หากถามว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตอนนี้คืออะไร? คนส่วนใหญ่อาจนึกถึง Toyota หรือ SoftBank แต่คำตอบที่แท้จริงคือ KIOXIA (คิออคเซีย) ชื่อที่คนไทยกว่า 99% อาจไม่เคยได้ยิน และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์หลัง IPO เมื่อ 18 เดือนที่แล้ว ที่ดันให้บริษัทแห่งนี้ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ได้สำเร็จ

KIOXIA ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ หากย้อนกลับไปในปี 1987 Toshiba คือผู้คิดค้น NAND Flash Memory เป็นรายแรกของโลก (ชิปแบบเดียวกับที่อยู่ในสมาร์ตโฟน แล็ปท็อป และ SD Card ที่เราใช้กันทุกวัน) แต่ด้วยความที่ Toshiba เป็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจครอบจักรวาล ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แผนกหน่วยความจำจึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อ Westinghouse (บริษัทลูกที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐฯ) ล้มละลาย ทำให้ Toshiba ตกอยู่ในวิกฤตหนี้สินมหาศาล จนต้องจำใจเฉือนอวัยวะที่ล้ำค่าที่สุดทิ้ง นั่นคือการตั้งโต๊ะขาย แผนกหน่วยความจำ
กองทุน Private Equity ยักษ์ใหญ่อย่าง Bain Capital พร้อมกลุ่มนักลงทุน ได้เข้าซื้อกิจการนี้ไปด้วยมูลค่ากว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2019 ก็ได้รีแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ KIOXIA ซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า Kioku (記憶) ที่แปลว่า ความทรงจำ ในภาษาญี่ปุ่น
KIOXIA โฟกัสแค่สิ่งเดียวคือการผลิต NAND Flash Memory พวกเขาไม่ผลิตสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือทำบริการสตรีมมิงใดๆ ผลิตแค่ชิปเก็บข้อมูลเพียงชนิดเดียว แต่ชิปชนิดนี้คือ "โครงสร้างพื้นฐาน" ของโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน พีซี กล้องถ่ายรูป รถยนต์อีวี หรือ Data Center ขนาดยักษ์ ล้วนขาดมันไม่ได้
ปัจจุบัน KIOXIA ครองส่วนแบ่งตลาด NAND Flash ของโลกราว 14% และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายที่มีเทคโนโลยีระดับสูง สินค้าชูโรงของพวกเขาได้แก่
1. กระแส AI จุดระเบิดความต้องการหน่วยความจำมหาศาล
ก่อนหน้านี้ ความต้องการ NAND Flash มักพึ่งพาตลาดสมาร์ตโฟนและพีซีที่เริ่มอิ่มตัวและเติบโตช้า แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI Boom ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Data Center สำหรับ AI ต้องการหน่วยความจำมหาศาลแบบก้าวกระโดด เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บและดึงข้อมูลมาประมวลผลอย่างรวดเร็ว ชิป SSD จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
ทุกครั้งที่ Tech Giant ประกาศลงทุนทำ Data Center ระดับหมื่นล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงออเดอร์มหาศาลที่วิ่งเข้าหา KIOXIA โดยบริษัทคาดการณ์ว่าตลาด NAND จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 20-46% ต่อปี (ระหว่างปี 2025-2028)
2. Supply ตามไม่ทัน ดันราคาพุ่งกระฉูด
การสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ต้องใช้เวลาหลายปีและเงินลงทุนหลักพันล้านดอลลาร์ เมื่อความต้องการจาก AI พุ่งทะยานแบบฉับพลัน ฝั่งการผลิต (Supply) จึงเติบโตตามไม่ทัน ส่งผลให้ราคา NAND Flash พุ่งขึ้นถึง 2 เท่าภายในไตรมาสเดียว!
KIOXIA จึงกลายเป็นผู้กุมอำนาจในตลาด เป็นคนมีของที่ทุกคนแย่งกันซื้อ และสามารถกำหนดราคาเองได้ กว่าที่โรงงานใหม่ๆ ของคู่แข่งจะสร้างเสร็จและเติมของเข้าตลาดได้ก็ต้องรอถึงปี 2027-2028 นั่นแปลว่า KIOXIA จะยังคงมีอำนาจการตั้งราคาไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
เรื่องราวของ KIOXIA เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาคือบริษัทที่ ไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง แต่โลกเปลี่ยนวิถีมาหาเขาเอง KIOXIA ก้มหน้าก้มตาทำ NAND Flash มากว่า 30 ปี โดยไม่มีทางรู้เลยว่าวันหนึ่ง AI จะเข้ามาทำให้ชิปของพวกเขากลายเป็นขุมทรัพย์ที่คนทั้งโลกต้องการมากขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ธรรมชาติของธุรกิจ NAND Flash นั้นเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฏจักร Boom & Bust (ยุคเฟื่องฟูสลับยุคตกต่ำ) เมื่อความต้องการสูง ราคาพุ่ง ผู้ผลิตแห่สร้างโรงงานเพิ่ม ล้นตลาด ราคาดิ่ง กำไรหดหาย ซึ่งเป็นวงจรที่วนลูปซ้ำรอยมาตลอดทุกๆ 5-7 ปี
คำถามสำคัญคือ... อภิมหาความต้องการจากฝั่ง AI ในครั้งนี้ จะยิ่งใหญ่พอที่จะทำลายวัฏจักรเดิมๆ ทิ้งไปได้เลยหรือไม่? หรือท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมชิปก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิม?
อ้างอิง financecharts, thememoryguy, tradingkey, techtimes, quartr, finance.biggo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด