
ในซิลิคอนแวลลีย์มีความกังวลที่คนทำงานสายเทคพูดถึงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ คือถ้าคว้างานสาย AI ที่โตเร็วและจ่ายสูงไม่ทัน ก็อาจติดอยู่ใน 'ชนชั้นล่างถาวร' (Permanent Underclass) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่หมดโอกาสขยับฐานะในยุค AI วลีนี้มักใช้พูดถึงอนาคตที่ AI เข้ามาทำงานแทนคน แต่สำหรับผู้หญิงในวงการเทค ภาพนั้นเริ่มเกิดขึ้นแล้วในวันนี้
ข้อมูลจาก LinkedIn พบว่าในปี 2025 ผู้หญิงคิดเป็นเพียง 26% ของคนที่ได้งานใหม่ในสาย AI ในสหรัฐฯ เทียบกับ 50% ในงานสายอื่น และเมื่อขึ้นไปถึงระดับผู้บริหารสูงสุดของบริษัท AI ใน 27 ประเทศ สัดส่วนผู้หญิงเหลือเพียง 13% อีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงกลับทำงานในตำแหน่งที่ AI เข้ามากระทบสูงอย่างงานบริการลูกค้ามากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจึงเสียเปรียบสองทาง ทั้งเข้าไม่ถึงงานใหม่ที่ AI สร้างขึ้น และเสี่ยงเสียงานเดิมที่ AI เข้ามาแทน
ตัวเลขเหล่านี้สวนทางกับความเชื่อที่ว่า AI จะช่วยปรับสนามให้เท่าเทียมสำหรับผู้หญิง Urvashi Batra ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Prioriwise แพลตฟอร์ม AI สำหรับผู้ให้บริการด้านไอที เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อแบบนั้น
"หลายคนบอกว่า AI กำลังลดกำแพงและทำให้ผู้หญิงได้แข่งขันในสนามที่เท่าเทียม แต่ฉันคิดว่ามันตรงกันข้าม"
Urvashi เล่าว่าคนมักไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัว Urvashi ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท AI เท่ากับผู้ร่วมก่อตั้งที่เป็นผู้ชาย ประสบการณ์จากการระดมทุนทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ว่า ถ้าให้ผู้ร่วมก่อตั้งชายเป็นคนนำเสนองานต่อนักลงทุน โอกาสได้เงินลงทุนจะสูงกว่า
สิ่งที่ Urvashi เจอสะท้อนอยู่ในข้อมูลตลาดแรงงานเช่นกัน รายงานของ LinkedIn พบว่าประกาศรับสมัครงานสาย AI ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวตั้งแต่ปี 2023 และประกาศงาน AI โดยทั่วไประบุค่าตอบแทนราว 177,000 ดอลลาร์ต่อปี สูงกว่างานสายอื่นที่อยู่ราว 80,000 ดอลลาร์กว่าเท่าตัว
แต่ผู้หญิงที่ได้งานสาย AI มักกระจุกอยู่ในตำแหน่งค่าตอบแทนต่ำ ตัวอย่างชัดที่สุดคือผู้ติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Annotator) ซึ่งทำหน้าที่ติดป้ายและจัดหมวดหมู่ข้อมูลเพื่อใช้สอนโมเดล AI ผู้หญิงคิดเป็นเกินครึ่งของคนที่ได้งานตำแหน่งนี้ แต่ก็เป็นงาน AI ที่จ่ายต่ำที่สุด ต่ำกว่างานทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วยซ้ำ LinkedIn มองว่างานลักษณะนี้มักจ่ายรายชั่วโมง รับเป็นโปรเจกต์ และทำจากที่ไหนก็ได้ จึงเข้ากับผู้หญิงที่ต้องดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน
ในทางกลับกัน ตำแหน่งที่จ่ายสูงที่สุดมีผู้หญิงน้อยมาก ผู้หญิงคิดเป็นเพียง 20% ของคนที่ได้ตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย AI (Head of AI) และ 18% ในตำแหน่ง Member of Technical Staff ซึ่งเป็นตำแหน่งวิศวกรแกนหลักของบริษัท AI ชั้นนำ เมื่อเทียบทุกอาชีพในสาย AI ทีมวิจัยพบว่าอาชีพที่มีสัดส่วนผู้ชายสูงขึ้นทุก 10 จุดเปอร์เซ็นต์ จะมีค่าตอบแทนมัธยฐานในประกาศรับสมัครสูงขึ้นราว 45,000 ดอลลาร์
"AI กำลังสร้างงานกลุ่มที่โตเร็วที่สุด จ่ายสูงที่สุด และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด แต่ผู้หญิงมีสัดส่วนในงานเหล่านี้น้อยอย่างน่าตกใจ"
Sarah Steinberg หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะระดับโลกของ LinkedIn กล่าว
กลุ่มที่ผลักดันผู้หญิงในสายเทคเตือนว่า ถ้าแนวโน้มนี้ยังเดินต่อ อาจเกิดช่องว่างรายได้ระหว่างเพศที่กว้างที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และผู้หญิงจะหลุดจากการสร้างเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ "สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการถอยหลัง" Brenda Darden Wilkerson ประธาน AnitaB.org องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ผลักดันให้ผู้หญิงได้ทำงานในสายเทค กล่าว
ที่ผ่านมา ความพยายามดึงผู้หญิงเข้าสู่วงการเทคเดินหน้ามาหลายปี แต่ได้ผลไม่สม่ำเสมอ วันนี้ผู้หญิงครองตำแหน่งงานเทคในสหรัฐฯ ราวหนึ่งในสาม แต่งานวิจัยพบว่าผู้หญิงลาออกจากวงการเทคในอัตราที่สูงกว่าผู้ชายมาก โดยให้เหตุผลว่าวัฒนธรรมองค์กรไม่เปิดรับ และมีอุปสรรคในการเติบโตทางสายงาน
ถ้าวงการเทคโดยรวมยังรักษาผู้หญิงไว้ได้ยาก วงการ AI ยิ่งท้าทายกว่านั้น
"AI เปลี่ยนเร็วมาก และแรงกดดันที่ต้องตามให้ทันก็มหาศาล ตลอดเส้นทางอาชีพ ฉันเห็นผู้หญิงเก่ง ๆ ที่รู้จักหลายคนค่อย ๆ หลุดหายไปจากวงการ"
Jayeeta Putatunda หัวหน้าทีมวิศวกรรม AI ของ Turing บริษัทด้าน AI กล่าว
Jayeeta เล่าว่าการเป็นวิศวกรหญิงคนเดียวในทีมไม่ใช่เรื่องแปลก และเมื่อเป็นเสียงส่วนน้อย ผู้หญิงต้องพูดให้ดังกว่าเพื่อให้ไอเดียของตัวเองถูกได้ยิน พี่เลี้ยงที่คอยแนะนำในวงการ AI ก็หาได้ยาก โดยเฉพาะพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน ซ้ำความเร็วของ AI ยังทำให้ใครก็ตามที่อยู่ในวงการต้องเตรียมใจทำงานหลายชั่วโมง การทำงานวันละ 12 ชั่วโมงเพื่อตามให้ทันจึงพบได้ไม่ยาก
"ถ้าคุณมีเป้าหมายในสายงานนี้สูงมาก จะมีบางช่วงที่ต้องทำงานเกินเวลาปกติ ฉันไม่คิดว่าจะมีทางลัดที่ดีกว่าการทุ่มเวลาลงไป"
ความคาดหวังแบบนี้ทำให้ไม่ใช่ทุกคนจะอยู่ต่อได้
"ฉันลาคลอดไป 4 เดือน พอกลับมา เครื่องมือพัฒนาและโมเดลก็เปลี่ยนไปคนละระดับแล้ว" Jayeeta เล่าว่าการตามให้ทันเป็นเรื่องที่หนักมาก และทำได้ก็เพราะมีเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุน กับสามีที่แบ่งภาระเลี้ยงลูกกันอย่างเท่าเทียม
"นี่คือหนึ่งในเส้นทางที่ผู้หญิงถูกผลักออกจากวงการ AI ผู้หญิงไม่ได้ขาดความสนใจหรือความสามารถที่จะตามให้ทัน แต่อาจขาดระบบสนับสนุนที่ทำให้การตามทันเป็นไปได้"
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การรักษาคนไว้ แต่เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้า ในทางทฤษฎี วงการที่ใหม่และเปลี่ยนเร็วอย่าง AI ควรวัดกันด้วยฝีมือมากกว่าวงการอื่น เพราะไม่มีใครมีประสบการณ์ 10 ปีกับโมเดลที่เพิ่งพัฒนาขึ้นเมื่อปีก่อน ทุกคนจึงควรเริ่มจากจุดเดียวกัน แต่ผู้หญิงหลายคนในวงการมองว่า การคัดคนกลับพึ่งเครือข่ายคนรู้จักและเกณฑ์ที่วัดผลไม่ชัดเจนมากกว่า
"บริษัทต่าง ๆ จ้างคนเร็วมาก แต่ก็ยังหาคนผ่านเครือข่ายเดิม การแนะนำต่อ ๆ กันแบบเดิม และเกณฑ์คัดกรองเดิมที่ใช้มาตลอด ซึ่งโดยรวมไม่ได้ทำให้ผู้หญิงถูกมองเห็นอย่างที่ควรเป็น" Brenda กล่าว
ที่ผ่านมา ทางแก้ปัญหานี้ในวงการเทคมักวนอยู่ที่การหาพี่เลี้ยงให้ผู้หญิงมากขึ้น และการทำโครงการส่งเสริมความหลากหลายที่ตั้งเป้าสัดส่วนพนักงานไว้ แต่ช่วงไม่กี่ปีหลัง บริษัทจำนวนมากถอยออกจากนโยบาย Diversity, Equity and Inclusion (DEI) หรือการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นผลจากบรรยากาศการเมืองที่ไม่เอื้อต่อนโยบายแบบนี้ บริษัทที่มีโครงการจ้างงานและเลื่อนตำแหน่งผู้หญิงอย่างเป็นระบบจึงเหลือน้อยลง
Felicia Newhouse ผู้ก่อตั้ง AI Powered Women องค์กรที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการ AI บอกว่าบรรยากาศการเมืองทำให้การขอแรงสนับสนุนจากบริษัท AI สำหรับโครงการที่เน้นผู้หญิงยากขึ้น Felicia ซึ่งทำงานด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ในบริษัทเทคมาสองทศวรรษ ยกตัวอย่างกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เดินหน้าเอาผิดบริษัทที่มีโครงการ DEI โดยอ้างว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จนบริษัทอย่าง Accenture, Deloitte, IBM และ PayPal ยอมความด้วยมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์
"การเข้าไปคุยกับบริษัทต่าง ๆ ในนาม AI Powered Women ยากขึ้นเรื่อย ๆ และคนที่สนับสนุนเราในบริษัทเหล่านั้นก็ลำบากกับการผลักดันโครงการที่เน้นผู้หญิงเช่นกัน"
ถึงอย่างนั้น Felicia ยอมรับว่าความเสี่ยงที่ผู้หญิงจะตกขบวนในตลาดแรงงาน AI คือเรื่องที่ทำให้นอนไม่หลับ เพราะโจทย์นี้วนกลับไปที่คำถามเดียวกับความกังวลเรื่อง 'ชนชั้นล่างถาวร' ในซิลิคอนแวลลีย์ คือใครจะได้ขยับฐานะในยุค AI และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
"เรากำลังพูดถึงว่าใครจะได้ครองแหล่งโอกาสในการขยับฐานะทางเศรษฐกิจแหล่งใหม่ที่ใหญ่มาก ความเสี่ยงที่ลึกที่สุดคือช่องว่างในการมีส่วนร่วม จะกลายเป็นช่องว่างของอำนาจ"
ที่มา: The Guardian, LinkedIn, LinkedIn Economic Graph, CBS News
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด