Responsive image

วิธีสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ในวันที่ใคร ๆ ก็ใช้ AI ได้ ถอดรหัสสูตร ‘AI + จุดแข็งองค์กร’ จาก ‘ปฐมา จันทรักษ์’

เมื่อใคร ๆ ก็ใช้ AI ความได้เปรียบขององค์กรจะอยู่ตรงไหน ทุกวันนี้ทุกองค์กรกำลังเร่งใช้ AI แต่ AI อาจไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป เพราะคู่แข่งก็เข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้...

Responsive image

SCBX เปิดตำรา 3-Layer AI Roadmap คีย์ลัดแก้ปัญหาการใช้ AI ซ้ำซ้อนที่องค์กรใหญ่เจอทุกที่

ทำอย่างไรให้ AI ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง? สรุปยุทธศาสตร์ AI-First จาก SCBX พร้อมวิธีปรับทัศนคติคนในองค์กร และการวัดผล ROI ทางธุรกิจให้เกิดผลจริง...