ทุกครั้งที่มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมเมืองไทย บทสนทนาเรื่องทางออกของประเทศมักวนกลับไปหาโมเดลความสำเร็จของประเทศอย่าง เนเธอร์แลนด์ กับมหานครแห่งเขื่อนกั้นทะเล, ญี่ปุ่น กับอภิมหาอุโมงค์ยักษ์ หรือสิงคโปร์ กับเขื่อนปากอ่าว Marina Barrage ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งปราการกั้นน้ำและแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค
แต่มีอีกประเทศหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกยกมาเป็น Use Case ทั้งที่ตัวเลขของเขาน่าสนใจไม่แพ้ใคร

ในปี 2024 รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของไทยเราอยู่ที่ประมาณ 260,000 บาท
ในขณะที่คนบังกลาเทศมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ราว 90,000 บาท
พูดง่าย ๆ คือคนบ้านเรามีเงินในกระเป๋ามากกว่าเขาถึง 3 เท่าตัว
แต่ในการรักษาชีวิตมนุษย์จากภัยพิบัติ บังกลาเทศกลับทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ด้วยการลดอัตราการเสียชีวิตจากพายุไซโคลนลงได้กว่า 100 เท่าในรอบ 40 ปี
คำถามที่น่าคิดไม่ใช่ว่าเขาซื้อเทคโนโลยีอะไรมาใช้ แต่คือ “ประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่าเราหลายเท่า ทำเรื่องนี้สำเร็จได้อย่างไร?” และทำไมบทเรียนของพวกเขา อาจใกล้ตัวและตอบโจทย์ประเทศไทย มากกว่า
https://www.britannica.com/event/Bangladesh-cyclone-of-1991
ถ้าลองกางสถิติคนเสียชีวิตจากพายุใหญ่ในบังกลาเทศ เราจะเห็นตัวเลขที่แทบไม่อยากเชื่อสายตา
ย้อนไปปี 1970 พายุไซโคลนโบลาซัดเข้าฝั่งบังกลาเทศ ครั้งนั้นมีคนตายไปล่วงหน้าถึง 500,000 คน กลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถัดมาอีก 20 ปี ในปี 1991 พายุใหญ่ก็ยังคร่าชีวิตคนไปเกือบ 150,000 คน
นั่นคือจุดที่บังกลาเทศบอกกับตัวเองว่าพอที แล้วลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองใหม่ทั้งหมด
ผลลัพธ์ปรากฏชัดในอีกหลายปีต่อมา พายุไซโคลนซิดร์ ถล่มปี 2007 คนตายลดลงเหลือราว 4,000 คน และพอมาถึงพายุไซโคลนอำพัน ในปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อ่าวเบงกอล บังกลาเทศกลับมีผู้เสียชีวิต ไม่ถึง 30 คน เพราะพวกเขาสามารถพาคนกว่า 2 ล้านคนอพยพออกไปนอนในที่ปลอดภัยได้ทันก่อนพายุลูกใหญ่จะถล่มเข้าฝั่ง
พายุไม่ได้อ่อนกำลังลงเลยแม้แต่น้อย ความเสียหายต่อบ้านเรือนก็ยังคงมี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงคือ “คนไม่ต้องสังเวยชีวิตให้กับพายุอีกต่อไป”
ต่อให้เรามีเรดาร์ราคาแพงหรือดาวเทียมที่แม่นยำแค่ไหน แต่มันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคำเตือนเหล่านั้นไปไม่ถึงชาวประมงที่ออกเรืออยู่กลางทะเล หรือคุณยายที่นั่งอยู่คนเดียวในบ้านไม้ริมน้ำ
ในวงการภัยพิบัติ เขาเรียกปัญหานี้ว่า Last Mile หรือ "ระยะทางช่วงสุดท้าย" มันคือช่องว่างกว้างใหญ่ระหว่างคำเตือนภัยจากส่วนกลาง ไปถึงการตัดสินใจลุกขึ้นเก็บของแล้วเดินออกจากบ้านของชาวบ้านจริง ๆ
บังกลาเทศอุดช่องว่างนี้ด้วยวิธีที่ธรรมดามาก (จนคุณอาจนึกไม่ถึง) แต่ก็ทรงพลังมากเช่นเดียวกัน นั่นคือโครงการอาสาสมัครเตือนภัย (CPP) ที่ไม่ได้เน้นเทคโนโลยีแพง ๆ แต่เน้นใช้ทุนทางสังคมหรือความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่
พวกเขามีอาสาสมัครในหมู่บ้านมากกว่า 70,000 คน กระจายอยู่ตามชายฝั่ง คนเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากเมืองหลวง แต่เป็นคนในพื้นที่ที่ชาวบ้านรู้จักและไว้วางใจอยู่แล้ว พอมีสัญญาณเตือน พ่อบ้านแม่อยู่ในหมู่บ้านจะถือโทรโข่ง ลำโพงพกพา และไซเรนมือถือ เดินกวาดไปตามตรอกซอกซอยเพื่อเคาะประตูแจ้งข่าวด้วยภาษาบ้าน ๆ และช่วยพาลูกเล็กเด็กแดงไปที่ปลอดภัย
ที่น่าสนใจมากคือ บังกลาเทศบังคับให้ชุดอาสาสมัครต้องมีผู้หญิงครึ่งหนึ่ง เพราะเวลาเกิดภัยพิบัติ ผู้หญิงและเด็กมักเป็นกลุ่มที่อพยพยากที่สุด การให้อาสาสมัครผู้หญิงเข้าไปพูดคุยเคาะประตู จึงช่วยให้การพาคนออกจากบ้านทำได้นุ่มนวล เข้าใจความกังวล และประสบความสำเร็จสูงมาก
มีคำเตือนที่ดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย ถ้าชาวบ้านเดินออกจากบ้านแล้วไม่รู้จะหนีไปนอนที่ไหน
แทนที่จะทุ่มเงินมหาศาลสร้างอาคารหลบภัยขนาดยักษ์ทิ้งไว้เฉย ๆ เพื่อรอวันพายุเข้า บังกลาเทศคิดแก้โจทย์นี้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Dual-use Architecture หรือการทำอาคารให้ใช้งานได้สองทาง
หลังพายุใหญ่ปี 1991 รัฐบาลเร่งสร้างอาคารคอนกรีตแข็งแรงทนทานนับพันแห่งตามแนวชายฝั่ง โดยในวันธรรมดาทั่วไป อาคารพวกนี้คือ โรงเรียนประถม ให้เด็ก ๆ มานั่งเรียนหนังสือ แต่ในวันที่มรสุมเข้า อาคารเรียนเหล่านี้จะถูกแปลงสภาพเป็นศูนย์หลบภัยไซโคลนทันที
งบประมาณก้อนเดียวกัน ได้ทั้งที่เรียนหนังสือของลูกหลานในยามปกติ และกลายเป็นที่พึ่งพิงช่วยชีวิตของคนทั้งชุมชนในยามวิกฤต โดยไม่ต้องสร้างตึกทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับ
อีกบทเรียนสุดว้าวที่บังกลาเทศเอามาปรับใช้กับเรื่องน้ำท่วม คือแนวคิดที่เรียกว่า Anticipatory Action (การช่วยเหลือล่วงหน้า)
คิดดูปกติเวลาเกิดน้ำท่วม ความช่วยเหลือมักจะมาตอนไหน? คำตอบคือ “หลังน้ำลดแล้ว” เสมอ
ถุงยังชีพ เงินเยียวยา มาตอนที่บ้านพังไปแล้ว หรือบางทีก็สายเกินไปจนชาวบ้านหมดตัว บังกลาเทศเลยร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศมาผูกกับระบบโอนเงินมือถือ พอพยากรณ์เห็นชัด ๆ ว่าน้ำจะท่วมแน่ในอีกไม่กี่วัน ระบบจะโอนเงินช่วยเหลือเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของชาวบ้านทันที โดยไม่ต้องรอให้น้ำท่วมจริง
ในการทดลอง เงินช่วยเหลือถูกส่งถึงมือชาวบ้านล่วงหน้า 4 วันก่อนที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุด
ผลการประเมินอิสระจากข้อมูลกว่า 9,000 ครัวเรือนพบว่า ครอบครัวที่ได้เงินก่อนน้ำมา มีโอกาสอดอาหารทั้งวันน้อยกว่า 36% มีโอกาสอพยพสมาชิกในบ้านและปศุสัตว์ได้มากกว่า และสามเดือนหลังน้ำท่วมยังกินได้ดีกว่า สูญเสียทรัพย์สินน้อยกว่า และต้องกู้เงินดอกเบี้ยแพงน้อยกว่า
