เรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Elon Musk ออกมาส่งสัญญาณเตรียมรีแบรนด์บริษัท SpaceXAI ไปสู่ชื่อใหม่ SpaceXSI หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาผลักดันไอเดียเปลี่ยนคำเรียกปัญญาประดิษฐ์จาก Artificial Intelligence (AI) ให้กลายเป็น Super Intelligence (SI) โดย Musk ย้ำสั้นๆ ผ่าน X ว่า คำว่า SI นั้นดูดีกว่าเห็น ๆ

"ไม่มีอีกแล้วคำว่า AI" เขาโพสต์ข้อความช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่าคำว่า Super Intelligence ตอบโจทย์มากกว่า และเมื่อมีผู้ใช้ถามว่าเขาจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น SpaceXSI จริงหรือไม่ เจ้าตัวก็ตอบกลับสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า ใช่ เรากำลังจะเปลี่ยนเป็นชื่อนั้น พร้อมเสริมว่า SpaceX คือบริษัทด้าน Super Intelligence
อย่างไรก็ตาม หากเข้าไปดูที่เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียหลักของบริษัทยังคงใช้ชื่อ SpaceXAI อยู่ โดย Musk ยังไม่ได้ให้รายละเอียดหรือกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าจะมีการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเมื่อใด
ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน Trump ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารสั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานภาครัฐบาลกลางทั้งหมด ยกเลิกการใช้คำว่า Artificial Intelligence และ AI ในการสื่อสารทางการอย่างเป็นทางการ แล้วเปลี่ยนมาใช้คำว่า Super Intelligence หรือ SI แทนทั้งหมด
เหตุผลสำคัญตามที่ระบุในคำสั่งฝ่ายบริหารคือ Frontier Systems ในปัจจุบันทำอะไรได้มากกว่าแค่การเลียนแบบหรือทำงานอัตโนมัติแบบเดิม ๆ และศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่ได้ ก้าวล้ำเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้เมื่อครั้งที่เริ่มใช้คำว่า AI ไปไกลแล้ว
ที่มาของชื่อนี้ Trump เคยหยิบไปเปิดโพลบน Truth Social ให้แฟนคลับร่วมโหวตถึง 3 รอบ โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าควรใช้คำไหนระหว่าง Supreme Intelligence, Extreme Intelligence หรือ Superior Intelligence ซึ่งในรอบแรก Superior Intelligence ชนะไปด้วยคะแนน 41%
แต่ในวันถัดมา Trump กลับตัดตัวเลือก Supreme Intelligence ออกโดยอ้างว่าแพ้เพราะคนอาจไปนึกถึง Supreme Court (ศาลฎีกา) และเปิดโพลรอบสองจน Superior Intelligence ชนะไปที่ 52% ทว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในโพลรอบสุดท้าย เมื่อ Trump เสนอคำว่า Super Intelligence ลงแข่งกับ Superior Intelligence ผลปรากฏว่าคำว่า Super Intelligence คว้าชัยไปอย่างขาดลอยด้วยคะแนนถึง 65%
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับแม่ทัพฝั่งเทคฯ ระดับบิ๊กเนม ไม่ว่าจะเป็น Elon Musk, Meta, Amazon, Nvidia, Anthropic, Google และ Palantir
โดยทั้งหมดได้ร่วมลงนามในข้อตกลงสมัครใจที่ชื่อว่า “White House Accord on Super Intelligence” เพื่อวางกรอบความปลอดภัยให้บริษัทเทคโนโลยีร่วมกันเฝ้าระวังภัยคุกคาม 3 ด้านหลัก ได้แก่ ไซเบอร์ ชีวภาพ และเคมี รวมถึงการดูแลไม่ให้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ถูกใช้แฮกหรือเข้าถึงระบบเทคนิคในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ โดยจัดให้มีกระบวนการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกอย่างเคร่งครัด
นอกจากเรื่องชื่อและข้อตกลงแล้ว ทรัมป์ยังได้ประกาศตั้งหน่วยงานใหม่ในชื่อ Super Intelligence Force เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกลางในการผลักดันให้สหรัฐฯ ครองความเป็นผู้นำด้าน SI ของโลกต่อไป
โดยตัวเต็งที่จะเข้ามานั่งบริหารกองกำลังเทคฯ นี้ นำโดยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ได้แก่ Jay Clayton ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ, Andrew Ferguson ประธาน FTC, Emil Michael รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายการวิจัยและวิศวกรรม และ Scott Kupor ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ (OPM)
อ้างอิง: forbes
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด