จับตา IrisGo สตาร์ทอัพหน้าใหม่ ก่อตั้งโดยผู้สร้าง Siri ภาษาจีน สร้าง AI ที่จับตาทุกการกระทำบน PC เพื่อสร้าง Workflow โดยไม่ต้องพิมพ์สั่ง

ในยุคที่กระแส Generative AI เริ่มเปลี่ยนผ่านจากความตื่นเต้นในความสามารถระดับพื้นฐาน มาสู่การมองหาความสามารถในการทำงานได้จริง หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของคนทำงานออฟฟิศคือ แม้ว่า LLMs ในปัจจุบันจะฉลาดเพียงใด แต่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันก็ยังคงเต็มไปด้วยกระบวนการที่ต้องใช้แรงมือในการป้อนคำสั่งซ้ำ ๆ อยู่ดี

แต่จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าหากมี AI ที่คอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานของคุณอยู่เงียบ ๆ บนหน้าจอ เรียนรู้ขั้นตอนที่น่าเบื่อเหล่านั้น แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากสั่งเลยแม้แต่คำเดียว

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ IrisGo สตาร์ทอัพ Deep Tech น้องใหม่จากซิลิคอนแวลลีย์กำลังลงมือแก้ และความน่าสนใจของพวกเขาก็ร้อนแรงจนสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรอบ Seed Round มูลค่า 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย AI Fund ของ Andrew Ng เจ้าพ่อวงการ AI โลก พร้อมด้วยยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ Google มาร่วมลงขันตั้งแต่เริ่มต้น

บทความนี้ Techsauce จะพาทุกคนไปเจาะลึกเบื้องหลัง วิธีคิด และกลยุทธ์การเติบโตของ IrisGo ว่าทำไมสตาร์ทอัพรายนี้ถึงกำลังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็น Game Changer ตัวจริงในสมรภูมิ AI เดสก์ท็อป

IrisGo สตาร์ทอัพที่โตจากผู้สร้างระบบสั่งการ Siri

หัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพอยู่ที่ตัวผู้ก่อตั้ง และโปรไฟล์ของ Jeffrey Lai ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง IrisGo เพราะเขาคืออดีตวิศวกรซอฟต์แวร์มือดีจาก Apple ซึ่งผลงานชิ้นสำคัญของเขาก่อนหน้านี้คือการเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ร่วมพัฒนา Siri เวอร์ชันภาษาจีน

ประสบการณ์ในการทำงานกับระบบผู้ช่วยส่วนตัวระดับโลกทำให้เขามองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน นั่นคือ Reactive System ที่ระบบจะขยับก็ต่อเมื่อมนุษย์สั่งการด้วยเสียงหรือข้อความเท่านั้น

หลังจากก้าวออกมาตั้งสตาร์ทอัพของตัวเองที่พาโลอัลโต ไลได้ใส่กิมมิกที่สะท้อนถึงอดีตของเขาผ่านชื่อบริษัท เพราะคำว่า Iris หากลองสะกดถอยหลัง (S-I-R-I $\rightarrow$ I-R-I-S) ก็คือคำว่า Siri พอดิบพอดี ซึ่งเป็นนัยว่าเขาพร้อมแล้วที่จะสร้างระบบผู้ช่วยยุคใหม่ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเคยทำมา

‘ศิษย์เก่าสถาบันเดียวกัน’ แต้มต่อการโตก้าวกระโดด

ในซิลิคอนแวลลีย์ คอนเนกชันคือสะพานเชื่อมสู่โอกาส และสำหรับ IrisGo สะพานนั้นมีชื่อว่า Carnegie Mellon University (CMU) มหาวิทยาลัยระดับท็อปด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันเก่าของ Jeffrey Lai

Lai ใช้เครือข่ายคอนเนกชันศิษย์เก่านี้ในการเข้าถึงตัว Andrew Ng บุคคลระดับไอคอนของวงการ AI โลก ซึ่งเป็นศิษย์เก่า CMU เช่นกัน เพื่อขอเดโมตัวโปรแกรม Iris ให้ดูแบบตัวเป็นๆ

ด้วยเทคโนโลยีที่คิดมาอย่างถูกจุด Andrew Ng ไม่เพียงแต่ประทับใจ แต่ยังตัดสินใจให้ AI Fund ของเขาขึ้นเป็นผู้นำในการระดมทุนทันที ซึ่งการได้ชื่อของแอนดรูว์มาการันตีความน่าเชื่อถือ เปรียบเสมือนแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดให้ Nvidia และ Google โดดเข้าร่วมสนับสนุนในเวลาต่อมา 

ตอนนี้ IrisGo เปิด beta บน macOS และ Windows แล้ว และเพิ่งปิดดีล preinstallation กับ Acer

แนวคิดหลักของ IrisGo นั้นเรียบง่าย คือ AI ผู้ช่วยส่วนตัวบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่จดจำวิธีการทำงานของมนุษย์เพียงครั้งเดียว แล้วสามารถกดทำงานนั้นแทนให้โดยอัตโนมัติตลอดไป

โดยปกติเวลาเราใช้งาน AI ทั่วไป เราต้องคอยพิมพ์สั่งงานใหม่ทุกครั้ง แต่ IrisGo จะทำงานในลักษณะ "คอยสังเกตพฤติกรรมบนหน้าจอ" ของผู้ใช้ เช่น หากคุณทำกระบวนการกรอกเอกสาร ส่งใบแจ้งหนี้ หรือร่างอีเมลรูปแบบเดิมให้ระบบดูเพียงหนึ่งครั้ง IrisGo จะจดจำขั้นตอน วิธีคิด และตำแหน่งการคลิกทั้งหมดไว้ 

จากนั้นเมื่อต้องทำงานเดิมในครั้งต่อไป ตัว AI จะสามารถจัดการเปิดโปรแกรม กรอกข้อมูล และกดทำธุรกรรมแทนมนุษย์จนเสร็จสิ้นกระบวนการได้ทันที โดยเน้นประมวลผลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล ถือเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจาก AI ตั้งรับที่คอยให้เราสั่ง มาเป็น AI เชิงรุกที่ลงมือทำงานซ้ำซากในออฟฟิศแทนเรา

อ้างอิง: techcrunch

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Private Banker คืออะไร และทำไมคนรวยถึงต้องมีคนนี้คอยดูแล

Private Banker คืออะไร ทำงานอยู่ในโลกที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ดูแลพอร์ตหลักพันล้าน วางแผนมรดก และรู้จักลูกค้าลึกกว่าใครในชีวิต...

Responsive image

Obsidian แอปจดโน้ตที่มีพนักงานแค่ 8 คน แต่มีมูลค่าบริษัท 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Obsidian คือแอปจดโน้ตที่มีผู้ใช้กว่า 1.5 ล้านคน ทำรายได้ 25 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไม่รับเงินนักลงทุนแม้แต่ดอลลาร์เดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากการตัดสินใจครั้งเดียวในปี 2020 และป...

Responsive image

SMIC คือใคร? ทำไมโลกสั่งแบนแต่ดันโตกระโดด ขึ้นแท่นกระดูกสันหลังชิปจีน

ทำความรู้จัก SMIC กระดูกสันหลังเทคโนโลยีจีนที่ทั่วโลกพยายามปิดกั้น แต่กลับผงาดขึ้นแท่นผู้ผลิตชิปอันดับ 3 ของโลก พร้อมเจาะลึกความสำเร็จชิป 7nm ใน Huawei...