เงินแค่นับพันบาทที่ไปถึงล่วงหน้าแค่ไม่กี่วัน เปลี่ยนชีวิตคนได้มหาศาล ชาวบ้านมีเงินไปซื้ออาหารสำรอง มีเงินจ้างรถย้ายวัวย้ายควาย และพาคนแก่หนีน้ำได้ทัน ผลวิจัยออกมาพบว่า ครอบครัวที่ได้เงินก่อนน้ำมา มีอัตราการอดอาหารลดลง ทรัพย์สินเสียน้อยลง และพอผ่านภัยพิบัติไป พวกเขาก็ไม่ต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดมาประทังชีวิตเหมือนเคย
เงินเท่ากัน แต่จ่ายเร็วขึ้นไม่กี่วัน ผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับดิน
หันกลับมามองบ้านเรา มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมชะงัก ชิปและชิ้นส่วนรถยนต์ขาดแคลนไปทั่วโลก แน่นอนว่าไทยเรายังคงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ
แต่ถ้ามองในมุมการเซฟชีวิตคน จุดสลบของไทยเราก็ยังคงอยู่ที่ Last Mile หรือระยะทางช่วงสุดท้ายอยู่ดี
ลองนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่แม่สายเมื่อปี 2567 เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ออกมาพูดตรง ๆ ผ่านสื่อว่า ประกาศเตือนภัยจากส่วนกลางเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค และตัวเลขปริมาณน้ำฝน ที่ชาวบ้านอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าสรุปมันรุนแรงแค่ไหน แม้ผู้ใหญ่บ้านจะช่วยประกาศต่อ แต่เมื่อข้อความมันไม่ชัดเจน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เลยเลือกระวังภัยไว้ก่อนในระดับต่ำ ไม่ยอมย้ายรถ ไม่ยอมออกจากบ้าน รู้ตัวอีกทีคือน้ำทะลักเชี่ยวจนออกจากบ้านไม่ได้แล้ว
นี่คือปัญหา Last Mile เรื่องเดียวกับที่บังกลาเทศเคยเจอเป๊ะ ๆ และเริ่มลงมือแก้มาตั้งแต่ 50 ปีก่อน
และสิ่งที่น่าสนใจจากกรณีของบังกลาเทศ ไม่ใช่การบอกว่าวิธีของเขาดีที่สุดหรือนำมาใช้ทดแทนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด เพราะบริบททางกายภาพและสังคมของแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่บังกลาเทศสะท้อนให้เห็น คือภาพสะท้อนของการออกแบบระบบจัดการภัยพิบัติโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง ผ่านกรอบความคิดหลัก ๆ ที่พวกเขานำมาใช้ เช่น
เราไม่จำเป็นต้องเลิกมองเนเธอร์แลนด์หรือญี่ปุ่น เพราะโครงสร้างขนาดใหญ่อื่น ๆ ยังจำเป็นสำหรับการปกป้องเศรษฐกิจ แต่ถ้าเป้าหมายคือ “การรักษาชีวิตของผู้คน” บังกลาเทศพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้ประเทศร่ำรวยก่อนถึงจะเริ่มทำได้
ในวันที่พายุอำพันพัดเข้าฝั่งเมื่อปี 2020 คนกว่า 2 ล้านคนในบังกลาเทศสามารถเดินออกจากบ้านไปนอนในศูนย์หลบภัยได้อย่างปลอดภัย นั่นคือ Last Mile ที่ทำงานได้จริง และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราสามารถเริ่มสร้างได้ตั้งแต่วันนี้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด