ถ้ามีคนบอกคุณว่าวิศวกรที่สร้างซอฟต์แวร์ AI แห่งยุคอย่าง Claude Code ไม่ได้ลงมือเขียนโค้ดเองเลยแม้แต่บรรทัดเดียวมาหลายเดือนแล้ว... คุณจะยังเชื่อไหมว่า เส้นทางของอาชีพโปรแกรมเมอร์จะยังเหมือนเดิม
Boris Cherny คือชายผู้สร้าง Claude Code และหัวหน้าทีมพัฒนา tool ตัวนี้ที่ Anthropic เขาไม่ใช่แค่โปรแกรมเมอร์ทั่วไป แต่เป็นวิศวกรระดับแนวหน้าผู้อยู่เบื้องหลังโครงสร้างซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่มาตลอดชีวิต เขาเติบโตมาจากครอบครัวสายเทค ซึ่งคุณตาของเขาก็เคยเป็นนักเขียนโปรแกรมบัตรเจาะรูยุคเมนเฟรมมาก่อน

ตัว Cherny เองใช้เวลาวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดไล่เก็บและเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมมิ่งระดับท็อปทีละภาษา ไม่ว่าจะเป็น Python, JavaScript, TypeScript, Rust หรือ Swift เขาไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าฝ่ายคุณภาพโค้ด (Lead of Code Quality) ที่ Meta Platforms Inc. และเคยบินไปประจำที่ญี่ปุ่นในฐานะหัวหน้าทีมเทคนิคด้านสถาปัตยกรรมเซิร์ฟเวอร์ของ Instagram ทำหน้าที่เขียนโค้ดแบ็กเอนด์คอยประคองให้แอปไม่ล่มในขณะที่เพื่อนร่วมทีมฝั่งซิลิคอนแวลลีย์กำลังหลับใหล
คนที่เข้าใจตรรกะและโครงสร้างซอฟต์แวร์ระดับลึกที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างเขา กลับกลายเป็นคนแรก ๆ ที่เลิกเขียนโค้ดด้วยมือ แล้วส่งไม้ต่อให้ AI ทำแทนทั้งหมด เขาคือภาพสะท้อนของคลื่นลูกใหม่ใน Silicon Valley ที่กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งระบบ
แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมาบอกว่า การเขียนโค้ดด้วยมือกำลังจะหมดไป บทความนี้ Techsauce จึงอยากพาไปสำรวจเส้นทางวิวัฒนาการของวิศวกรสายเทคฯ ทั้งหลาย ว่า 70 ปีที่ผ่านมา อาชีพของพวกเขาถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยี (ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา) กันไปกี่ครั้งแล้ว
ในยุคแรกของการเขียนโปรแกรม มนุษย์ทำงานด้วยการเจาะรูลงบนกระดาษ บัตรเจาะรูหนึ่งใบ คือ ชุดคำสั่งหนึ่งชุด รูที่ถูกเจาะบอกเครื่องจักรว่าให้สอดเข็มตรงจุดนี้ ส่วนจุดที่ไม่เจาะคือห้ามสอด อุปกรณ์ที่มีชิปประมวลผลในวันนี้ ตั้งแต่แล็ปท็อปราคาแพงไปจนถึงแปรงสีฟันไฟฟ้า ก็ยังคงทำงานด้วยหลักการพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือรหัสฐานสอง เลขหนึ่งและเลขศูนย์ เจาะหรือไม่เจาะ
ปัญหาคือ คงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากนั่งพิมพ์รหัสเลขศูนย์และเลขหนึ่งทั้งวันเพื่อให้ได้ตัวอักษรหนึ่งตัว ในปี 1952 นักคณิตศาสตร์ระดับตำนานอย่าง Grace Hopper จึงได้สร้างคอมไพเลอร์ตัวแรก ๆ ของโลกชื่อ A-0 ทำหน้าที่แปลงสมการที่คนพิมพ์ให้กลายเป็นภาษาที่เครื่องเข้าใจ จากนั้นเธอก็พัฒนาอีกตัวที่เปิดให้คนเขียนคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษได้เลย เพราะก่อนหน้านั้น การแปลภาษาให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ คืองานของมนุษย์โดยตรง
นี่คือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกว่า 70 ปี ทุกครั้งที่มีคนสร้างภาษาโปรแกรมมิ่งใหม่ขึ้นมา งานของโปรแกรมเมอร์จะถูกยกระดับขยับสูงขึ้นไปอีกชั้นเสมอ จากคนที่ต้องคุยกับเครื่องด้วยเลขฐานสอง กลายเป็นคนที่คุยด้วย Assembly และขยับมาเป็น Python หรือ JavaScript ภาษาโปรแกรมมิ่งนับพันภาษาที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือขจัดงานซ้ำซาก ขจัดความยุ่งยาก และทำให้ชีวิตของคนที่คุยกับเครื่องง่ายขึ้นอีกนิด
Claude Code และ Codex ของ OpenAI ก็เป็นเพียงบันไดขั้นล่าสุดของกระบวนการนี้ ต่างกันตรงที่รอบนี้ ภาษาที่ใช้คุยกับเครื่องกลายเป็นภาษาอังกฤษธรรมดาที่เราใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน บันไดถูกวนกลับมายังจุดที่ไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาพิเศษอะไรเลยอีกครั้ง เหมือนกับที่ Hopper เคยเริ่มต้นไว้เมื่อ 70 กว่าปีก่อน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกการเขียนโปรแกรมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันถูกเร่งให้โตขึ้นจากการแข่งขันอันดุเดือดระหว่างสองมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่าง OpenAI และ Anthropic
OpenAI เริ่มทดลองเรื่องการเขียนโค้ดอัตโนมัติตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Anthropic ก่อตั้ง แต่ในขณะที่ Anthropic ทุ่มสรรพกำลังพัฒนาเรื่องโค้ดให้เป็นแกนหลักตั้งแต่แรก แต่ด้าน OpenAI กลับวุ่นอยู่กับการสร้างระบบเจเนอเรตภาพ วิดีโอ เว็บเบราว์เซอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ตอนที่ Claude Code เปิดตัวออกมา OpenAI ถึงกับตั้งตัวไม่ทันจนต้องยกเลิกโปรเจกต์อื่นเพื่อหันมาสู้ในศึกนี้เต็มตัว
Greg Brockman ประธานของ OpenAI ยืนยันว่า ทิศทางในอนาคตคือเกือบทุกคนจะกลายเป็นผู้จัดการของเหล่า AI Agents ไม่ใช่คนลงมือเขียนโค้ดเองอีกต่อไป การแข่งขันระดับมหากาพย์นี้บีบให้โมเดลใหม่ออกสู่ตลาดแทบจะทุกสัปดาห์ และเข้ามาจัดระเบียบบทบาทของผู้คนในวงการเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด
สำหรับวิศวกรระดับโลกอย่าง Boris Cherny และ Cat Wu จาก Anthropic พวกเขาเปลี่ยนจากการโต้เถียงกับ AI เรื่องเทคนิค มาเป็นการสั่งงานด้วยภาษาอังกฤษธรรมดา และพบว่าการไม่ต้องนั่งแก้บั๊กทำให้เขารู้สึกเหมือนอยากสร้างอะไรก็ทำได้ทันที
ขณะที่ผู้ประกอบการที่เคยเกษียณไปแล้วอย่าง Peter Steinberger ก็ถูกดึงกลับเข้าสู่วงการอีกครั้งเพราะติดใจความสนุกในการสั่ง Claude จนสร้าง OpenClaw ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ฮิตจน Mac mini ขาดตลาด ซึ่งเขาเปรียบการคุม AI Agents หลายตัวพร้อมกันว่าสนุกเหมือนการเล่นเกมบริหารจัดการ
สาเหตุที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความกังวลมากกว่าครั้งไหน ๆ เป็นเพราะในอดีต ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยนภาษาโปรแกรมมิ่ง ความต้องการตัวโปรแกรมเมอร์จะเพิ่มขึ้นมหาศาลเสมอ เพราะเมื่อซอฟต์แวร์สร้างง่ายขึ้นและราคาถูกลง ตลาดใหม่ๆ ก็จะขยายตัวตาม ทว่าในระลอกนี้ ตัวเลขสถิติต่าง ๆ กลับส่งสัญญาณไปในทางตรงกันข้ามกัน
ข้อมูลแรงงานชี้ว่า ตำแหน่งงานสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์วัย 20 กว่าปีในสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุดในปี 2022 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ChatGPT เปิดตัว หลังจากนั้นเป็นต้นมา จำนวนงานเขียนโค้ดระดับ Entry-level กลับลดลงเรื่อย ๆ จนหายไปเกือบ 20% ขณะที่อัตราการเติบโตของการจ้างงานโปรแกรมเมอร์โดยรวมที่เคยเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี ก็ดิ่งลงมากลายเป็นเส้นตรงเรียบนิ่งสนิทติดต่อกันตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สวนทางกับฝั่งการใช้งาน AI ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมไปแล้วอย่างสมบูรณ์ วันนี้วิศวกรของ AWS มากถึง 4 ใน 5 คนใช้ AI ช่วยทำงานเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ Google ออกมาเปิดเผยว่า AI เป็นผู้เขียนโค้ดให้บริษัทไปแล้วถึง 3 ใน 4
ส่วน Spotify ก็ยอมรับว่าวิศวกรระดับท็อปของตนไม่ได้ลงมือเขียนโค้ดด้วยมืออีกเลย สะท้อนว่าความต้องการคนทำหน้าที่แปลภาษาให้คอมพิวเตอร์กำลังถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติอย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จกว่ายุคใด ๆ
ความเปลี่ยนแปลงนี้บีบให้สถาบันการศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีต้องรื้อระบบคิดใหม่ทั้งหมด Claire Le Goues อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Carnegie Mellon University กำลังนำทีมรื้อหลักสูตรครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เปลี่ยนจากการสอนภาษาโปรแกรมมิ่งเฉพาะทาง มาเน้นความเข้าใจโครงสร้างภาพรวมของระบบ และเปิดวิชาใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ AI Coding Agents โดยเฉพาะ
ในฝั่งของวัฒนธรรมองค์กร CEO ระดับโลก ทั้งจาก Meta, Shopify และ Y Combinator ต่างออกมาอวดโปรเจกต์ที่ตัวเอง Vibe Code ขึ้นมาเล่น ๆ บางบริษัทถึงขั้นทำ Leaderboard จัดอันดับพนักงานตามปริมาณการใช้งาน AI จนเกิดปัญหาพนักงานใช้ทรัพยากร AI สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ทำให้ Uber ต้องสั่งจำกัดงบประมาณ AI ต่อหัว หลังใช้นงบประมาณทั้งปีหมดลงตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ขณะเดียวกัน ซีอีโอหลายแห่งใช้ AI เป็นเหตุผลหลักในการปรับลดขนาดองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Jack Dorsey ที่ตัดลดพนักงานสี่พันตำแหน่งจาก Block, Marc Benioff แห่ง Salesforce ปลดไปราวสี่พันตำแหน่ง และ Mark Zuckerberg ที่ปลดพนักงานไปถึง 8,000 คน
แล้วสุดท้าย งานในสายเทคโนโลยีต่อจากนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
คำตอบคงไม่ใช่การหายไปของคนสาย IT ทั้งหมด แต่คือการสลัดคราบจากการเป็นนักเขียนโปรแกรม ไปสู่การเป็นผู้บริหารจัดการระบบและ AI Agents
โครงสร้างองค์กรจะถูกปรับให้แบนลง ทีมพัฒนาจะมีขนาดเล็กลงแต่คล่องตัวสูงขึ้น ภาษาโปรแกรมมิ่งเฉพาะทางอาจลดความสำคัญลง แล้วถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจเชิงระบบ ตรรกะทางธุรกิจ และความสามารถในการตั้งโจทย์เพื่อสั่งการ AI ให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย
ทุกยุคสมัยของการเขียนโปรแกรม จะมีคนกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แปลภาษาให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ แล้วก็จะมีเครื่องมือใหม่ถูกสร้างขึ้นมารับช่วงงานแปลนั้นไปทำแทนเสมอ ครั้งนี้ก็เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นเพียงเรื่องเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มักจะสร้างโอกาสให้ตลาดต้องการคนมากขึ้น เพราะซอฟต์แวร์ถูกลงและสร้างได้เร็วขึ้น แต่ในระลอกนี้ สิ่งที่ AI เข้ามาแทนที่ไม่ได้มีแค่ตัวภาษาโปรแกรมมิ่งอีกต่อไป แต่มันคือกระบวนการคิด วางตรรกะ และการแก้ปัญหาที่เคยต้องใช้มนุษย์หลายคนช่วยกันทำ
ดังนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับคนสายเทคและองค์กรในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่าใครจะพัฒนาทักษะได้เร็วพอที่จะใช้ AI... แต่คือบนบันไดขั้นใหม่ที่ AI สร้างขึ้นนี้ มันจะมีพื้นที่หลงเหลือพอให้มนุษย์ทุกคนได้ยืนอยู่หรือไม่?
อ้างอิง: bloomberg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด