Anthropic เปิดเผย Claude สร้างตัวเองได้แล้ว! เตือนทั้งวงการถึงเวลาเหยียบเบรก ก่อนมันจะสร้าง AI ที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมา

สตาร์ทอัพที่เพิ่งยื่นไฟล์ทำ Initial Public Offering (IPO) ด้วยมูลค่าบริษัทเฉียดล้านล้านดอลลาร์ ตามหลักแล้วควรจะเร่งเครื่องพัฒนาสินค้าให้สุดตัว แต่ Anthropic กลับทำตรงกันข้าม ด้วยการออกมาตะโกนบอกทั้งวงการว่าถึงเวลาที่โลกควรกดปุ่มหยุดพักการพัฒนา AI ชั่วคราว เพื่อให้มนุษย์อย่างเรา ๆ มีเวลาตั้งหลักก่อนที่เทคโนโลยี AI จะวิ่งหนีไปไกลเกินกว่าจะตามทัน

เสียงเตือนนี้มาจากบล็อกโพสต์สุดเข้มข้นชื่อ "When AI builds itself" เขียนโดย Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic และ Marina Favaro หัวหน้า Anthropic Institute ทั้งคู่ส่งสัญญาณตรงไปตรงมาว่าความสามารถของ AI กำลังโตเร็วเกินไป จนใกล้แตะจุดที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องในหนัง

ทำไมต้องหยุด? เมื่อ AI ใกล้จะอัปเกรดตัวเองได้โดยไม่ง้อมนุษย์

หัวใจของความกังวลอยู่ที่คำว่าการพัฒนาตัวเองแบบเรียกซ้ำ (Recursive Self-Improvement) หรือภาวะที่ AI ฉลาดพอจะเขียนโค้ด ปรับปรุงระบบ และออกแบบ AI รุ่นลูกที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมาได้เอง แล้วรุ่นลูกก็ไปสร้างรุ่นหลานที่เก่งกว่าเดิมอีก วนเป็นวงจรที่เร่งตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์

และนี่ไม่ใช่การขู่ลอย ๆ เพราะ Anthropic ชี้ว่าความยาวของงานที่โมเดลทำเองได้กำลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๆ ราว 4 เดือน ลองไล่ไทม์ไลน์ก็เห็นภาพ จากงานที่ใช้เวลาราว 4 นาทีในเดือนมีนาคม 2024 ขยับเป็น 90 นาทีในปี 2025 และพุ่งไปถึง 12 ชั่วโมงในเดือนมีนาคม 2026 ถ้าเส้นนี้ลากต่อ งานระดับที่กินเวลาเป็นสัปดาห์ก็จะตกอยู่ในมือโมเดลภายในปี 2027

สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอ ในฉากที่เบาที่สุด AI จะดันให้ทีมเล็ก ๆ ทำงานได้เทียบเท่าองค์กรหลักหมื่นคน บริษัทขนาด 100 คนอาจมีพลังเท่าองค์กร 10,000 คน ส่วนในฉากที่หนักที่สุดคือ Recursive Self-Improvement เต็มขั้น ที่ AI กลายเป็นคนกำหนดจังหวะการพัฒนาตัวเอง เหลือมนุษย์ไว้แค่บทบาทคนคอยกำกับดูแลและตรวจงาน ซึ่ง Anthropic ยอมรับตรง ๆ ว่าคำถามที่ว่าเราจะคุมให้ AI อยู่ในร่องในรอย (Alignment) ได้หรือไม่ในโลกแบบนั้น คือสิ่งที่บริษัทมั่นใจน้อยที่สุด

ตัวเลขในบ้านของ Anthropic เองที่ทำเอาสะดุ้ง

ที่ทำให้คำเตือนนี้น่าเชื่อถือคือ Anthropic ไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่ยกตัวเลขในบ้านตัวเองมากางให้ดู โดยภายในเดือนพฤษภาคม 2026 โค้ดกว่า 80% ที่ถูกรวมเข้าระบบของบริษัทเขียนโดย Claude ไม่ใช่วิศวกรที่เป็นมนุษย์ ทั้งที่ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตัวเลขนี้ยังอยู่แค่หลักหน่วย

ฝั่งงานวิจัยก็เร่งขึ้นแบบน่าขนลุก เพราะเมื่อลองให้โมเดลไปจูนโค้ดสำหรับเทรน AI นักวิจัยมนุษย์ฝีมือดีต้องใช้เวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมงกว่าจะรีดความเร็วเพิ่มได้ 4 เท่า แต่ Claude Mythos Preview ทำได้ถึง 52 เท่าเมื่อเดือนเมษายน 2026 จากที่เคยทำได้แค่ราว 3 เท่าเมื่อปีก่อน ส่วนในโปรเจกต์วิจัยด้านความปลอดภัยชิ้นหนึ่ง Claude ปิดช่องว่างของงานได้ถึง 97% ขณะที่นักวิจัยมนุษย์สองคนทำได้แค่ราว 23% ในเวลาหนึ่งสัปดาห์

ฝั่งความสามารถด้านไซเบอร์ก็ชวนหวาดเสียวไม่แพ้กัน ในโปรเจกต์ชื่อ Project Glasswing โมเดลตระกูล Mythos ไล่เจอช่องโหว่ซอฟต์แวร์ระดับวิกฤตได้มากกว่า 10,000 จุดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งปกติเป็นงานที่ต้องใช้แรงมนุษย์มหาศาล ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมคนที่สร้างเครื่องมือเองถึงเป็นคนที่กลัวความเร็วของมันที่สุด

ข้อเสนอแบบสนธิสัญญานิวเคลียร์ กับโจทย์หินที่ชื่อ 'การแอบโกงเงียบ ๆ'

ทางออกที่ Anthropic เสนอคือกลไกควบคุมระดับสากล โดยหยิบโมเดลการคุมอาวุธนิวเคลียร์ยุคสงครามเย็นมาเป็นต้นแบบ Jack Clark บอกว่า 

"เราเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในช่วงพีคของสงครามเย็น ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศคู่อริ พวกเขายังหาทางทำให้การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์มีเสถียรภาพได้"

แต่ปัญหาคือการคุม AI ยากกว่าคุมนิวเคลียร์หลายเท่า เพราะอย่างที่โพสต์ระบุไว้ตรง ๆ ว่า "การเทรนโมเดลซ่อนได้ง่ายกว่าไซโลขีปนาวุธมาก" ไซโลนิวเคลียร์ใหญ่โตจนมองเห็นได้จากดาวเทียม แต่การเทรน AI ใช้แค่คอมพิวเตอร์ในศูนย์ข้อมูลธรรมดา แถมแรงจูงใจที่จะแอบทำต่อเงียบ ๆ ก็สูงลิ่ว เพราะถ้าคนอื่นยอมหยุดแล้วเราไปต่อ เราก็กลายเป็นผู้นำโลกทันที

ข้อเสนอนี้จึงต้องมาพร้อมเงื่อนไขสำคัญ คือต้องมีแล็บระดับแนวหน้าหลายเจ้าในหลายประเทศตกลงหยุดพร้อมกันภายใต้กติกาเดียวกัน บวกกับระบบตรวจสอบที่ทำให้ทุกฝ่ายเช็กกันและกันได้ว่าหยุดจริง Anthropic ย้ำว่าตัวเองจะหยุดก็ต่อเมื่อคู่แข่งหยุดด้วยแบบตรวจสอบได้เท่านั้น ไม่ใช่หยุดอยู่เจ้าเดียวแล้วยกสนามให้คนอื่น และหลังจากนี้ Anthropic Institute เตรียมเดินหน้าวิจัยระบบตรวจสอบดังกล่าว พร้อมเปิดโต๊ะคุยกับภาครัฐ นักวิจัย และบริษัทคู่แข่งเพื่อหาพิมพ์เขียวร่วมกัน

ย้อนรอยปี 2023 ตอนที่ Musk เคยกดเบรกมาแล้ว (และไปไม่ถึงไหน)

ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้คุ้น ๆ ก็ไม่แปลก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเรียกร้องให้เหยียบเบรก ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2023 สถาบัน Future of Life Institute เคยร่อนจดหมายเปิดผนึกชื่อ "Pause Giant AI Experiments" ขอให้ทุกแล็บหยุดเทรนโมเดลที่แรงกว่า GPT-4 อย่างน้อย 6 เดือน งานนั้นมีคนร่วมลงชื่อกว่า 30,000 ราย ทั้ง Elon Musk, Steve Wozniak และนักวิจัยระดับท็อปอย่าง Yoshua Bengio แต่สุดท้ายก็ผ่านไปเฉย ๆ โดยไม่มีใครหยุดจริง

แต่รอบนี้น่าสนใจตรงที่คนพูดคือ Anthropic เอง ทั้งที่เพิ่งปล่อยโมเดลสุดแรงอย่างตระกูล Mythos ออกมา แถมยังอยู่ระหว่างเตรียมเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่าบริษัทระดับ 965,000 ล้านดอลลาร์ พูดง่าย ๆ คือเป็นคนเร่งเครื่องเองแล้วก็เป็นคนบอกให้เหยียบเบรกเองด้วย

และแน่นอนว่าข้อเสนอแบบนี้ย่อมมีคนไม่เห็นด้วย ฝั่งที่หนุนการแข่งขันมองว่าการหยุดคือการยอมแพ้ ย้อนไปตอนปี 2023 Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google เคยพูดถึงข้อเสนอหยุด 6 เดือนไว้กับ Fortune ว่า "ผมไม่เห็นด้วยกับการหยุด 6 เดือน เพราะมันจะเป็นแค่การเอื้อประโยชน์ให้จีน" ซึ่งสะท้อนความกังวลคลาสสิกว่าถ้าฝั่งตะวันตกยอมชะลอ ก็เท่ากับเปิดทางให้คู่แข่งแซงขึ้นนำ

สุดท้ายแล้วบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ยังไม่ได้บอกว่า Recursive Self-Improvement มาถึงแล้ว สิ่งที่มันทำคือวางตัวเลขทั้งหมดลงบนโต๊ะ แล้วชี้ว่าเส้นโค้งยังไม่มีทีท่าจะหักลง คำถามจึงไม่ใช่ว่ามันจะมาไหม แต่เป็นว่าโลกจะตกลงกันเรื่อง 'ปุ่มหยุด' ได้ทันก่อนหรือเปล่า

ที่มา: Anthropic, Al Jazeera, Fortune

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

GitHub Copilot ขึ้นราคา จุดชนวน ‘Tokenpocalypse‘ เมื่อเงินนักลงทุนหยุดอุดหนุน ต้นทุนจริงของ AI กำลังถูกส่งต่อมาที่ผู้ใช้

Microsoft เปลี่ยน GitHub Copilot มาคิดเงินตาม token จนบิลนักพัฒนาบางคนพุ่งจาก 50 เป็น 3,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เกิดเป็นคำว่า Tokenpocalypse สะท้อนว่ายุค AI ราคาถูกที่นักลงทุนอุดหนุนกำ...

Responsive image

UN เตือน AI ยิ่งเก่ง โลกยิ่งพัง ใช้น้ำมากกว่าน้ำดื่มคนทั้งโลก ที่สำคัญมีแค่ สหรัฐฯ-จีน ได้ประโยชน์ แต่ประเทศกำลังพัฒนารับภาระสิ่งแวดล้อม

UN เตือนวิกฤตสิ่งแวดล้อมระลอกใหม่! เจาะลึกตัวเลขช็อกโลกเมื่อ AI จ่อฮุบไฟ 3% และซดน้ำหล่อเย็นมหาศาลภายในปี 2030 สรุปประเด็นร้อนที่คนไอทีห้ามมองข้าม...

Responsive image

AI หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก หลังนักวิจัยสร้าง ‘โรคทิพย์’ มาทดสอบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่นักวิจัยอยากทดสอบความสามารถของ AI โดยการทดลองสร้างโรคปลอมที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา แล้วนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคดังกล่าวไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าระบบเอไอจ...