
สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีน Moonshot AI เปิดตัว Kimi K3 โมเดลขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ (Parameters) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้วัดขนาดและกำลังประมวลผลของโมเดล AI ผลสะเทือนเกิดขึ้นแทบจะทันที หุ้นของคู่แข่งในจีนอย่าง Zhipu และ MiniMax ที่ซื้อขายในตลาดฮ่องกงร่วงลงราว 27% และ 16% ตามลำดับ ส่วนฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวลงกว่า 1% ในวันเดียวกัน จน Wall Street Journal ถึงกับพาดหัวข่าวว่า 'The Kimi Shock'
Moonshot AI ระบุว่า Kimi K3 คือ 'โมเดลเรือธงที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่บริษัทเคยสร้างมา' และจุดที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมจับตามองคือบริษัทจะปล่อยตัวโมเดลแบบ Open-source ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เปิดให้นักพัฒนาทั่วโลกดาวน์โหลด นำไปรัน และปรับแต่งได้อย่างเสรี นับเป็นครั้งแรกที่โมเดลระดับ 3 ล้านล้านพารามิเตอร์เปิดให้เข้าถึงได้ฟรี ต่างจากระบบปิดเชิงพาณิชย์ของ OpenAI หรือ Anthropic ที่ผู้ใช้ปรับแก้แกนกลางของโมเดลเองไม่ได้

จุดขายที่ชัดที่สุดของ Kimi K3 คือขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ทำให้มันกลายเป็นโมเดล Open-weight ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการเผยแพร่ ใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้าในค่ายจีนอย่าง DeepSeek V4 Pro ที่อยู่ราว 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์อยู่ราว 75% และทิ้งห่าง GLM-5 ของ Zhipu ที่ 744 พันล้านพารามิเตอร์ไปพอสมควร ตัวแทนของ Moonshot อธิบายบนเวทีว่าจำนวนพารามิเตอร์ที่มากขึ้นช่วยยกเพดานความสามารถของโมเดล ทำให้เก็บความรู้และรูปแบบข้อมูลได้มากขึ้น เข้าใจได้ลึกขึ้น และตอบได้แม่นยำขึ้น
แต่ตัวเลขขนาดไม่ได้หมายความว่าโมเดลจะกินทรัพยากรตามขนาดจริงทั้งหมด เพราะ Kimi K3 ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Mixture of Experts (MoE) ซึ่งเป็นการแบ่งโมเดลออกเป็นผู้เชี่ยวชาญย่อยจำนวนมาก แล้วเรียกใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็นในแต่ละงาน โดย Kimi K3 จะเปิดใช้งานผู้เชี่ยวชาญเพียง 16 ตัวจากทั้งหมด 896 ตัวในแต่ละครั้ง บริษัทยังพัฒนาเทคนิคใหม่ที่ชื่อ Kimi Delta Attention (KDA) ซึ่งเป็นกลไกความสนใจแบบไฮบริดสำหรับประมวลผลข้อมูลลำดับยาว ทำงานร่วมกับเฟรมเวิร์ก Stable LatentMoE ที่ Moonshot เคลมว่าให้ประสิทธิภาพการสเกลราว 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับ Kimi K2 รุ่นก่อน
ด้านความสามารถ Kimi K3 รองรับบริบทยาวถึง 1 ล้านโทเคน และเป็นโมเดลแบบมัลติโมดัลที่เข้าใจภาพและวิดีโอได้โดยตรง Moonshot วางตำแหน่งให้มันเก่งงานสายเขียนโค้ดที่ต้องทำต่อเนื่องยาว งานความรู้ และการให้เหตุผล โดยระบุว่าออกแบบมาให้ทำงานภายใต้การกำกับดูแลจากมนุษย์น้อยที่สุดเพื่อเดินงานวิศวกรรมและการเขียนโค้ดได้ต่อเนื่องด้วยตัวเอง
ความน่าสนใจของ Kimi K3 อยู่ที่ผลทดสอบซึ่งไม่ได้มาจากตัวบริษัทเอง แต่มาจากผู้ประเมินภายนอกอย่าง Artificial Analysis และ Arena.ai บนกระดานจัดอันดับด้านการเขียนโค้ดของ Arena.ai นั้น Kimi K3 คว้าอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 1,679 แซงหน้า Claude Fable 5 ของ Anthropic ที่ได้ 1,631 คะแนน และ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI ที่ได้ 1,618 คะแนน นอกจากนี้ยังทำอันดับหนึ่งในหมวดงานออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้บนเว็บ (Web Interface Engineering) โดยชนะโมเดล Fable ของ Anthropic ในการทดสอบแบบ Blind Test ที่ให้คนเลือกโดยไม่รู้ว่าเป็นผลงานของโมเดลไหน
อย่างไรก็ตาม เมื่อขยับไปดูสนามที่วัดความฉลาดโดยรวม ภาพจะกลับกัน บนเบนช์มาร์ก GDPval-AA v2 นั้น Kimi K3 ได้ 1,687 คะแนน อยู่อันดับสาม ตามหลัง Claude Fable 5 Max ที่ 1,815 คะแนน และ GPT-5.6 Sol Max ที่ 1,747.8 คะแนน แต่ยังนำหน้า Claude Opus 4.8 ที่ 1,600 คะแนน ส่วนการทดสอบงานสายเทอร์มินัลอย่าง Terminal-Bench 2.1 ก็สูสีมาก โดย Kimi K3 ได้ 88.3 ขณะที่ GPT-5.6 Sol อยู่ที่ 88.8
ที่น่าสนใจคือ Moonshot ยอมรับตรงไปตรงมาว่าแม้ Kimi K3 จะแข่งขันได้สูสี แต่ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมยังตามหลัง Claude Fable 5 และ GPT-5.6 Sol อยู่ โดยโมเดลมีอาการทำงานเชิงรุกมากเกินไปเมื่อเจอโจทย์ที่กำกวม และฟีเจอร์ค้นหาเว็บยังไม่เสถียรจนบริษัทแนะนำให้เลี่ยงไปก่อน แม้แต่ Elon Musk ก็ยังทวีตตอบเพียงคำเดียวถึงผลทดสอบของ Kimi K3 ว่า 'Impressive'
หากมองในมุมธุรกิจ อาวุธที่อันตรายที่สุดของ Kimi K3 อาจไม่ใช่คะแนนเบนช์มาร์ก แต่เป็นราคา ค่าบริการผ่าน API (Application Programming Interface) ของ Kimi K3 อยู่ที่ 0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านโทเคนสำหรับข้อมูลนำเข้าที่ดึงจากแคช และ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านโทเคนสำหรับกรณีที่ไม่ได้อยู่ในแคช ส่วนข้อมูลขาออกอยู่ที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านโทเคน โดยรวมแล้วคิดเป็นราวหนึ่งในสามของราคาต่องานเมื่อเทียบกับ Claude Fable 5
จุดที่ต้องแลกมาคือขนาดที่มหึมาของโมเดลทำให้การนำไปรันเองในเครื่อง (Local) ต้องใช้อุปกรณ์ประมวลผลระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่การที่มันเป็น Open-source ก็หมายความว่าองค์กรที่มีทรัพยากรพอสามารถนำโมเดลระดับแนวหน้าไปใช้และปรับแต่งได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปิดของบริษัทอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจกระเทือนโมเดลธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ Silicon Valley อย่างมีนัยสำคัญ
เบื้องหลังความเคลื่อนไหวครั้งนี้คือแรงหนุนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba และ Tencent ที่ทำให้ Moonshot ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของระบบนิเวศ AI แบบ Generative ของจีนได้อย่างรวดเร็ว และการเปิดตัว Kimi K3 ก็เกิดขึ้นในจังหวะที่บริษัทกำลังเตรียมเข้าตลาดทุน
รายงานระบุว่า Moonshot วางแผนยื่นเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงภายในหกเดือน ที่มูลค่าประเมินก่อนระดมทุนราว 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Goldman Sachs และ China International Capital Corporation (CICC) อยู่ระหว่างเจรจาเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์หลัก ตัวเลขการเติบโตก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายได้ประจำต่อปี (Annual Recurring Revenue หรือ ARR) ของบริษัทพุ่งจาก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม เป็น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายน และแตะ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกลางเดือนมิถุนายน โดยรายได้จาก API คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของทั้งหมด
ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามที่เคยฝังรากในโลกตะวันตกว่านักพัฒนาจีนตามหลังคู่แข่งอเมริกาเริ่มสั่นคลอน สถานะปัจจุบัน Kimi K3 เปิดให้ใช้งานแล้วผ่าน kimi.com แอปพลิเคชันบนมือถือ และ API ส่วนการปล่อยตัวโมเดลแบบ Open-weight เต็มรูปแบบให้ดาวน์โหลดฟรี มีกำหนดในวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าความสามารถที่โชว์บนเวที WAIC จะยืนระยะได้จริงในมือนักพัฒนาทั่วโลกหรือไม่
ที่มา: BBC, VentureBeat, South China Morning Post, DataCamp, BigGo Finance, SecurityWeek
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด