หากใครติดตามแวดวงเทคโนโลยี คงคุ้นเคยกับชื่อของ Dr. Kai-Fu Lee ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน AI อดีตผู้บริหาร Google China และผู้เขียนหนังสือขายดีอย่าง AI Superpowers และล่าสุดในเวที Techsauce Global Summit 2026 เขาได้ขึ้นเวทีกล่าวคีย์โน้ตเปิดงาน พร้อมเปิดตัวแนวคิดจากหนังสือเล่มใหม่ “AI Native: The Mandate to Transform Your Company”
และนี่คือบทสรุปสาระสำคัญที่สรุปถอดรหัสมาให้ฟังกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า AI กำลังจะเปลี่ยนโลกการทำงานและองค์กรไปอย่างไรบ้าง

Kai-Fu Lee เริ่มต้นด้วยการแก้ค่านิยมเดิม ๆ ที่ชอบเปรียบเทียบ AI กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยเขาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการประเมินมูลค่า AI ต่ำเกินไป
เมื่อสติปัญญาและการทำงานกลายเป็นของที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ในราคาเกือบฟรี ปริมาณสิ่งใหม่ ๆ ที่มนุษย์จะสร้างขึ้นจึงเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมี 4 ปัจจัยที่ทำให้ AI ขยายตัวเร็วกว่าเทคโนโลยีอื่นในอดีต ได้แก่
ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Era หรือยุคของ AI Agent ซึ่งต่างจาก Chatbot ทั่วไป ตรงที่มันไม่ได้แค่คิดหรือตอบคำถาม แต่เขียนโค้ด ใช้เครื่องมือ และลงมือทำงานจริงได้ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว
แต่ปัญหาใหญ่ที่ Kai-Fu Lee พบเมื่อได้คุยกับเหล่า CEO ทั่วโลก คือ องค์กรส่วนใหญ่ใช้ AI ไม่เป็น
CEO หลายคนภูมิใจที่บริษัทสร้างแอป AI ขึ้นมา 200–800 ตัว แต่พอถามว่า "มันช่วยเพิ่มกำไรหรือผลประกอบการให้บริษัทได้ยังไง?" กลับไม่มีใครตอบได้ เพราะส่วนใหญ่ทำได้แค่แอปผิวเผิน เช่น FAQ ตอบคำถามลูกค้า
ทำไม AI เก่ง ๆ ถึงเอามาใช้ในบริษัทแล้วไม่รุ่ง?
หลายบริษัทซื้อเครื่องมาลงโมเดล AI แต่ผ่านไปหลายเดือนกลับไม่ได้ผลอะไรเลย เหตุผลคือ AI ไม่มี Context-AI ไม่เข้าใจโครงสร้างองค์กร-AI ไม่รู้กระบวนการทำงานจริง พอใส่ข้อมูลน้อยไปก็ไม่รู้เรื่อง ใส่ข้อมูลมากไปก็กลายเป็นขยะ หรือที่เข้าใจกันว่า คือ Garbage in, Garbage out
เพื่อแก้ปัญหานี้ Kai-Fu Lee เสนอว่าองค์กรต้องสร้าง Enterprise Universe Model ที่ทำงานบนระบบภายในของบริษัทเอง โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ
หลายคนกังวลว่า AI จะมาแทนที่ CEO หรือผู้นำองค์กรหรือไม่? คำตอบคือ ไม่มีทาง
ซึ่งจุดที่ AI ทำไม่ได้คือ ความรับผิดชอบ: เวลา AI ทำงานพลาด เราไม่สามารถไล่มันออก ตัดเงินเดือน หรือถอดปลั๊กเพื่อรับผิดชอบได้ มนุษย์จึงต้องเป็นผู้ถือความรับผิดชอบเสมอ
ในอนาคต โครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดหลายชั้นจะค่อยๆ หายไป และถูกแทนที่ด้วยระบบ DRI (Directly Responsible Individual) หรือ Mini-CEO
DRI (Mini-CEO) คืออะไรกันแน่?
ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพองค์กรยุคเก่า (พีระมิดหลายชั้น) จะมีวิธีทำงาน คือ เวลาจะทำโปรเจกต์ใหม่ CEO สั่งลงมาที่ VP > VP สั่ง Director > Director สั่ง Manager > Manager สั่งพนักงานปัญหา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ข้อมูลตกหล่น เสียเวลาประชุม ตามงาน และคอยรายงานเป็นชั้นๆ พนักงานไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง
แต่องค์กรยุคใหม่ (DRI + AI Agents) CEO แต่งตั้ง DRI ขึ้นมา 1 คน แล้วมอบเป้าหมายเลย เช่น เพิ่มยอดขายสินค้า A ขึ้น 30% สิ่งที่ DRI จะมีอยู่ในมือ คือ อำนาจตัดสินใจเต็มที่ + งบประมาณ + AI Agents เป็นกองทัพ (คอยเขียนโค้ด ทำการตลาด วิเคราะห์ข้อมูล) + พนักงานมนุษย์อีกแค่ 1–2 คน
จะช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วมาก ไม่มีลำดับขั้นคลุมเครือ DRI รับผิดชอบผลลัพธ์คนเดียวแบบ End-to-End (ถ้าสำเร็จได้ความดีความชอบ ถ้าล้มเหลว DRI รับผิดชอบ)
เมื่อบริษัทตัดลำดับขั้นตรงกลางออกไป คนที่เป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) หรือพนักงาน จะเจอ 4 เส้นทางนี้:
Kai-Fu Lee ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เราไม่ควรมองเรื่อง AI กับมนุษย์เป็นเค้กก้อนเดิมที่ถูกแย่งชิง เพราะหากเราใช้ AI เป็นสมองซีกซ้ายมาช่วยลงมือทำงาน และใช้มนุษย์เป็นสมองซีกขวาในการนำทาง เค้กหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) จะเติบโตขึ้นได้ถึง 5–10 เท่า ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า
งานที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เพื่อสร้างความเชื่อใจ และงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในกรอบใหม่ ๆจะยังคงเป็นพื้นที่ของมนุษย์เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเปิดรับ ปรับตัว และเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI เพื่อก้าวไปสู่ยุคใหม่พร้อมกัน
ข้อมูลจาก Session ของ Dr. Kai- Fu Lee ในหัวข้อ AI Native: the Mandate to Transform Your Company จากงาน Techsauce Global Summit 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด