AI อ่านทุกสิ่งที่มีบนโลก แต่ไม่รู้ว่า ‘แก้วตกพื้นแล้วจะแตก’ เมื่อโลกกำลังก้าวจาก LLM สู่ World Model เม็ดเงินลงทุนจะไหลไปที่ไหนบ้าง

เตรียมตัวพบกับ ทิพทัต เจนณวาสิน General Partner จาก The Venture Reality Fund จะเดินทางมาร่วมเป็นหนึ่งใน Speaker คนสำคัญที่จะขึ้นพูดในงาน Techsauce Global Summit 2026 ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4oj3hKB 

--------------------------------------

เดือนกุมภาพันธ์ 2026 วงการเทคโนโลยีต้องสั่นสะเทือนเมื่อ World Labs สามารถปิดรอบระดมทุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมียักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ออกแบบอย่าง Autodesk ลงทุนเดี่ยวไปถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงเป็น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทันที 

และถัดมาเพียงแค่เดือนเดียว AMI Labs ของ Yann LeCun ก็ประกาศปิดรอบระดมทุน 1,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มูลค่า pre-money สูงถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีชื่อของ Nvidia, Samsung, Sea, Temasek และ Toyota Ventures ร่วมลงเงินกันอย่างพร้อมหน้า

สิ่งที่น่าทึ่งคือทั้งสองบริษัทนี้ยังไม่มีแม้กระทั่งสินค้าขายให้คนทั่วไป ไม่มีแอปพลิเคชันให้กดดาวน์โหลด และไม่มีระบบสมาชิกรายเดือน แต่นักลงทุนระดับโลกกลับยินดีจ่ายเงินรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 60 วัน คำตอบเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ซับซ้อน เพราะสิ่งที่ทั้ง บริษัท 2 กำลังขายคือแนวคิดเดียวกันที่เรียกว่า World Model

จากยุคที่ AI อ่านออก สู่ยุคที่ AI ต้องมองเห็น

หากย้อนกลับไปในปี 2023 สมรภูมิหลักของวงการ AI คือการแข่งขันสร้าง Large Language Model หรือ LLM เพื่อให้โมเดลฉลาดขึ้น ตอบคำถามได้เฉียบคม และเขียนโค้ดได้แม่นยำ ทุกค่ายต่างทุ่มกำลังสอนให้ AI อ่านออกและเข้าใจโครงสร้างภาษา 

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 บทสนทนาของโลกเทคโนโลยีได้เปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง

Fei-Fei Li นักวิจัย AI ระดับตำนานผู้ปูทางให้วงการ computer vision และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ก่อตั้ง World Labs ได้เขียนบทความยาวในชื่อ From Words to Worlds โดยสรุปใจความสำคัญไว้ว่า spatial intelligence is as critical as, and complementary to, language intelligence หรือความเข้าใจด้านพื้นที่นั้นมีความสำคัญไม่แพ้ความเข้าใจด้านภาษา และทั้งสองส่วนต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การแข่งขันกัน

ลองจินตนาการภาพตามว่า LLM เรียนรู้จากตัวอักษรนับล้านล้านคำจนสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าคำไหนควรอยู่ต่อจากคำไหน แต่ตัวมันกลับไม่เคยรู้เลยว่าถ้าปล่อยแก้วน้ำหลุดมือลงพื้น แก้วจะแตกกระจายไปในทิศทางใด หรือหากต้องเดินอ้อมโซฟาไปหยิบของ จะต้องเลี้ยวด้วยมุมกี่องศา World Model จึงเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการสอนให้ AI เข้าใจมิติเหล่านี้ ทั้งฟิสิกส์ พื้นที่ ระยะทาง และผลลัพธ์ของการกระทำในโลก 3 มิติ ซึ่งเป็นความรู้ชุดที่ข้อมูลข้อความบริสุทธิ์ไม่มีวันสอนได้

2 แนวคิด แต่เป้าหมายเดียวกัน

ถ้าว่าด้วยเรื่องการแข่งขันเพื่อสร้าง World Model ในปี 2026 ได้แตกออกเป็น 2 สายหลักอย่างชัดเจน

โดยสายแรก คือ ค่ายสร้างโลกให้มองเห็น ที่มุ่งเน้นการสร้างภาพและพื้นที่สามมิติอันสมจริงเพื่อตอบโจทย์สายงานสร้างสรรค์ ทางด้าน World Labs ได้เปิดตัวโมเดลชื่อ Marble ที่สามารถรับคำสั่งข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ แล้วเนรมิตออกมาเป็นโลกสามมิติที่มนุษย์สามารถเดินเข้าไปสำรวจได้ ขณะที่ Google DeepMind ปล่อย Genie 3 ที่สร้างโลกโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ 24 เฟรมต่อวินาทีจากข้อความสั้น ๆ 

ซึ่ง Fei-Fei Li ได้นิยามงานกลุ่มนี้ว่าเป็น Renderer พร้อมระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าโมเดลวิดีโอชื่อดังอย่าง Sora, Runway หรือ Kling ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน คือเน้นสร้างภาพที่สวยงาม แต่เบื้องหลังยังไม่ได้เข้าใจหลักฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นจริง

อีกสายหนึ่ง คือ ค่ายสร้างโลกให้เข้าใจ ซึ่งเน้นการคำนวณผลลัพธ์ของการกระทำอย่างแม่นยำ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์และรถยนต์ไร้คนขับ ฝั่ง Nvidia ได้เปิดตัว Cosmos มาตั้งแต่ต้นปี 2025 และปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วมากกว่า 2 ล้านครั้ง เนื่องจากเป็นโมเดลแบบเปิดที่ทีมพัฒนาหุ่นยนต์สามารถนำไปตั้งบนเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้งานได้ทันที

ส่วน Yann LeCun ที่ตัดสินใจก้าวออกจาก Meta มาตั้ง AMI Labs ก็ได้เดินหน้าผลักดันแนวคิด JEPA หรือ Joint Embedding Predictive Architecture ที่เขาศึกษามาหลายปี โดยวางหลักการไม่ให้ AI ทำนายรายละเอียดทีละพิกเซลเหมือนโมเดลวิดีโอทั่วไป แต่เปลี่ยนไปให้ AI เรียนรู้ความสัมพันธ์เชิงนามธรรมของสิ่งต่าง ๆ ในโลกก่อน ซึ่งคล้ายคลึงกับวิธีที่สมองมนุษย์ประเมินว่าลูกบอลจะกลิ้งไปทางไหนโดยไม่จำเป็นต้องนึกภาพจำลองขึ้นมาทีละเฟรม

แม้ทั้งสองค่ายจะแข่งขันกันคนละสนาม แต่เป้าหมายปลายทางคือเรื่องเดียวกัน นั่นคือการพา AI ออกมาจากหน้าจอแชทเพื่อให้อยู่อาศัยและทำงานในโลกจริงได้

ใครกำลังได้อานิสงส์ ใครต้องปรับตัว

เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่สายนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องวิจัย แต่กำลังส่งแรงกระเทือนออกเป็นวงกว้าง กระทบวงในสุดอย่างกลุ่มทุนที่เคยปักหลักกับเทคโนโลยี VR และ AR มาก่อน กองทุนที่เคยจำกัดตัวเองอยู่แค่ตลาดเกม VR หรือแอปพลิเคชัน AR ขนาดเล็ก ตอนนี้ได้เห็นโอกาสในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เพราะทักษะและเทคโนโลยีพื้นฐานอย่างการจับภาพสามมิติ (Gaussian Splatting) หรือการสร้างสิ่งแวดล้อมเสมือน ได้กลายมารวมเป็นทักษะเดียวกันกับที่ World Model ต้องใช้พอดี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ The Venture Reality Fund กองทุนระดับโลกที่มุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัประยะเริ่มต้นด้าน Spatial Intelligence และ Spatial Computing 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา The Venture Reality Fund ได้เฟ้นหาและพิจารณาสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมนี้มาแล้วกว่า 10,000 ราย และตัดสินใจเลือกลงทุนไปมากกว่า 60 บริษัท ไม่ว่าจะเป็น Beat Games ผู้สร้างเกม VR ยอดฮิตอันดับหนึ่งอย่าง Beat Saber ซึ่งถูก Meta ซื้อกิจการไปในที่สุด หรือ Apprentice โซลูชัน AR สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยาที่เข้ามาช่วยเร่งกระบวนการผลิตวัคซีนโควิดหลายชนิดในช่วงวิกฤต และล่าสุดกองทุนนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ลงเงินสนับสนุนนวัตกรรม World Foundation Model อย่าง World Labs และ AMI อีกด้วย

เราจะเห็นว่าปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2026 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทดสอบ LLM รอบใหม่ที่แค่อัปเกรดชื่อโมเดล แต่มันคือจุดก้าวข้ามสำคัญเมื่อคนทั้งวงการยอมรับร่วมกันว่าเทคโนโลยีด้านภาษาได้เดินทางมาถึงขีดจำกัดของมันแล้ว หากต้องการให้ AI ก้าวไปอีกขั้นเพื่อช่วยขับรถ ช่วยประกอบสินค้าในโรงงาน หรือช่วยสร้างโลกเสมือนจริงที่มนุษย์เข้าไปอยู่อาศัยได้ ตัว AI จะต้องได้รับการฝึกฝนในรูปแบบเดียวกับที่มนุษย์เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการลองผิดลองถูกกับสเปซ พื้นที่ และแรงโน้มถ่วง แทนที่จะจมอยู่กับการอ่านข้อความในหนังสือเพียงอย่างเดียว

สนามแข่งขันในเวลานี้จึงไม่ใช่การประชันว่าใครจะสร้างแชทบอทได้ชาญฉลาดที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นการชิงชัยว่าใครจะสามารถเนรมิตโลกจำลองที่สมจริงที่สุดได้ก่อนกัน เพราะผู้ชนะในสนามนี้จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานว่าหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ไร้คนขับ และโลกเสมือนแห่งอนาคตจะถูกหล่อหลอมและขับเคลื่อนด้วยกฎฟิสิกส์รูปแบบใด 

แม้คำว่า World Model อาจยังฟังดูไม่คุ้นหูคนทั่วไปเท่ากับ ChatGPT หรือ Gemini แต่สายธารเงินหมื่นล้านที่ไหลทะลักเข้ามาภายในเวลาเพียงปีเดียว ก็เป็นสิ่งยืนยันชั้นดีว่านี่คือสมรภูมิแห่งใหม่ที่ทุกค่ายเทคโนโลยีต้องเข้าจับจองพื้นที่ให้ได้ก่อนใคร

อ้างอิง: a16z.news, time, worldlabs.ai, amd, techcrunchvoicesofvr

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Anthropic ปรับใหญ่ เตรียมเปิด ‘Auto Mode’ บน Claude Code เป็นค่าเริ่มต้น ย้ำปลอดภัยกว่ามนุษย์รีวิวเองถึง 6 เท่า

Anthropic ประกาศเปิดใช้งาน 'Auto Mode' บน Claude Code เป็นค่าเริ่มต้น 14 ส.ค. นี้ ชูผลทดสอบปลอดภัยกว่ามนุษย์รีวิวเองถึง 6 เท่า พร้อมระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหลแน่นหนา...

Responsive image

Meta เปิดตัว Muse Code AI เขียนโค้ดตัวแรก พัฒนาโดย Alexandr Wang

Meta เปิดตัว Muse Code เอไอเขียนโค้ดตัวแรกของบริษัทเพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง Anthropic และ OpenAI...

Responsive image

ซีอีโอ Hugging Face เตือน ‘การกระจุกตัวของอำนาจ’ คือความเสี่ยงที่ใหญ่สุดของวงการ AI

โมเดล AI ของ OpenAI หลุด Sandbox ไปแฮก Hugging Face เอง Clement Delangue ซีอีโอ Hugging Face เผยบทเรียน ชี้ 'Concentration of Power' คือความเสี่ยงใหญ่สุดของวงการ และทำไมโมเดล Open-...