IMAX ต่างจากโรงหนังปกติอย่างไร? เจาะเทคโนโลยีทั้งระบบ ตั้งแต่ฟิล์มเฟรมยักษ์ถึงเสียง 12 แชนแนล

ตรงหน้าตู้จองตั๋วในโรงภาพยนตร์ หลายคนเคยเจอวินาทีลังเลแบบเดียวกัน นั่นคือรอบ IMAX ราคาจะสูงกว่ารอบปกติเกือบเท่าตัว ทั้งที่เป็นหนังเรื่องเดียวกัน เวลาฉายก็ใกล้เคียงกัน แล้วส่วนต่างนั้นจ่ายไปเพื่ออะไรกันแน่? 

คำถามนี้ถูกพูดถึงมากกว่าเดิมในสัปดาห์นี้ เมื่อ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่อง เข้าฉายท่ามกลางกระแสตั๋วรอบพิเศษที่ขายหมดล่วงหน้าเป็นปี

คำตอบที่สั้นที่สุดคือ IMAX ไม่ใช่แค่จอที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นระบบปิดที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่กล้องและฟิล์มฟอร์แมตเฉพาะ เครื่องฉายที่จดสิทธิบัตรเอง จอและโครงสร้างโรงที่คำนวณด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ระบบเสียงที่ออกแบบลำโพงเอง ไปจนถึงกระบวนการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรม ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปรับไฟล์หนังมาตรฐานมาฉายด้วยเครื่องฉายเดี่ยวบนจอที่เล็กกว่ากันหลายเท่า และนี่คือความแตกต่างทีละชั้น ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ฟิล์ม 15/70 เฟรมใหญ่กว่าหนังทั่วไป 10 เท่า จุดกำเนิดความคมชัดระดับ 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งสี

ความหมกมุ่นกับขนาดของภาพอยู่ในตัวบริษัทนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีชื่อด้วยซ้ำ คำว่า IMAX ถือกำเนิดขึ้นบนกระดาษรองจานในร้านอาหารฮังการีแห่งหนึ่งที่เมือง Montreal เมื่อทีมผู้ก่อตั้งบริษัทสัญชาติแคนาดานั่งระดมชื่อใหม่ หลังทนายแจ้งว่าชื่อเดิมอย่าง Multivision จดเครื่องหมายการค้าไม่ได้ พวกเขาวนเวียนอยู่กับแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' หรือ Maximum Image ก่อนพลิกคำจนได้ชื่อ IMAX ตามที่ Graeme Ferguson หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเล่าไว้ผ่าน No Film School และแนวคิดนั้นก็ถูกแปลงเป็นของจริงตั้งแต่ต้นทาง ด้วยฟอร์แมตฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์

เอกสารทางเทคนิคของ IMAX ระบุว่าระบบที่เรียกว่า 15/70 ใช้ฟิล์ม 70mm วิ่งผ่านกล้องและเครื่องฉายในแนวนอน โดยหนึ่งเฟรมกินความยาว 15 รูหนามเตย (Perforation) ทำให้พื้นที่รับภาพต่อเฟรมใหญ่กว่าฟิล์ม 35mm ที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปใช้กันมาตลอดราว 10 เท่า และใหญ่กว่าฟิล์ม 70mm แบบวิ่งแนวตั้งปกติราว 3 เท่า พื้นที่ฟิล์มที่มากกว่า แปลตรงตัวเป็นรายละเอียดภาพที่มากกว่า โดย Y.M.Cinema Magazine รายงานว่า IMAX ระบุว่าฟิล์มหนึ่งเฟรมเก็บข้อมูลภาพได้ราว 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งช่องสี สูงกว่ากล้องดิจิทัลระดับท็อปของวงการที่ยังอยู่แถว 8K

อีกความต่างที่คนดูสัมผัสได้ทันทีคือสัดส่วนภาพ (Aspect Ratio) หนังฟอร์มยักษ์ในโรงปกติมักฉายด้วยสัดส่วนกว้างแบน 2.39:1 แต่ฟิล์ม IMAX ให้ภาพในสัดส่วน 1.43:1 ที่สูงเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาพจึงกินพื้นที่การมองเห็นในแนวตั้งมากกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่ฉากภูเขา มหาสมุทร หรืออวกาศในภาพยนตร์ของผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan จึงให้ความรู้สึกโอบล้อมแบบที่จอปกติทำไม่ได้

เครื่องฉายที่ดูดฟิล์มด้วยสุญญากาศ สู่ยุคเลเซอร์ 4K สองเครื่องยิงพร้อมกัน

ฝั่งเครื่องฉายคือจุดที่ IMAX ลงทุนหนักที่สุด เครื่องฉายฟิล์มดั้งเดิมใช้เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรชื่อ Rolling Loop ซึ่งวางฟิล์มแต่ละเฟรมลงบนหมุดตรึงตำแหน่ง แล้วใช้ระบบสุญญากาศดูดฟิล์มให้แนบสนิทกับชิ้นเลนส์ด้านหลังเพื่อความคมชัดสูงสุด พร้อมชัตเตอร์แบบเปิดรับแสง 68% ที่ส่งผ่านแสงได้มากกว่าชัตเตอร์ 50% ของเครื่องฉายทั่วไปราวหนึ่งในสาม ผลคือภาพที่ทั้งคมและสว่างพอจะเลี้ยงจอขนาดมหึมาได้

เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล IMAX เปิดตัวระบบ IMAX Digital ในปี 2008 ที่ใช้เครื่องฉายความละเอียด 2K สองเครื่องยิงภาพซ้อนกัน ก่อนยกระดับครั้งใหญ่ด้วย IMAX with Laser ที่เปลี่ยนจากหลอดไฟ Xenon มาเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ จับคู่เครื่องฉายแบบ Digital Light Processing (DLP) ความละเอียด 4K สองเครื่อง และตัดปริซึมที่เป็นคอขวดของระบบเดิมออก ทำให้ได้ภาพที่สว่างกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม Digital Cinema Initiatives (DCI) ราว 50% ขอบเขตสี (Color Gamut) กว้างขึ้นถึงระดับ Rec. 2020 พร้อมรองรับอัตราเฟรมสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังฉายด้วยเครื่องเดี่ยวความละเอียด 2K หรือ 4K จากหลอด Xenon บนมาตรฐานความสว่างพื้นฐาน

จอสูงได้เท่าตึก 8 ชั้น กับโรงที่ออกแบบด้วยงานวิจัย ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมติดจอ

จอ IMAX ขนาดเฉลี่ยกว้าง 22 เมตร สูง 16 เมตร ขณะที่จอโรงภาพยนตร์ทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่กว้าง 16 เมตร สูงราว 6 เมตร เท่ากับว่าพื้นที่จอต่างกันหลายเท่าตัว และเอกสารของ IMAX ระบุว่าจอบางแห่งสูงได้ถึงระดับตึก 8 ชั้น ใหญ่ขนาดที่วาฬบนจอปรากฏตัวเท่าขนาดจริง จุดประสงค์ของขนาดนี้ไม่ใช่ความอลังการเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ภาพล้นเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้าง (Peripheral Vision) ของผู้ชม จนสมองรู้สึกว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงมากกว่ากำลังมองกรอบสี่เหลี่ยม

โครงสร้างโรงก็ต่างกันตั้งแต่พิมพ์เขียว IMAX มีทีมวิจัยเรขาคณิตของโรงภาพยนตร์ (Theatre Geometry) โดยเฉพาะ ที่นั่งไล่ระดับชันกว่าโรงปกติอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้หัวแถวหน้าบังจอ แถวที่นั่งทั้งหมดขยับเข้าใกล้จอมากกว่าปกติเพราะความละเอียดภาพสูงพอที่นั่งใกล้แล้วภาพไม่แตก และจอโค้งรับสายตาเล็กน้อยเพื่อให้ทุกที่นั่งได้ระยะมองที่สม่ำเสมอ ต่างจากโรงทั่วไปที่มักออกแบบห้องก่อนแล้วค่อยหาจอมาติด

เสียง 12 แชนแนลที่ออกแบบลำโพงเอง กับการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรมทุกเรื่อง

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือหนังทุกเรื่องที่เข้าฉายโรง IMAX ไม่ได้นำไฟล์เดียวกับโรงปกติมาฉายบนจอใหญ่ แต่ผ่านกระบวนการรีมาสเตอร์เฉพาะที่เรียกว่า Digital Media Remastering (DMR) ซึ่งปรับแต่งภาพใหม่ทุกเฟรมให้เหมาะกับจอยักษ์ พร้อมยกเครื่องระบบเสียงใหม่ทั้งหมดภายใต้การดูแลของผู้กำกับหนังเรื่องนั้นๆ เพื่อให้สิ่งที่ขึ้นจอตรงกับวิสัยทัศน์ของคนทำหนังมากที่สุด

ฝั่งระบบเสียง IMAX ออกแบบทั้งการประมวลผลสัญญาณ แอมพลิฟายเออร์ และตัวลำโพงเองทั้งหมด โดยโรงระบบ IMAX with Laser ใช้ระบบเสียง 12 แชนแนลที่เพิ่มลำโพงด้านข้างและลำโพงเหนือศีรษะอีก 4 จุด สร้างมิติเสียงแบบสามมิติที่ออกแบบมาแข่งกับระบบ Dolby Atmos โดยตรง ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังใช้ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1 หรือ 7.1 แชนแนลเป็นมาตรฐาน

ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ก็ขึ้นจอ IMAX ได้ แต่เห็นภาพไม่เท่ากัน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหนังทุกเรื่องบนจอ IMAX ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ความจริงคือกล้องฟิล์ม IMAX แท้มีอยู่หยิบมือเดียวในโลก IMAX จึงเปิดโครงการ Filmed for IMAX ในปี 2020 เพื่อรับรองกล้องดิจิทัลระดับสูงอย่าง Sony VENICE ที่ใช้ถ่าย Top Gun: Maverick รวมถึงตระกูล ARRI Alexa 65 และ Panavision DXL2 ให้ถ่ายทำภายใต้มาตรฐานที่ IMAX ควบคุม ผลที่คนดูได้รับคือหนังกลุ่มนี้ฉายบนจอ IMAX ด้วยสัดส่วน 1.90:1 ซึ่ง DTS พันธมิตรด้านเสียงของ IMAX อธิบายว่าให้ภาพมากกว่าเวอร์ชันจอกว้างปกติสูงสุด 26% หมายความว่าผู้ชมได้เห็นพื้นที่ภาพด้านบนและด้านล่างมากกว่าฉบับที่ฉายในโรงทั่วไป ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

ส่วนประสบการณ์ขั้นสูงสุดคือภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX จริงในสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ซึ่งปีนี้มีหมุดหมายสำคัญคือ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่องผ่านกล้องรุ่นใหม่ Keighley แต่โรงที่ฉายฟิล์ม 15/70 ได้จริงมีจำนวนจำกัดมาก 

เมื่อ The Odyssey เปิดจองตั๋วรอบแรกกลางปี 2025 มีโรงที่พร้อมฉายเพียง 26 แห่งใน 5 ประเทศตามรายงานของ CineD ก่อนที่ IMAX และเครือโรงภาพยนตร์จะทยอยติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จนขยับมาอยู่ที่ 41 แห่งใน 7 ประเทศเมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ครอบคลุมสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก และฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเพิ่งได้โรงฟิล์ม IMAX แห่งแรกที่ Pathé Odysseum เมือง Montpellier ซึ่งติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะตามประกาศของ Pathé ตัวเลขทั้งหมดนี้ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโรง IMAX ระบบดิจิทัลและเลเซอร์ราว 1,800 จอใน 90 ประเทศ

สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ได้ โดยโรง IMAX ในไทยทั้ง 10 สาขาในเครือ Major Cineplex ฉายภาพได้สูงสุดที่สัดส่วน 1.90:1 แม้บางสาขาอย่าง Paragon Cineplex และ Major Cineplex รัชโยธิน จะมีจอโครงสร้างสัดส่วน 1.43:1 ตกทอดมาจากยุคที่เคยเป็นโรงฉายฟิล์ม IMAX 70mm ก็ตาม แต่เนื่องจากเครื่องฉายเลเซอร์ที่ติดตั้งในปัจจุบันรองรับสูงสุดที่ 1.90:1 ผู้ชมในไทยจึงได้ชม The Odyssey ผ่านระบบเลเซอร์ ซึ่งยังคงได้เปรียบโรงปกติทั้งขนาดจอ สัดส่วนภาพ ความสว่าง และระบบเสียง

เหตุผลที่ภาพยนตร์บางเรื่องควรได้รับชมในระบบ IMAX สักครั้ง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ IMAX ยังคงเติบโตแม้ค่าตั๋วจะสูงกว่ารอบฉายปกติ คือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อจอ IMAX ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายทำ ผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan วางเฟรมภาพ จัดองค์ประกอบ และเลือกสถานที่ถ่ายทำโดยยึดจอสัดส่วนสูงเป็นหลัก การรับชมภาพยนตร์กลุ่มนี้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไปจึงหมายถึงการได้เห็นเพียงบางส่วนของภาพที่ผู้สร้างตั้งใจบันทึกไว้ ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

อีกปัจจัยหนึ่งคือประสบการณ์การรับชมที่อุปกรณ์ภายในบ้านยังทดแทนไม่ได้ ภาพที่ครอบคลุมเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้างจนผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ผสานกับระบบเสียงที่ปรับแต่งมาเฉพาะโรงแต่ละแห่ง คือคุณสมบัติที่โฮมเธียเตอร์ในปัจจุบันยังเทียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้จะชัดเจนที่สุดกับภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยตรง หรืออยู่ในโครงการ Filmed for IMAX ขณะที่ภาพยนตร์ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก ความแตกต่างอาจไม่มากพอจะคุ้มกับส่วนต่างของราคา

สำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความแตกต่างนี้ด้วยตัวเอง The Odyssey ซึ่งกำลังเข้าฉายทั่วโลก นับเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดในรอบหลายปี ในฐานะภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ตลอดทั้งเรื่อง และเป็นบทพิสูจน์ว่าแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' ที่เริ่มต้นบนกระดาษรองจานเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน เดินทางมาไกลเพียงใด

ที่มา: No Film School, IMAX Technical Facts (IEEE), Engadget, Y.M.Cinema Magazine, CineD, DTS, Pathé

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Cecilia Shen คือใคร? รู้จักผู้ก่อตั้ง Utopai สตูดิโอ AI ที่หวังสร้างหนังท้าชนฮอลลีวูด

เดิมที AI ในวงการภาพยนตร์มักถูกมองว่าเป็นแค่ตัวช่วยเขียนบท ตัดต่อ หรือทำเอฟเฟกต์ให้เสร็จไวขึ้น แต่วันนี้มีสตาร์ทอัพที่คิดการใหญ่กว่านั้น พวกเขากำลังสร้าง 'สตูดิโอภาพยนตร์ AI' ที่สา...

Responsive image

จุดกำเนิด SK Hynix บริษัทที่ผ่านมา 3 แชโบล

ถอดบทเรียน SK Hynix จากบริษัทที่เกือบล้มละลาย 2 รอบ สู่ราชาชิป HBM ที่เบอร์หนึ่งอย่าง Nvidia ต้องง้อ ทำกำไรพุ่ง 415% จนโค่น Samsung และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ IPO ครั้งใหญ่ที่สุด...

Responsive image

การเดินทาง 25 ปีของ XBOX ธุรกิจที่เคยเกิดมาเพื่อสกัด PlayStation เพราะความกลัว

ซีอีโอใหม่ Xbox ยอมรับธุรกิจไม่แข็งแรง ขาดทุน 64 เซนต์ต่อทุกดอลลาร์ที่ลงทุน เดินหน้า Reset ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หั่นชั้นบริหารจาก 14 เหลือ 5 พร้อมย้อนดูจุดกำเนิด Xbox เคร...