เจาะเรื่อง AI Native ครั้งแรก จากปากของ Dr. Kai-Fu Lee เมื่อ “สติปัญญา” กลายเป็นของฟรี ที่ใคร ๆ ก็มีและเอาไปใช้ต่อยอดได้

หากใครติดตามแวดวงเทคโนโลยี คงคุ้นเคยกับชื่อของ Dr. Kai-Fu Lee ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน AI อดีตผู้บริหาร Google China และผู้เขียนหนังสือขายดีอย่าง AI Superpowers และล่าสุดในเวที Techsauce Global Summit 2026 เขาได้ขึ้นเวทีกล่าวคีย์โน้ตเปิดงาน พร้อมเปิดตัวแนวคิดจากหนังสือเล่มใหม่ “AI Native: The Mandate to Transform Your Company”

และนี่คือบทสรุปสาระสำคัญที่สรุปถอดรหัสมาให้ฟังกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า AI กำลังจะเปลี่ยนโลกการทำงานและองค์กรไปอย่างไรบ้าง

AI ไม่ใช่แค่ปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่คือการทำให้ ‘สติปัญญา’ แทบไม่มีต้นทุน

Kai-Fu Lee เริ่มต้นด้วยการแก้ค่านิยมเดิม ๆ ที่ชอบเปรียบเทียบ AI กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยเขาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการประเมินมูลค่า AI ต่ำเกินไป

  • ยุคอุตสาหกรรม เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานกายภาพ (Muscle)
  • ยุคสารสนเทศ ทำให้ข้อมูลเข้าถึงง่าย (Information Age)
  • ยุค AI เข้ามาทำให้สติปัญญาและการลงมือทำ (Intelligence & Execution) กลายเป็นสิ่งที่ถูกมาก ๆ จนแทบจะฟรี

เมื่อสติปัญญาและการทำงานกลายเป็นของที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ในราคาเกือบฟรี ปริมาณสิ่งใหม่ ๆ ที่มนุษย์จะสร้างขึ้นจึงเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมี 4 ปัจจัยที่ทำให้ AI ขยายตัวเร็วกว่าเทคโนโลยีอื่นในอดีต ได้แก่

  1. เริ่มจากงานสายความรู้ก่อน: AI ในรูปแบบซอฟต์แวร์กระทบงาน White-collar ก่อน แล้วค่อยไปงาน Blue-collar ทีหลัง
  2. ขยายตัวบนโครงสร้างเดิม: โตบน Internet และ Mobile Internet ทำให้คนเข้าถึงไวยิ่งกว่า TikTok หรือ Instagram
  3. ต้นทุนลดลงมหาศาล: โมเดลที่มีประสิทธิภาพเท่ากัน ผ่านไปเพียง 2 ปี ต้นทุนลดลงถึง 175 เท่า
  4. AI สอน AI เองได้: AI สามารถปรับปรุง สอน และเร่งการเติบโตของ AI ด้วยกันเองโดยไม่ต้องรอคน

ยุค Agentic Era และความล้มเหลวของ AI ในองค์กร

ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Era หรือยุคของ AI Agent ซึ่งต่างจาก Chatbot ทั่วไป ตรงที่มันไม่ได้แค่คิดหรือตอบคำถาม แต่เขียนโค้ด ใช้เครื่องมือ และลงมือทำงานจริงได้ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว

แต่ปัญหาใหญ่ที่ Kai-Fu Lee พบเมื่อได้คุยกับเหล่า CEO ทั่วโลก คือ องค์กรส่วนใหญ่ใช้ AI ไม่เป็น

CEO หลายคนภูมิใจที่บริษัทสร้างแอป AI ขึ้นมา 200–800 ตัว แต่พอถามว่า "มันช่วยเพิ่มกำไรหรือผลประกอบการให้บริษัทได้ยังไง?" กลับไม่มีใครตอบได้ เพราะส่วนใหญ่ทำได้แค่แอปผิวเผิน เช่น FAQ ตอบคำถามลูกค้า

ทำไม AI เก่ง ๆ ถึงเอามาใช้ในบริษัทแล้วไม่รุ่ง?

หลายบริษัทซื้อเครื่องมาลงโมเดล AI แต่ผ่านไปหลายเดือนกลับไม่ได้ผลอะไรเลย เหตุผลคือ AI ไม่มี Context-AI ไม่เข้าใจโครงสร้างองค์กร-AI ไม่รู้กระบวนการทำงานจริง พอใส่ข้อมูลน้อยไปก็ไม่รู้เรื่อง ใส่ข้อมูลมากไปก็กลายเป็นขยะ หรือที่เข้าใจกันว่า คือ Garbage in, Garbage out

ทางออก Enterprise Universe Model & Boss AI

เพื่อแก้ปัญหานี้ Kai-Fu Lee เสนอว่าองค์กรต้องสร้าง Enterprise Universe Model ที่ทำงานบนระบบภายในของบริษัทเอง โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ

  1. Ontology (การจัดโครงสร้างข้อมูล) เปลี่ยนข้อมูลมหาศาลที่กระจัดกระจายในบริษัท ให้กลายเป็นแผนผังความสัมพันธ์ที่ AI เข้าใจได้
  2. Multi-Agent Systems ใช้ AI Agent หลายตัวที่มีความเชี่ยวชาญคนละด้าน มาประชุม ถกปัญหา และทำงานร่วมกัน เหมือนที่ CEO ดึงผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายมาร่วมตัดสินใจ
  3. Boss AI ซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริหารที่ดึงข้อมูลจริงในบริษัท (รวมถึงข้อมูลจากการประชุม ซึ่งเป็นจุดที่มีการถกเถียงและตัดสินใจจริง) มาช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมที่แท้จริง แก้ปัญหาการโดนลูกน้องปกปิดข้อมูลหรือรายงานแบบปรุงแต่งผิวเผิน

AI vs Human: สมองซีกซ้าย vs สมองซีกขวา

หลายคนกังวลว่า AI จะมาแทนที่ CEO หรือผู้นำองค์กรหรือไม่? คำตอบคือ ไม่มีทาง

  • AI ทำงานสมองซีกซ้าย (Left Brain): การคิด วิเคราะห์ คำนวณ เขียนโค้ด ประมวลผลข้อมูล AI ทำได้ดีกว่ามนุษย์แน่นอน
  • มนุษย์ทำงานสมองซีกขวา (Right Brain): รสนิยม, ความเข้าใจมนุษย์, วิสัยทัศน์ และการตัดสินใจในเรื่องที่ไม่เคยมีข้อมูลมาก่อน (เช่น การที่ Steve Jobs สร้าง iPhone หรือ Elon Musk ทำรถยนต์ไฟฟ้า)

ซึ่งจุดที่ AI ทำไม่ได้คือ ความรับผิดชอบ: เวลา AI ทำงานพลาด เราไม่สามารถไล่มันออก ตัดเงินเดือน หรือถอดปลั๊กเพื่อรับผิดชอบได้ มนุษย์จึงต้องเป็นผู้ถือความรับผิดชอบเสมอ

ปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ด้วย DRI (Directly Responsible Individual)

ในอนาคต โครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดหลายชั้นจะค่อยๆ หายไป และถูกแทนที่ด้วยระบบ DRI (Directly Responsible Individual) หรือ Mini-CEO

DRI (Mini-CEO) คืออะไรกันแน่?

ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพองค์กรยุคเก่า (พีระมิดหลายชั้น) จะมีวิธีทำงาน คือ เวลาจะทำโปรเจกต์ใหม่ CEO สั่งลงมาที่ VP > VP สั่ง Director > Director สั่ง Manager > Manager สั่งพนักงานปัญหา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ข้อมูลตกหล่น เสียเวลาประชุม ตามงาน และคอยรายงานเป็นชั้นๆ พนักงานไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง

แต่องค์กรยุคใหม่ (DRI + AI Agents) CEO แต่งตั้ง DRI ขึ้นมา 1 คน แล้วมอบเป้าหมายเลย เช่น เพิ่มยอดขายสินค้า A ขึ้น 30% สิ่งที่ DRI จะมีอยู่ในมือ คือ อำนาจตัดสินใจเต็มที่ + งบประมาณ + AI Agents เป็นกองทัพ (คอยเขียนโค้ด ทำการตลาด วิเคราะห์ข้อมูล) + พนักงานมนุษย์อีกแค่ 1–2 คน

จะช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วมาก ไม่มีลำดับขั้นคลุมเครือ DRI รับผิดชอบผลลัพธ์คนเดียวแบบ End-to-End (ถ้าสำเร็จได้ความดีความชอบ ถ้าล้มเหลว DRI รับผิดชอบ)

เมื่อบริษัทตัดลำดับขั้นตรงกลางออกไป คนที่เป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) หรือพนักงาน จะเจอ 4 เส้นทางนี้:

  1. ก้าวขึ้นเป็น DRI (Mini-CEO): คนที่มีไอเดีย มีความเป็นผู้นำ และสั่งการ AI เป็น คอยคุมทิศทาง สั่ง AI ให้ทำงานตามเป้าหมาย และรับผิดชอบผลงานเหมือนเป็น CEO ของโปรเจกต์นั้น
  2. กลายเป็น Super Coach (ผู้เชี่ยวชาญด้านคน): คนที่เก่งเรื่องการบริหารคน (People Skills) มีความเห็นอกเห็นใจสูง เนื่องจาก DRI ยุคใหม่ มักจะเป็นคนที่เก่ง AI หรือเก่งเทคนิค แต่อาจจะบริหารคนไม่เก่ง Super Coach จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องจิตใจ การทำงานร่วมกัน ความขัดแย้ง และการพัฒนาทักษะคนในทีม
  3. ทำหน้าที่ประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Role): คนที่คอยช่วยเชื่อมระหว่างระบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบ AI คอยจัดอบรม ปรับเอกสาร ปรับกระบวนการทำงาน (แต่ข้อควรระวังคือ งานนี้มีวันหมดอายุ) เมื่อบริษัทเปลี่ยนผ่านเสร็จแล้ว ตำแหน่งนี้จะไม่จำเป็นอีกต่อไป
  4. ถูกลดความสำคัญ / โดนเลิกจ้าง (Flattened): คนที่ทำงานแบบคอยรับงานมาสั่งต่อ คอยตามงาน และนั่งคุมการประชุม โดยไม่ได้ลงมือทำเอง และไม่ได้บริหาร AI เพราะ AI Agent สามารถตามงาน สรุปการประชุม และรายงานผลให้ผู้บริหารได้แม่นยำกว่า คนกลุ่มนี้จึงหมดความจำเป็นในองค์กรทันที

บทสรุป คือ ไม่ใช่การแย่งงาน แต่เป็นการเค้กที่ก้อนใหญ่ขึ้น

Kai-Fu Lee ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เราไม่ควรมองเรื่อง AI กับมนุษย์เป็นเค้กก้อนเดิมที่ถูกแย่งชิง เพราะหากเราใช้ AI เป็นสมองซีกซ้ายมาช่วยลงมือทำงาน และใช้มนุษย์เป็นสมองซีกขวาในการนำทาง เค้กหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) จะเติบโตขึ้นได้ถึง 5–10 เท่า ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

งานที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เพื่อสร้างความเชื่อใจ และงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในกรอบใหม่ ๆจะยังคงเป็นพื้นที่ของมนุษย์เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเปิดรับ ปรับตัว และเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI เพื่อก้าวไปสู่ยุคใหม่พร้อมกัน

ข้อมูลจาก Session ของ Dr. Kai- Fu Lee ในหัวข้อ AI Native: the Mandate to Transform Your Company จากงาน Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Anthropic เปิดตัว Claude for Financial Advisors ปลั๊กอินต่อตรงเข้าพอร์ตการเงิน ช่วยเตรียมข้อมูล จัดพอร์ต ทำสรุปในไม่กี่นาที

Anthropic เปิดตัว Claude for Financial Advisors เชื่อม Claude เข้ากับข้อมูลพอร์ตจาก BlackRock, Charles Schwab และ Addepar พร้อมทักษะงาน 8 ตัวสำหรับเตรียมประชุม ทบทวนพอร์ต และงานตาม...

Responsive image

ก้าวข้ามโครงการนำร่อง: อะไรคือสิ่งที่ทำให้ AI Agent ไปถึงการใช้งานจริง

อริยะ พนมยงค์ จาก Wonderful Thailand เล่าบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการนำร่อง AI ไปถึงการใช้งานจริง ตั้งแต่การออกแบบข้ามสายงาน การเผื่อขนาดตั้งแต...

Responsive image

สรุปประเด็น AGI จาก CEO บริษัทเทคฯ แห่งยุค AGI อาจมาเร็วกว่าที่คาดไว้ใน 5 ปี แต่โลกยังไม่มีกติการองรับ

Dario Amodei และ Demis Hassabis ขึ้นเวที AI Action Summit ที่ปารีส ให้กรอบเวลา AGI ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งบอกปี 2026 อีกฝ่ายให้ 50% ในห้าปี แต่เห็นตรงกันว่าอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ควรอย...