Yann LeCun นักวิจัย AI ระดับตำนานและหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ AI ออกโรงวิจารณ์กระแส ‘AI แย่งงานมนุษย์’ ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการเทคโนโลยี โดยเฉพาะคำเตือนจากบรรดา CEO ที่คาดการณ์ว่า AI อาจเข้ามาแทนแรงงานจำนวนมาก ซึ่งเขามองว่าเป็นการสร้าง ‘ความตื่นตระหนกเกินจริง’ และกำลังส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อสภาพจิตใจของคนรุ่นใหม่ที่กำลังวางแผนอนาคตการศึกษาและอาชีพของตัวเอง

Yann LeCun ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยี Deep Learning และผู้ได้รับรางวัล Turing Award ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า คนไม่ควรเชื่อคำพูดของผู้บริหารบริษัท AI มากเกินไป เพราะบริษัทเหล่านั้นมีผลประโยชน์โดยตรงในการทำให้เทคโนโลยีของตัวเองดูทรงพลังและเปลี่ยนโลกได้มากที่สุด
เขาระบุว่า ปัจจุบันมีนักเรียนมัธยมจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง หลังอ่านข่าวว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานมนุษย์ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ในอนาคต โดยเขามองว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้หลายคนตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง
“อย่าฟัง CEO มากเกินไป” เขากล่าว พร้อมแนะนำให้ฟังมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มากกว่า เพราะหลายฝ่ายยังไม่เชื่อว่า AI จะทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในสาย White-collar หายไปจำนวนมหาศาลในเร็ว ๆ นี้ เขายังสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยและเลือกเส้นทางอาชีพที่ตัวเองสนใจ แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวเรื่อง AI มาขัดขวางอนาคต
แม้ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจะเริ่มลดพนักงานโดยอ้างถึง 'ประสิทธิภาพจาก AI' แต่ภาพของ “มหาวิกฤตตกงานจาก AI” ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงในระดับที่หลายคนกังวล
ข้อมูลจาก ZipRecruiter ระบุว่า 77% ของบัณฑิตจบใหม่ปี 2025 สามารถหางานได้ภายใน 3 เดือนหลังเรียนจบ เพิ่มขึ้นจาก 63.3% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราว่างงานของคนอายุ 20-24 ปีในสหรัฐฯ ก็ลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่อง AI ยังเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจของ Gallup พบว่า 31% ของคน Gen Z มีความรู้สึก 'กังวลหรือโกรธ' ต่อการพัฒนา AI เพิ่มขึ้นจาก 22% เมื่อปีก่อน
โดยเฉพาะเมื่อผู้นำในอุตสาหกรรมอย่าง Dario Amodei จาก Anthropic หรือ Mustafa Suleyman จาก Microsoft ออกมาเตือนว่า AI อาจเข้ามาแทนงาน White-collar ระดับเริ่มต้นจำนวนมากภายในไม่กี่ปี
LeCun มองว่า AI ไม่ได้แตกต่างจากการปฏิวัติเทคโนโลยีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต หรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน แต่เป็นเพียง 'เครื่องมือใหม่' ที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มากกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมดในระยะสั้น
อ้างอิง: Fortune
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด