AI จะแก้เศรษฐกิจไทยได้จริงไหม คำตอบไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโจทย์ Growth, Productivity และ Inequality สรุปเซสชันจากงาน Microsoft AI Tour Bangkok 2026

ในเซสชันพิเศษที่งาน Microsoft AI Tour Bangkok 2026 มีคำถามหนึ่งที่น่าขบคิดว่า ประเทศไทยกำลังจะใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร และถ้าจะทำให้เกิดผลลัพธ์จริง องค์กรต้องเริ่มจากตรงไหน ?

คำตอบที่ได้จากเวทีนี้น่าสนใจมาก เพราะทั้งคุณสันติธาร เสถียรไทย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb และคุณ Michael Chen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BUZZEBEES เริ่มจากปัญหาจริงของเศรษฐกิจไทย และปัญหาจริงขององค์กร 

ทั้งสามคนไม่พยายามขายฝันว่า AI จะเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่พยายามชี้ให้เห็นว่า ถ้าเริ่มใช้ผิดจุด AI ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่แพงและไม่สร้างอะไรเลยก็เป็นได้

3 โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

คุณสันติธาร เลือกเปิดประเด็นโดยไม่เริ่มจาก AI เลย เขาบอกว่าถ้าจะคุยเรื่องนี้ให้ตรงจุด ต้องเริ่มจาก 3 โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก่อน นั่นคือ Growth, Productivity และ Inequality

Growth คือโจทย์เรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยโตหลังโควิดเฉลี่ยไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ และยังต้องหาว่าจะวางตัวเองอย่างไรในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

AI จึงถูกมองเป็นหนึ่งในโอกาสที่จะพาประเทศเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตใหม่ หรือขยับขึ้นไปเป็นศูนย์กลางบางอย่างในเศรษฐกิจยุคหน้า

Productivity คือโจทย์ที่กดดันไทยมากขึ้นทุกปี เพราะประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คุณสันติธารย้ำว่า การลดลงของประชากรฉุด GDP ไทยไปราว 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปีอยู่แล้ว เมื่อแรงงานหายไป ประเทศจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากต้องทำให้คนหนึ่งคนสร้างผลิตภาพได้มากขึ้น และนี่คือพื้นที่ที่ AI สามารถเข้ามาช่วยปลดล็อกงานจำนวนมากได้

โจทย์สุดท้ายคือ Inequality หรือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยากที่สุด เพราะถ้า AI ถูกใช้ผิดทาง มันอาจยิ่งทำให้คนตัวเล็กเสียเปรียบกว่าเดิม แต่ถ้าใช้ถูกทาง มันอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจเล็กหรือคนทำงานอิสระมี 'ที่ปรึกษา' อยู่ในมือ และเริ่มทำสิ่งที่เมื่อก่อนต้องใช้ทีมใหญ่ถึงจะทำได้ คุณสันติธารยกตัวอย่างเทรนด์ One Person Business เพื่อชี้ให้เห็นว่า AI อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองใหม่ให้คนตัวเล็กด้วย

มุมนี้ทำให้เซสชันทั้งเวทีมีทิศทางชัดขึ้นทันที เพราะ AI ถูกวางให้เป็นคำตอบของโจทย์เศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ต้องตอบปัญหาจริงของประเทศให้ได้

อย่าซื้อ License แจกทุกคน

ถ้าคุณสันติธารวางโจทย์ระดับประเทศ คุณปิติก็พาคนฟังลงมาที่ระดับองค์กรด้วยประโยคเปิดที่แรงที่สุดประโยคหนึ่งของเซสชัน เขาบอกว่า สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือ "อย่าซื้อ AI License แจกทุกคน"

เขามองว่า AI คือการลงทุน และการลงทุนทุกแบบมีต้นทุน ถ้าองค์กรเริ่มจากการซื้อเครื่องมือก่อนหาโจทย์ ธุรกิจก็มักจะจบลงที่การทดลองแบบลองผิดลองถูก ใช้เงินไปเยอะ แต่ไม่รู้ว่ากำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่

เขายังเตือนอีกว่าอีกสิ่งที่ไม่ควรทำคือโยน AI ให้กลายเป็นโครงการของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว เพราะ AI project ต้องเป็นเรื่องของผู้นำองค์กรและเจ้าของธุรกิจโดยตรง

คุณปิติชวนให้นึกภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เหมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เริ่มจากคนทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ระบบที่แบ่งงาน ใช้เครื่องจักร และปรับกระบวนการทั้งโรงงาน AI ในความหมายของเขาก็คล้ายกัน เพียงแต่มันกำลังเข้ามาเปลี่ยนงานของภาคบริการและงานที่ไม่ใช่งานซ้ำได้ด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรต้องเริ่มจาก 'โจทย์ต้องชัด' มากกว่าตื่นเต้นกับตัวเทคโนโลยี

เพื่อทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น คุณปิติเสนอกรอบคิดแบบ 2x2 ที่วัดจากผลกระทบทางธุรกิจกับความพร้อมของเทคโนโลยี องค์กรควรรีบทำ use case ที่อยู่ในช่องผลกระทบสูงและพร้อมใช้งานจริงก่อน 

ส่วน use case ที่เทคโนโลยียังไม่พร้อมแต่ถ้าสำเร็จแล้วจะเปลี่ยนธุรกิจได้มาก ก็ควรถูกจับตาไว้ใกล้ ๆ กรอบคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงมันคือการบังคับให้องค์กรตอบคำถามพื้นฐานว่า AI ชิ้นนี้กำลังช่วยธุรกิจเรื่องอะไรแน่

Mindset คือคอขวดตัวจริง

ถ้ามุมของคุณปิติสะท้อนความเสี่ยงขององค์กรใหญ่ มุมของคุณไมเคิลสะท้อนความกดดันของธุรกิจที่ไม่มีเวลาพลาด เขาพูดตรง ๆ ว่าในฐานะ SME ความกลัวที่สุดคือคนที่เริ่มจากศูนย์แล้วใช้ AI สร้างทีมทั้งทีมขึ้นมาได้เร็วกว่า

ประเด็นที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้บอกว่าปัญหาใหญ่สุดคือเครื่องมือไม่ดีพอ ปัญหาใหญ่สุดคือ Mindset ของคนในองค์กรต่างหาก หลายคนยังคิดว่าการใช้ AI คือการเปิดแชตขึ้นมาแล้วคุย แต่สำหรับองค์กรจริง การเปลี่ยนแปลงที่ยากกว่านั้นคือทำอย่างไรให้ทีมธุรกิจยอมใช้เทคโนโลยี และทำอย่างไรให้ทีมเทคเข้าใจโจทย์ธุรกิจพอจะสร้างของที่ใช้ได้จริง

คุณไมเคิลย้ำชัดว่า ถ้า AI ถูกผลักดันโดยทีมไอทีเพียงฝั่งเดียว สุดท้าย output ที่ออกมาก็มักไม่มีประโยชน์กับธุรกิจจริง เพราะคนทำไม่รู้ว่าธุรกิจต้องการอะไร ขณะเดียวกันถ้าทีมธุรกิจไม่ยอมเรียนรู้เทคโนโลยี ก็จะไม่มีวันหา use case ที่ถูกได้ 

เขายังพูดต่อว่า พนักงานอาจไม่ตกงานวันนี้ แต่ในอีก 3 ถึง 6 เดือน คนที่ใช้ AI ไม่เป็นอาจไม่มีงาน ประโยคนี้ฟังดูแรง แต่สะท้อนความจริงของธุรกิจที่แข่งขันหนักว่า การไม่เปลี่ยนตัวเองอาจมีต้นทุนสูงกว่าการเปลี่ยนแล้วพลาดเสียอีก

3 ความท้าทายที่องค์กรต้องผ่าน

คุณสันติธารสรุปออกมาเป็น 3 คำอีกชุดหนึ่ง คือ Reskill, Redesign และ Reimagine ซึ่งน่าจะเป็นแกนคิดที่สำคัญที่สุดของเซสชันนี้

Reskill ในความหมายของเขาไม่ได้แปลแค่สอนให้คนใช้เครื่องมือ AI เป็น แต่หมายถึงการยกระดับทักษะที่เป็นมนุษย์ให้มากขึ้นด้วย ทั้งการคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน เพราะยิ่ง AI ทำงานได้มากขึ้น ทักษะที่เหลืออยู่กับมนุษย์จะยิ่งสำคัญขึ้น

Redesign คือการยอมรับว่างานแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เขาอธิบายว่ามนุษย์ในอนาคตอาจทำงานต้นทางกับปลายทางมากขึ้น คือเป็นคนตั้งโจทย์ สั่งงาน ตรวจคำตอบ และตัดสินคุณภาพ ส่วนงานระหว่างทางบางส่วนอาจปล่อยให้ Agent ทำแทน

สิ่งนี้ทำให้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของคนไม่ได้หายไป แต่มีความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าคนไม่เข้าใจโดเมนจริง ก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำตอบของ AI ดีพอหรือยัง

ส่วน Reimagine คือความท้าทายที่ยากที่สุด เพราะมันเกี่ยวกับการมองสัญญาณอ่อนหรือ weak signals ที่ยังไม่เกิดเต็มตัว คุณสันติธารเปรียบสถานการณ์ตอนนี้เหมือนยุคที่ไฟฟ้ามาแล้ว แต่โลกยังไม่รู้ว่าจะเอาไฟฟ้าไปเปลี่ยนชีวิตอย่างไรบ้าง หมายความว่า องค์กรต้องอ่านให้ขาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังจะเปลี่ยนตรงไหน และคู่แข่งแบบใหม่จะโผล่ขึ้นมาจากทางใด

วัดผลอย่างไร เพื่อไม่ให้ AI จบที่คำว่าใช้แล้วว้าว

ในช่วงท้าย คุณปิติขยับไปที่เรื่องการวัดผล ซึ่งเป็นจุดที่หลายองค์กรเริ่มใช้ AI แล้วมักตอบไม่ได้ว่าตกลงคุ้มจริงหรือไม่ เขาเล่าว่า ttb แบ่งการฝึกคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือผู้บริหารที่ต้องเห็นศักยภาพของ AI และทีมหน้างานที่ต้องใช้เป็นจริง จากนั้นจึงขับเคลื่อนทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up พร้อมมีทีมตรงกลางคอยคัดกรองว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

เขายังแบ่งผลลัพธ์ของ AI ออกเป็น 5 กลุ่มที่จับต้องได้ ตั้งแต่การเร่ง workflow, การเสริมความฉลาดของคนทำงาน, การดึง best practice ขึ้นมาใช้ซ้ำ, การออกแบบประสบการณ์ใหม่ ไปจนถึงการทำ personal engagement ในระดับคนต่อคน สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร แล้วค่อยไล่กลับไปหาเทคโนโลยี แทนการซื้อเทคโนโลยีมาก่อนแล้วค่อยหวังว่าจะเจอประโยชน์ระหว่างทาง

เขาบอกว่าถ้าคนไทยใช้ AI เยอะที่สุดเพื่อ 'ดูดวง' นั่นแปลว่าประเทศอาจกำลังลงทุนกับของใหม่โดยยังไม่เปลี่ยนมันให้เป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง

เซสชันนี้ทิ้งข้อสรุปที่คมมากไว้ข้อหนึ่ง AI จะสร้างผลลัพธ์จริงให้เศรษฐกิจไทยได้ ก็ต่อเมื่อถูกวางอยู่บนโจทย์ที่ชัด ถูกขับโดยผู้นำองค์กร ถูกใช้โดยทีมธุรกิจจริง และถูกออกแบบให้ตอบคนตัวเล็กได้ด้วย

สำหรับภาครัฐ คุณสันติธารมองว่าหน้าที่สำคัญคือการเป็น Enabler สร้าง Trusted infrastructure และ Digital Public infrastructure ให้คนจำนวนมากเชื่อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้ก่อน 

ส่วนสำหรับภาคเอกชน คำถามเร่งด่วนกว่านั้นคือจะเริ่มจากงานไหน วัดผลอย่างไร และจะเปลี่ยนวิธีทำงานเดิมอย่างไร เพื่อไม่ให้ AI จบลงที่ความตื่นเต้นระยะสั้น

ในวันที่ทุกคนพูดถึง AI กันทั้งโลก เซสชันนี้กลับดึงบทสนทนากลับมาสู่เรื่องพื้นฐานที่สุดอีกครั้ง คือปัญหาของเศรษฐกิจไทย ปัญหาขององค์กรไทย และปัญหาของคนทำงานไทย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่ดีไม่ได้วัดจากความสามารถของมันเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากว่ามันช่วยให้ประเทศโตขึ้น คนทำงานเก่งขึ้น และคนตัวเล็กมีโอกาสมากขึ้นได้จริงแค่ไหน

อ้างอิง : เซสชันโดยคุณสันติธาร เสถียรไทย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb และคุณ Michael Chen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BUZZEBEES ในงาน Microsoft AI Tour Bangkok 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

RSI คืออะไร และทำไมจึงน่าสนใจกว่า AGI

Claude เขียนโค้ดตัวเองได้ 80% AI ชนะ Kaggle 28 เหรียญโดยไม่มีมนุษย์สั่ง RSI หรือ Recursive Self-Improvement คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อน AGI จะมาถึง...

Responsive image

Apple จะขายอะไร วันที่ทุกคนมุ่งสู่ AI ของตัวเอง

เมื่อ Nvidia และ Google ทำเงินมหาศาลจาก AI จนมูลค่าบริษัทแซงหน้า Apple อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ตโฟนยังไม่มีโมเดลรายได้จาก AI?...

Responsive image

NotebookLM อัปเดตใหม่ ให้ AI หาข้อมูล-สร้างคลังความรู้ผ่านแชต ไม่ต้องอัปโหลดไฟล์

Google ปล่อยอัปเดตใหม่ให้กับ NotebookLM ที่เปลี่ยนวิธีใช้งานเดิมไปพอสมควร จากเมื่อก่อนต้องคอยอัปโหลดไฟล์หรือป้อนแหล่งข้อมูลเข้าไปก่อน ระบบถึงจะเริ่มสรุปและวิเคราะห์ให้ได้ แต่รอบนี้...