SCBX เปิดตำรา 3-Layer AI Roadmap คีย์ลัดแก้ปัญหาการใช้ AI ซ้ำซ้อนที่องค์กรใหญ่เจอทุกที่

ในยุคที่ทุกองค์กรต่างตื่นตัวกับ AI คำถามใหญ่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ "เราจะเริ่มทดลองใช้ AI อย่างไร?" อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่เราจะพาองค์กรก้าวข้ามโครงการทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร เพื่อสร้างผลกระทบทางธุรกิจอย่างแท้จริงได้อย่างไร?

ในเวทีสัมมนา Techsauce Global Summit หัวข้อ “AI-First in Action: Inside an Enterprise AI Transformation” คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ (CEO of Techsauce) ได้ร่วมเจาะลึกบทเรียนจริงกับคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (Chief Innovation Officer of SCBX & CEO of SCB 10X) ถึงเส้นทางของยานแม่ SCBX กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีทั้ง

  • ธนาคารดั้งเดิม (Gen 1)
  • ธุรกิจ Digital Lending (Gen 2)
  • Digital Assets และ SCB 10X ซึ่งบริหารกองทุน Venture Capital กว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Gen 3) ในการผลักดันองค์กรสู่การเป็น AI-First Organization

นี่คือการสรุปและถอดบทเรียนเนื้อหาทั้งหมดจาก Session เพื่อสร้างกรอบความคิดความรู้เชิงลึกสำหรับผู้นำและองค์กรที่กำลัง Transform ตัวเอง

1. การนิยาม AI-First เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ใหญ่และสื่อสารให้ตรงกัน

คำว่า AI-First หรือ AI-Native จะกลายเป็นเพียงคำการตลาดทันทีหากปราศจากทิศทางที่ชัดเจน SCBX เลือกที่จะไม่เสียเวลาถกเถียงเรื่องนิยามเชิงทฤษฎี แต่มุ่งเน้นการตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทายเพื่อสื่อสารให้คนทั้งองค์กรเข้าใจตรงกันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

  • 75% AI-Enabled Revenue: ตั้งเป้าให้ 75% ของรายได้ทั้งกลุ่มองค์กรขับเคลื่อนหรือได้รับการสนับสนุนจาก AI
  • 15% AI Talent: ผลักดันให้พนักงานในองค์กรมีทักษะระดับ AI Talent อยู่ที่ 15%
  • Speed of Adoption ตามธรรมชาติธุรกิจ: เข้าใจว่าความเร็วในการปรับตัวของแต่ละหน่วยธุรกิจไม่เท่ากัน ธนาคารดั้งเดิม (Gen 1) ต้องระมัดระวังไม่ให้ระบบชำรุด ขณะที่ธุรกิจยุคใหม่ (Gen 2 & Gen 3) สามารถขับเคลื่อนและทดลองเทคโนโลยีได้รวดเร็วกว่า

2. สถาปัตยกรรม 3 ชั้น คือ โครงสร้างพา AI ออกจาก Pilot Trap

ความท้าทายหลักขององค์กรใหญ่คือ การติดอยู่ใน Sandbox มีโครงการทดลองกระจัดกระจายแต่ไม่เคยสร้างผลกำไรจริง SCBX จึงจัดระเบียบโครงสร้างการทำงานด้าน AI ออกเป็น 3 ชั้น เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพเดียวกัน ได้แก่

Layer 1: Use Cases (เน้น P&L Impact): โครงการในระดับบนสุดต้องสามารถวัดผลลัพธ์ทางบัญชี (Profit & Loss) ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุน และต้องขับเคลื่อนโดยฝั่งธุรกิจ (Business-driven) ไม่ใช่โปรเจกต์ไอที

Layer 2: Capabilities (เน้น Reusability): การพัฒนา "ความสามารถกลาง" ที่ทุกบริษัทในเครือหยิบไปใช้ซ้ำได้ เช่น Conversational AI ภาษาไทย ซึ่งสร้างเพียงครั้งเดียวแต่นำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งงานเสนอขาย (Sales), การบริการลูกค้า (Servicing) หรือการติดตามหนี้ (Collection)

Layer 3: Infrastructure & People (เน้น Scalability & Governance): 

  • Agentic Platform: วางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ AI Agent ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุมทั้งความเร็ว (Latency) และต้นทุน
  • Enabling Process: ปรับกระบวนการฝั่ง Compliance และ Risk Management ให้รวดเร็ว เพื่อเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน (Enabler) ไม่ใช่คอขวด
  • Single Backlog: รวมและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ทั้งกลุ่มองค์กรให้อยู่บน Backlog เดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน

3.กรณีศึกษา Typhoon และยุทธศาสตร์ Sovereign AI

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน SCBX ได้เริ่มต้นพัฒนา Large Language Model ภาษาไทยในชื่อ Typhoon ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ให้บทเรียนทรงคุณค่าต่อการบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กร โดยจุดเริ่มต้นในวันนั้นไม่ได้เป็นการนับหนึ่งจากศูนย์ แต่เป็นการต่อยอดจาก open-source model ระดับโลกอย่าง Llama และ Mistral นำมา fine-tune เพื่อทลายข้อจำกัดด้านภาษาไทยที่โมเดลต่างชาติต่างภาษาในยุคนั้นยังทำได้ไม่ดีพอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและโมเดลระดับโลกเริ่มมีความเชี่ยวชาญภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น SCBX จึงปรับยุทธศาสตร์ด้วยการเปิดกว้างให้ใช้งาน open-source model ที่หลากหลายร่วมด้วย ทว่าสิ่งที่กลายมาเป็นสินทรัพย์ยั่งยืนที่สุดขององค์กรกลับไม่ใช่เพียงตัวโมเดล แต่คือ "Talent Pool" หรือกลุ่มบุคลากรภายในที่สะสมความเข้าใจเชิงลึกในกระบวนการ fine-tuning และเทคนิคการทำ token optimization อย่างเชี่ยวชาญ

ในมิติของธุรกิจ หัวใจสำคัญและเป้าหมายที่แท้จริงคือเรื่อง cost advantage เพราะผู้ที่จะคว้าชัยชนะในสมรภูมิเทคโนโลยีได้ คือผู้ที่สามารถควบคุมต้นทุนค่า token ให้ต่ำที่สุดในขณะที่ยังรักษาประสิทธิภาพไว้ได้เท่าเดิม ปัจจุบันทีมงาน Typhoon จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโมเดลเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งต่อและกระจายความรู้ภายในองค์กร เพื่อช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

4. การบริหารคนและการสร้าง AI Culture at Scale

หัวใจสำคัญของการพาองค์กรก้าวสู่ยุค AI-First ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการขับเคลื่อน "คน" และการสร้าง "วัฒนธรรมองค์กร (AI Culture)" ในระดับ Enterprise Scale ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องพาพนักงานทุกระดับและทุกเจเนอเรชันเดินทางไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

ปรับมุมมองใหม่: AI คือ Default Skill ของคนทำงานยุคนี้

SCBX เปรียบเทียบทักษะ AI ไว้อย่างน่าสนใจว่า ต่อไป AI จะไม่ใช่ทักษะทางเลือก (Optional) สำหรับสายเทคอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นทักษะพื้นฐาน ที่ทุกคนต้องมี เหมือนกับการพิมพ์งาน ส่งอีเมล หรือการใช้ Microsoft Office (Excel, PowerPoint) ในอดีต ลองจินตนาการว่าหากในปัจจุบันมีผู้สมัครงานเดินเข้ามาบอกว่า "ใช้อีเมลไม่เป็น" หรือ "ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้" การสัมภาษณ์คงไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทักษะ AI ก็กำลังก้าวไปสู่จุดนั้น พนักงานจึงต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและพร้อมทำงานร่วมกับเครื่องมือยุคใหม่

Attitude > Skill: ทัศนคติสำคัญกว่าทักษะทางเทคนิค

ในมุมมองของผู้นำ การฝึกฝนทักษะการใช้งาน AI ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีคอร์สเรียนมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลและจัดการได้ยากที่สุดคือ "ทัศนคติ (Attitude)" ของพนักงาน สัญญาณเตือนอันตรายที่มักพบเจอบ่อ ยๆ คือการที่พนักงานทดลองใช้ AI เพียงครั้งเดียวแล้วรีบสรุปว่า "ทำได้ไม่เห็นเก่งเท่าคนทำเลย" แล้วปฏิเสธที่จะใช้ต่อ ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะผู้ใช้ยังไม่ได้พยายามปรับวิธีสั่งงาน (Prompting) หรือทดลองมุมมองใหม่ ๆ การสร้าง AI Culture ที่ถูกต้อง คือการปลูกฝังความเปิดใจ การทดลอง และการไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผลลัพธ์ยังไม่สมบูรณ์แบบ

จากการอบรม 100% สู่การสร้าง Community ที่ยั่งยืน

เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ SCBX ได้เริ่มต้นจากการวางฐานรากด้วยการฝึกอบรมการใช้งาน Copilot ให้กับพนักงานครบ 100% ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การจัดอบรมในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรในระยะยาว สิ่งที่ SCBX ทำควบคู่กันไปคือการ สร้าง Community ภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่

  1. การคัดสรร Best Practice: เฟ้นหาตัวอย่างพนักงานที่นำ AI ไปใช้แก้ Pain Point ในงานจริงจนเกิดผลลัพธ์ที่ดี
  2. เปิดพื้นที่แชร์ความรู้ (Democratize Knowledge): ให้พนักงานเหล่านั้นมาถ่ายทอดเทคนิคและประสบการณ์ตรงให้เพื่อนร่วมงานฟัง
  3. สร้างแรงกระตุ้นจากภายใน: การเห็นเพื่อนร่วมงานในสายงานเดียวกันใช้ AI แล้วทำงานได้เร็วขึ้นหรือดีขึ้น จะสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตามกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่รูปแบบใหม่ของฝ่ายบริหารและ HR ในการรวบรวมและกระจายความรู้นี้ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร

การทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่การเป็น AI-First ของ SCBX สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการสะสมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หรือการทำโครงการทดลองนับร้อยในห้องแล็บ หากแต่เกิดจากการมี วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การวางโครงสร้างที่จับต้องได้ และการพา "คน" ในองค์กรก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน

ข้อมูลจาก Session: AI-First in Action: Inside an Enterprise AI Transformation ในงาน Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะเรื่อง AI Native ครั้งแรก จากปากของ Dr. Kai-Fu Lee เมื่อ “สติปัญญา” กลายเป็นของฟรี ที่ใคร ๆ ก็มีและเอาไปใช้ต่อยอดได้

สรุปคีย์โน้ต Kai-Fu Lee ใน Techsauce Global Summit 2026 ถอดรหัสหนังสือ AI Native เจาะลึกการปรับโครงสร้างองค์กรยุคใหม่ รู้จัก DRI และทางรอดคนทำงานเมื่อสติปัญญากลายเป็นของฟรี...

Responsive image

DeepSeek ลดราคา API เสาร์ อาทิตย์ ถูกลงครึ่งหนึ่ง แต่วันทำงานยังคิดราคาแบบเดิม

DeepSeek เลิกแยกช่วงพีคในวันเสาร์อาทิตย์ คิดค่าเรียกใช้ API ในเรตช่วงเวลาไม่พีคตลอดทั้งวัน มีผลตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2026 หลังปรับโครงสร้างราคาใหม่พร้อมเปิดตัว V4 Pro เมื่อสัปดาห์ก่อน...

Responsive image

Alibaba Moonshot AI เตรียมเก็บส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทที่เอา AI ไปทำธุรกิจแล้วมีรายได้สูง

Alibaba ปล่อยน้ำหนักโมเดล Qwen3.8-Max แบบ Open-weight ให้ดาวน์โหลดฟรีบน Hugging Face แต่ธุรกิจที่นำไปให้บริการต่อและมีรายได้ถึงเกณฑ์ ต้องทำสัญญาเชิงพาณิชย์และแบ่งรายได้กลับ เดินตาม...