World Labs เปิดตัว Atlas ภาพถ่ายใบเดียว สร้างฉาก 3 มิติทั้งฉาก สั่งมุมกล้องได้ทุกองศา

World Labs สตาร์ทอัพของคุณ Fei-Fei Li เปิดตัว Atlas เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 โมเดลที่รับภาพถ่ายเข้าไปเพียงใบเดียว แล้วสร้างฉากรอบตัวออกมาเป็นวิดีโอยาวสูงสุด 1 นาทีที่ความละเอียด 1440p โดยผู้ใช้กำหนดเองได้ว่าจะให้กล้องเคลื่อนไปทางไหน องศาไหน เร็วแค่ไหน และยังพ่นข้อมูลรูปทรง 3 มิติของฉากนั้นออกมาให้เอาไปใช้งานต่อได้ด้วย

สิ่งที่ทำให้ Atlas ต่างจากโมเดลสร้างวิดีโอทั่วไปอยู่ที่คำว่าโมเดลโลก (World Model) ซึ่งหมายถึงโมเดลที่ไม่ได้เรียนรู้แค่ว่าภาพถัดไปควรมีหน้าตาอย่างไร แต่เรียนรู้ว่าโลกมีโครงสร้างเชิงพื้นที่แบบไหน วัตถุแต่ละชิ้นวางอยู่ตรงไหนสัมพันธ์กัน และฉากจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเวลาเดินหน้า World Labs เรียก Atlas ว่าเป็นโมเดลแบบ Omni เพราะฝึกมาตั้งแต่ต้นให้ทำงานกับข้อความ ภาพ วิดีโอ และข้อมูล 3 มิติ ในสถาปัตยกรรมเดียว แทนที่จะต้องต่อโมเดลเฉพาะทางหลายตัวเข้าด้วยกัน

การเปิดตัวครั้งนี้มาในจังหวะที่โมเดลโลกกลายเป็นสนามแข่งใหม่ต่อจาก Large Language Model (LLM) Google DeepMind มี Genie 3 ที่ปั้นฉากให้คนเดินสำรวจได้แบบเรียลไทม์ Nvidia ดัน Cosmos เป็นฐานผลิตข้อมูลฝึกหุ่นยนต์ ส่วนคุณ Yann LeCun ก็ลาออกจาก Meta ไปตั้ง AMI Labs เพื่อทำ AI ที่เข้าใจฟิสิกส์โดยเฉพาะ ด้าน World Labs เองระดมทุนไปแล้ว 1.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดคือรอบ Series B มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อกุมภาพันธ์ 2026 นำโดย Autodesk ที่ควักเอง 200 ล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าบริษัทขึ้นไปแตะ 5 พันล้านดอลลาร์

สั่งกล้องได้ทุกองศา โดยไม่ต้องพิมพ์อธิบาย

โมเดลวิดีโอส่วนใหญ่คุมมุมกล้องผ่านคำสั่งข้อความ ซึ่งได้ผลแบบหยาบ ๆ เท่านั้น Atlas เลือกอีกทาง คือรับตำแหน่งและมุมกล้อง (Camera Pose) เข้าไปเป็นข้อมูลชนิดหนึ่งโดยตรง ผู้ใช้จึงวางเส้นทางกล้องได้เองทีละเฟรม

ในตัวอย่างที่ World Labs โชว์ Atlas ได้ภาพหุ่นยนต์ริมสระว่ายน้ำไปใบเดียว แล้วสร้างฉากทั้งฉากขึ้นมาใหม่ ทั้งด้านหลังของหุ่นยนต์ที่กล้องไม่เคยเห็น และสนามหญ้าข้างสระที่โมเดลเดาเอาจากความรู้เรื่องโลกที่สะสมมาระหว่างฝึก

ความสามารถที่ต่อยอดจากตรงนี้คือสิ่งที่บริษัทเรียกว่าบริบทเชิงพื้นที่ (Spatial Context) หลักการคล้าย LLM ที่เข้ารหัสข้อมูลนำเข้าทั้งหมดเป็นบริบทก่อนจะสร้างคำตอบ ต่างกันตรงที่ภาพแต่ละใบของ Atlas ถูกตรึงไว้กับพิกัดในพื้นที่ 3 มิติ ผลคือผู้ใช้หยิบภาพสองใบที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมาวางคนละมุมของพื้นที่ แล้วให้โมเดลสร้างโลกที่เชื่อมสองภาพนั้นเข้าหากันได้ ตัวอย่างที่ปล่อยออกมามีทั้งประตู ทางเดิน และซอกมุมที่โมเดลคิดขึ้นเองเพื่อร้อยฉากทางเดินสถานีรถไฟให้ไปบรรจบกับห้องจัดเลี้ยง

พอรวมการคุมกล้องเข้ากับการจัดวางบริบทเชิงพื้นที่ ก็ได้วิดีโอยาวที่คุมทิศทางได้ทุกช็อต World Labs อธิบายจุดนี้ว่าเป็นการย้ายผู้ใช้จากคนที่รอลุ้นผลจากตู้เกม มาเป็นคนที่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับและจัดฉากเอง

Atlas ยังสร้างภาพนิ่งและภาพพาโนรามา 360 องศาจากข้อความล้วนได้ ทำตามคำสั่งซับซ้อน เขียนตัวอักษรลงในภาพ และไล่สไตล์ภาพได้หลากหลาย แม้บริษัทจะย้ำว่าการสร้างภาพไม่ใช่เป้าหมายหลักของโมเดลตัวนี้

ยิ่งป้อนภาพเข้าไปมาก โมเดลก็ยิ่งเดาน้อยลง

อีกโจทย์ที่ Atlas ทำได้คือการประกอบสถานที่จริงขึ้นมาใหม่จากภาพถ่ายไม่กี่ใบ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สแกนราคาแพงหรือถ่ายภาพเป็นร้อยมุมแบบวิธีเดิม World Labs มองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของปัญหาการสังเคราะห์มุมมองใหม่จากภาพจำนวนน้อย (Novel View Synthesis) ซึ่งเป็นโจทย์พื้นฐานที่วงการคอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) แก้กันมาหลายสิบปี

กลไกที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนภาพกับความแม่นยำ เมื่อป้อนภาพน้อย โมเดลจะเติมส่วนที่มองไม่เห็นด้วยจินตนาการของตัวเอง แต่ยิ่งป้อนภาพเข้าไปมาก บริบทก็ยิ่งแน่น และโมเดลก็ยิ่งเดาน้อยลง ตัวอย่างหนึ่งเริ่มจากภาพสวนใบเดียวแล้วให้โมเดลสร้างมุมมองจากมุมสูง ผลที่ได้ตรงกับสวนจริง แต่ตัวบ้านรอบข้างเป็นของที่โมเดลคิดขึ้นเองทั้งหมด พอเติมภาพกระท่อมข้างสวนเข้าไปใบที่สอง กระท่อมก็ปรากฏถูกที่ และเมื่อเติมภาพบ้านหลังหลักเป็นใบที่สาม ฉากทั้งฉากจึงตรงกับของจริง

World Labs ระบุว่า Atlas ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับสถานที่จริงได้ตั้งแต่ป้อนภาพเพียงสองถึงสามใบ และรับภาพเข้าบริบทเชิงพื้นที่ได้เกินร้อยใบสำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง อีกตัวอย่างคือลานกลางของ Stanford ที่ทีมงานไล่เติมภาพจากสองใบไปจนถึงยี่สิบห้าใบ ทั้งหมดถ่ายจากระดับพื้น แต่โมเดลสร้างเส้นทางกล้องที่ลอยขึ้นไปมองทั้งวิทยาเขตจากมุมสูงได้ และไม่ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางกล้องกี่รอบ ฉากที่ได้ก็ยังคงเส้นคงวาเหมือนเดิม

ผลลัพธ์ไม่ได้จบที่วิดีโอ แต่ออกมาเป็นไฟล์ 3 มิติ

งานสายหุ่นยนต์ เกม ออกแบบ และเทคนิคพิเศษด้านภาพ (Visual Effects) ต้องการไฟล์ 3 มิติจริง ๆ ไม่ใช่แค่ภาพเคลื่อนไหว จุดนี้ Atlas ทำได้เพราะออกแบบมาให้ทำงานกับแผนที่ความลึก (Depth Map) ควบคู่ไปกับภาพตั้งแต่แรก

จากภาพใบเดียว โมเดลจะสร้างมุมมองใหม่พร้อมประเมินรูปทรงของแต่ละมุมไปพร้อมกัน ส่วนวิดีโอของสถานที่จริงก็ถูกแปลงเป็นความลึกทีละเฟรมแล้วรวมกันเป็นแบบจำลอง 3 มิติ ได้ผลลัพธ์เป็นกลุ่มจุดในสามมิติ (Point Cloud) ซึ่งบอกโครงร่างของฉากได้ แต่ยังเอาไปใช้งานต่อลำบาก Atlas จึงเติมช่องว่างที่เหลือแล้วแปลงต่อเป็น 3D Gaussian Splat ซึ่งเป็นวิธีเก็บฉาก 3 มิติด้วยกลุ่มจุดเบลอที่ซ้อนทับกันจนได้ภาพสมจริง และเรนเดอร์บนเครื่องผู้ใช้ได้ที่ความละเอียดและอัตราเฟรมสูง นี่คือรูปแบบข้อมูลเดียวกับที่ Marble ผลิตภัณฑ์ตัวปัจจุบันของบริษัทใช้อยู่ ทำให้ Atlas เสียบเข้าไปแทนที่เครื่องยนต์เดิมได้ทันที

หยุดเวลากลางฉาก ด้วยมือถือบนขาตั้งไม่กี่ตัว

Atlas เข้าใจทั้งโครงสร้างของพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงตามเวลา สองอย่างนี้รวมกันเปิดทางให้กับงานเทคนิคพิเศษด้านภาพที่เดิมต้องลงทุนหนัก

เทคนิคหยุดเวลาแล้วหมุนกล้องรอบตัวนักแสดง แบบที่ผู้ชมคุ้นจากภาพยนตร์ The Matrix ปกติต้องใช้สตูดิโอที่ติดกล้องเรียงเป็นวงหลายสิบตัว แต่ Atlas ทำได้จากฟุตเทจของกล้องเพียงสามถึงห้าตัว โดยประกอบฉากขึ้นมาก่อน แล้วผู้ใช้ค่อยเลือกมุมกล้องใหม่ทีหลัง คลิปตัวอย่างที่ปล่อยออกมาไม่ได้ถ่ายโดยช่างภาพมืออาชีพ แต่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือและกล้องแอ็กชันของทีมวิศวกรและนักวิจัย ตั้งบนขาตั้งกับแคลมป์ที่ยัดใส่เป้ใบเดียวได้

ห้องทดลองหุ่นยนต์ที่เกิดจากวิดีโอมือถือ 24 เฟรม

ฝั่งหุ่นยนต์คือจุดที่ Atlas ต่อยอดได้ไกลที่สุด และเป็นเหตุผลที่ World Labs ซื้อกิจการ SceniX สตาร์ทอัพด้านการจำลองสภาพแวดล้อมสำหรับหุ่นยนต์ของสองอาจารย์จาก Columbia University ไปเมื่อกรกฎาคม 2026

โจทย์ที่เรียกว่า Real-to-Sim หรือการถอดสภาพแวดล้อมจริงมาเป็นสนามฝึกเสมือน ต้องการมากกว่าแค่แบบจำลองของห้อง เพราะเมื่อหุ่นยนต์เคลื่อนที่ ระบบต้องผลิตภาพสีและข้อมูลความลึกที่เซนเซอร์ของหุ่นยนต์จะเห็นตลอดเส้นทางด้วย ซึ่ง Atlas ผลิตทั้งสองอย่างออกมาจากโมเดลเดียวกัน ในตัวอย่างที่โชว์ ทีมงานถ่ายวิดีโอสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่สองแห่งด้วยโทรศัพท์มือถือ ใช้เพียงแห่งละ 24 เฟรมในการประกอบฉาก แล้วจำลองหุ่นยนต์หลายแบบเดินไปตามเส้นทางต่าง ๆ ทั้งที่การสแกนพื้นที่ระดับนี้เคยต้องพึ่งอุปกรณ์ราคาแพง

งานหยิบจับวัตถุยากกว่านั้นอีกขั้น เพราะต้องจำลองด้วยว่าวัตถุขยับและปะทะกันอย่างไร Atlas สร้างสถานการณ์เหล่านี้จากคลิปสั้น ๆ ที่ถ่ายแบบไม่ต้องจัดฉาก ครอบคลุมทั้งวัตถุแข็ง วัตถุที่มีข้อต่อ และวัตถุนิ่ม จากนั้นจึงสลับวัตถุ เปลี่ยนตำแหน่ง ปรับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ เปลี่ยนแสงและฉากหลังได้ตามต้องการ ซึ่งแปลว่าได้ข้อมูลฝึกและสนามทดสอบที่หลากหลายในปริมาณมากโดยไม่ต้องกลับไปถ่ายใหม่

สถาปัตยกรรมที่ยืมของดีจากทั้งสองฝั่ง

World Labs เรียกสถาปัตยกรรมของ Atlas ว่า Multimodal Autoregressive Diffusion Transformer ซึ่งเป็นการหยิบแนวคิดจากทั้งฝั่ง LLM และฝั่งโมเดลวิดีโอมารวมกัน

คำว่า Multimodal คือการรองรับข้อมูลหลายชนิดโดยกำเนิด ตอนนี้ครอบคลุมข้อความ ภาพ ตำแหน่งกล้อง และแผนที่ความลึก โดยวิดีโอถูกมองเป็นลำดับของภาพ ส่วน Autoregressive คือการสร้างผลลัพธ์ทีละชิ้นโดยอ้างอิงจากสิ่งที่สร้างไปแล้ว ซึ่งทำให้โมเดลตัวเดียวรับงานได้หลากหลาย เพราะแต่ละงานคือลำดับข้อมูลคนละแบบเท่านั้น สำหรับ Diffusion โมเดลใช้เทคนิค Rectified Flow ที่ค่อย ๆ ลบสัญญาณรบกวนออกจนได้ภาพ ข้อดีคือปรับสมดุลระหว่างความเร็วกับคุณภาพได้ด้วยการเพิ่มลดจำนวนรอบ และ Transformer คือโครงสร้างหลักที่ประกอบด้วยการคูณเมทริกซ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเข้ากันดีกับชิปรุ่นใหม่

ผลพลอยได้จากการเลือกสถาปัตยกรรมลูกผสมแบบนี้คือ Atlas ดึงเทคนิคเร่งความเร็วจากทั้งสองโลกมาใช้ได้ ทั้งการแคชค่ากลางระหว่างประมวลผล (KV Caching) และการกระจายภาระการประมวลผลแบบที่วงการ LLM ใช้กันอยู่ ไปจนถึงการกลั่นโมเดล (Distillation) และการปรับตารางสัญญาณรบกวนที่มาจากฝั่งโมเดลภาพและวิดีโอ

เอาชนะโมเดลเฉพาะทางในสองสนามวัดผล

เพราะ Atlas ทำงานหลายอย่าง จึงไม่มีสนามวัดผลเดียวที่ครอบคลุมได้ทั้งหมด World Labs เลยเลือกวัดสองโจทย์หลัก

โจทย์แรกคือการสร้างภาพตามเส้นทางกล้องที่กำหนด ทีมงานให้แต่ละโมเดลรับภาพหนึ่งใบพร้อมเส้นทางกล้องแบบภาพยนตร์หนึ่งถึงสามจังหวะ โดย Atlas รับเส้นทางกล้องเป็นข้อมูลโดยตรง ส่วนโมเดลวิดีโออื่นที่ไม่รองรับรูปแบบนี้ใช้การบรรยายเส้นทางเป็นข้อความด้วยศัพท์การถ่ายทำมาตรฐาน แล้วให้ผู้ประเมินภายนอกตัดสินว่าโมเดลไหนเดินกล้องตรงตามที่สั่งมากกว่า ผลออกมาว่า Atlas ชนะโมเดลวิดีโอรุ่นใหม่ และช่องว่างยิ่งถ่างออกเมื่อเส้นทางกล้องซับซ้อนขึ้น

โจทย์ที่สองคือการประกอบ 3 มิติจากภาพจำนวนน้อย ซึ่งเป็นสนามที่มีโมเดลเฉพาะทางลงแข่งเยอะ ทั้ง Depth Anything 3, MapAnything และตระกูล VGGT ผลคือ Atlas ทำค่าความคลาดเคลื่อนได้ต่ำกว่าโมเดลโอเพนซอร์สที่ดีที่สุดในกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นโมเดลอเนกประสงค์ ไม่ได้ฝึกมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

World Labs ยังบอกด้วยว่าระหว่างพัฒนา ทีมงานไล่ฝึกโมเดลหลายขนาดตามลำดับ และพบว่าทุกครั้งที่เพิ่มขนาดกับพลังประมวลผล โมเดลจะปลดล็อกความสามารถใหม่ที่รุ่นเล็กกว่าทำไม่ได้ จึงมั่นใจว่าโมเดลโลกรุ่นถัดไปของบริษัทจะเก่งขึ้นอีกมากตามการขยายสเกล

Atlas เปิดให้ใช้งานแบบ Early Access กับพันธมิตรที่คัดเลือกแล้วเท่านั้น โดยผู้สนใจยื่นขอสิทธิ์เข้าใช้ได้ผ่านหน้าเว็บของบริษัท ซึ่ง World Labs ยังไม่ประกาศกำหนดการเปิดใช้งานทั่วไป แต่ยืนยันว่า Atlas จะเป็นเครื่องยนต์เบื้องหลัง Marble เวอร์ชันถัดไปและผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัท บทพิสูจน์จริงจึงอยู่ที่ตอนเปิดกว้าง เมื่อผู้ใช้ภายนอกได้ลองทำซ้ำผลลัพธ์ชุดนี้กับสถานที่และโจทย์ของตัวเอง

ที่มา: World Labs, SiliconANGLE, TechCrunch, Seedtable

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เศรษฐกิจปี 2030 ใน 3 ฉากทัศน์ AI: Anthropic ไล่เรียงอนาคตผ่าน 4 อาชีพ พยาบาล โปรแกรมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และช่างไฟฟ้า

The Anthropic Institute เปิดรายงานและเครื่องมือจำลองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึงปี 2030 ใน 3 ฉากทัศน์ AI พร้อมไล่เรียงอนาคต 4 อาชีพ พยาบาล โปรแกรมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และช่างไฟฟ้า ว่าใครถูกเสร...

Responsive image

Anthropic เดือดจนออก Report แฉโมเดลจีนลอกวิชา Claude ผ่านแชทกว่า 200 ล้านชุดในไม่กี่เดือน Alibaba ทำไป 151 ล้านครั้ง หนักสุดในทุกค่าย

สรุปรายงานช็อกวงการ AI เมื่อ Anthropic แฉหลักฐาน Claude โดนแอบ "รีดสมอง" ไปฝึกโมเดลจีนกว่า 200 ล้านครั้ง เจาะลึกเทคนิคหลอกแปลภาษา และเปิดสถิติการยิง API จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Aliba...

Responsive image

ฟีเจอร์ใหม่ Apple Watch เพิ่ม Siri Recap บันทึกเสียงรอบตัว และใช้ AI ประมวลผล ส่งไปเก็บในแอป Siri

Apple เปิดตัวฟีเจอร์ AI ใหม่บน Apple Watch อย่าง Siri Recap และ Live Rewind ช่วยดักฟังและสรุปบทสนทนาประชุมให้อัตโนมัติ ปลุกกระแส Productivity คนทำงาน พร้อมจุดประเด็นความกังวลด้าน P...