เมื่อ AI เขียนโค้ดได้เนียนกว่าโปรแกรมเมอร์ 99.9% ของโลก มนุษย์เราจะยังยืนอยู่ตรงไหน?
คำถามนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่กลางเวทีเสวนา How Human Exists ที่ได้ 3 มุมมองระดับท็อปมาร่วมขยี้ ทั้ง CK Cheong (CEO ของ Fastwork), Richard Armstrong (Partner & Head of Asia and US จาก TA Ventures) และ ชุติมา สีบำรุงสาสน์ (Founder & CEO ของ Brightnest Studio) มาร่วมกันแกะรอยว่า ในวันที่ความรู้และทักษะถูก AI ย่อยจนเสร็จสรรพในไม่กี่วินาที มนุษย์อย่างเราจะเอาอะไรไปงัดเพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริง

เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก
Designer ไม่ต้องแตะ Figma อีกต่อไป แต่หันมานั่งพิมพ์ prompt ใน Cloud Code หรือ Cursor แล้วเสก Prototype ออกมาตรง ๆ ลำดับงานแบบเดิมที่ Product Manager ต้องทำเอกสาร Requirement ยาวเป็นสิบหน้าส่งให้ดีไซน์เนอร์ แล้วค่อยส่งต่อให้วิศวกร... มันได้ตายไปแล้ว
CK ฉายภาพว่า เส้นแบ่งของตำแหน่งงานเดิม ๆ เริ่มเบลอจนแยกไม่ออก ความคาดหวังต่อวิศวกรยุคนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฟีเจอร์ที่เคยใช้เวลาสร้างเป็นสัปดาห์ ตอนนี้โดนบีบให้เสร็จใน 3 วัน โดยมีข้อแม้ว่าระบบหลังบ้านต้องไม่มี Tech Debt สะสม
ขณะที่ Richard ในมุมนักลงทุนก็ยืนยันตรงกันว่า งบประมาณทีมเทคไม่ได้โดนถามเรื่องค่าซอฟต์แวร์อีกแล้ว แต่กลายเป็น "ใช้ Token ไปเท่าไหร่?" บริษัทในพอร์ตของเขาสามารถร่นเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเป็นปีเหลือแค่ 1-2 สัปดาห์ แถมผู้ก่อตั้งเดินมาหาพร้อมสินค้าที่เสร็จสมบูรณ์ให้ลองเล่นเลยด้วยซ้ำ
แต่รู้ไหมว่า คอขวดที่แท้จริงกลับไม่ใช่ความฉลาดของ AI แต่คือพลังงานประมวลผล
CK เผยเรื่องเล่าจาก Silicon Valley เกี่ยวกับ AI Agent ตัวใหม่ของ OpenAI ที่รับรู้ทุกอย่างที่เราเห็น ได้ยิน และอ่าน มีเรื่องเล่าว่า Sam Altman ใช้มันทบทวนทุกคืนก่อนนอนว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ซึ่งมันทรงพลังมากเพราะมนุษย์ลืมง่ายแต่ AI จำได้หมด ปัญหาเดียวที่ AI ยังไม่ครองโลกแบบ 100% ตอนนี้คือ Compute ไม่พอ แต่ Richard ก็เตือนว่าคอขวดนี้จะไม่นาน เพราะยักษ์ใหญ่กำลังแข่งกันแย่งชิง Gigawatt พลังงานเบื้องหลัง เพื่อดันให้โมเดลยุคปัจจุบันกลายเป็นของล้าสมัยในชั่วข้ามคืน
เมื่อ Compute พร้อม โมเดลโอเพนซอร์สโตขึ้น และค่า Token ถูกลงเรื่อย ๆ ความฉลาด จะกลายเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใคร ๆ ก็ซื้อได้ด้วยเงินไม่กี่บาท การฉลาดกว่าจึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป
แล้วอะไรคือตัวแปร X ที่เหลืออยู่? คำตอบคือ Taste และ Empathy
CK เปรียบเทียบได้เห็นภาพมากว่า มันเหมือนการผัดกะเพรา ทุกคนได้วัตถุดิบชุดเดียวกัน กระทะใบเดียวกัน ใช้สูตรเดียวกันเป๊ะ แต่ผัดออกมาแล้วไม่มีทางรสชาติเหมือนกัน เพราะฝีมือและมุมมองของคนปรุงคือสิ่งที่ไม่เท่ากัน ในเมื่อลูกค้าปลายทางยังคงเป็นมนุษย์ การตัดสินใจแทนลูกค้าจึงต้องใช้อารมณ์ รสนิยม และความเข้าใจแบบที่มนุษย์มีให้กันเท่านั้น
ถ้าให้โจทย์ดีไซเนอร์ทำเสื้อฮู้ดแจกในงาน AI สามารถสั่งโรงงานผลิตให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว นั่นคืองาน เสร็จ แต่ถ้าเสื้อนั้นออกมาทรงห่วย ผ้าไม่ดี ใส่แล้วไม่มีใครภูมิใจจนโดนถอดทิ้งไว้บนเก้าอี้ งานนั้นก็ไม่เรียกว่าสำเร็จ
ดังนั้น คนที่มี Product Taste จริง ๆ จะใส่ใจลึกไปถึงว่า ซักแล้วสีตกไหม คนใส่จะอยากหยิบมาใส่ซ้ำหรือเปล่า ความใส่ใจนี้ไม่ใช่เรื่องของ IQ แต่คือสามัญสำนึกและความแคร์ผลลัพธ์ปลายทาง สิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้
หลายคนวิ่งหาองค์กรใหญ่เพราะเชื่อในคำว่า ความมั่นคง แต่ CK เล่าถึงน้องในทีมที่ลาออกไปอยู่ธนาคารใหญ่ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้มาจากโลโก้บนนามบัตร ธนาคารใหญ่อาจปล่อยฟีเจอร์ใหม่ได้ปีละไม่กี่ครั้ง ในขณะที่สตาร์ทอัพปล่อยฟีเจอร์ใหม่ทุกเดือน โลกยุคนี้ องค์กรใหญ่ที่ดูมั่นคงอาจอยู่ห่างจากการปลดพนักงานระลอกใหญ่แค่ไม่กี่เดือน ความมั่นคงที่จริงแท้จึงเป็นการพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บังคับให้เรากลายเป็นเวอร์ชันที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก
โดยเฉพาะ Software Engineer ในไทย ที่เดิมที มักถูกมองเป็นแค่แรงงานรับสั่งจาก PM อีกที CK แนะนำตรงไปตรงมาว่า ถ้าองค์กรไหนไม่เปิดโอกาสให้คุณได้ร่วมคิด ได้สัมผัส Feedback จากลูกค้าจริง ๆ เพื่อขัดเกลา Product Taste... ให้รีบมองหาที่ใหม่ เพราะทักษะการเขียนโค้ดเพียว ๆ กำลังหมดมูลค่าลงทุกวัน
คุณชุติมา สะท้อนมุมมององค์กรว่า การแห่ซื้อเครื่องมือ AI มาแจกพนักงานโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ได้ช่วยเพิ่ม Productivity อะไร โจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่การลด headcount เพื่อตัดต้นทุน แต่คือการยกระดับศักยภาพของคน
Hard Skill อาจหาซื้อได้ด้วยเงิน แต่ทักษะที่จะทำให้มนุษย์ขาดไม่ได้คือ Critical Thinking (การคิดเชิงวิจารณญาณ), การบริหารความขัดแย้ง, การสื่อสาร และ Empathy
เพราะ AI คือผู้ตามใจที่แสนดี มันพร้อมจะเออออและอวยเราเสมอแม้เราจะถามคำถามที่ไม่เข้าท่า แต่คนที่ต้องชี้ขาดว่าข้อมูลไหนจริง อันไหนควรเชื่อ และนำไปใช้ตอบโจทย์มนุษย์ด้วยกันอย่างไร ก็ยังต้องเป็นเราอยู่ดี
Richard เสริมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่คนคนเดียวจะใช้เครื่องมือรอบตัวสร้างตัวตนให้กลายเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ เทคโนโลยีจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเรื่อย ๆ แต่รสมือ และหัวใจของมนุษย์ จะยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีอัลกอริทึมไหนในโลกทดแทนได้เลย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด