
ที่สำนักงานของ Moonshot AI ในย่านจงกวนชุน กรุงปักกิ่ง ห้องประชุมถูกตั้งชื่อตามวงร็อกในตำนานอย่าง Rolling Stones และ Led Zeppelin ขณะที่ชื่อบริษัทในภาษาจีน 月之暗面 แปลตรงตัวว่า 'ด้านมืดของดวงจันทร์' ซึ่งหยิบมาจากอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ของวง Pink Floyd โดยตรง เบื้องหลังรายละเอียดเหล่านี้คือชายที่ครั้งหนึ่งเคยฝันอยากเป็นนักร้องร็อกและกวีพเนจร แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก
ชายคนนั้นคือ Yang Zhilin (杨植麟) CEO ของ Moonshot AI บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวลานี้ หลังเพิ่งเปิดตัวโมเดล Kimi K3 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Open-weight ที่เปิดให้ดาวน์โหลดค่าน้ำหนัก (weights) ไปใช้เองได้ และมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการปล่อยออกมา ที่ 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ Kimi K3 ขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของตารางจัดอันดับ และทำผลงานถึงขั้นขึ้นอันดับหนึ่งบน LMArena Frontend Code Arena ซึ่งเป็นสนามวัดความสามารถด้านการเขียนโค้ดหน้าเว็บ แซงหน้าโมเดลระดับท็อปอย่าง Claude Fable 5 บทความนี้ชวนย้อนไปทำความรู้จักเส้นทางของ Yang ตั้งแต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้
Yang Zhilin เกิดเมื่อปี 1992 ที่เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ความหลงใหลในดนตรีร็อกและบทกวีติดตัวมาตั้งแต่วัยรุ่น โดยมีวง Pink Floyd และอัลบั้ม The Dark Side of the Moon เป็นงานโปรด ความชอบนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่กลับกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อบริษัทและวัฒนธรรมองค์กรในเวลาต่อมา
เส้นทางสายวิชาการของ Yang เริ่มฉายแววตั้งแต่มัธยม ด้วยการคว้ารางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการสายคอมพิวเตอร์ระดับมณฑล ก่อนจะเข้าเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย Tsinghua หนึ่งในสถาบันชั้นนำของจีน และสำเร็จการศึกษาในปี 2015 ภายใต้การดูแลของอาจารย์ Jie Tang นักวิจัยคนสำคัญที่ต่อมาได้ก่อตั้งบริษัท Z.ai เจ้าของโมเดลตระกูล GLM
ที่น่าสนใจคือช่วงเรียนอยู่ที่ Tsinghua ตัวของ Yang ยังได้ฟอร์มวงดนตรีร็อกร่วมกับ Zhou Xinyu เพื่อนที่ในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Moonshot AI ด้วยกัน
หลังจบจาก Tsinghua Yang เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ในสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาในปี 2019 โดยใช้เวลาเพียง 4 ปี ซึ่งเร็วกว่ามาตรฐานของสหรัฐฯ ราว 2 ปี ภายใต้การดูแลของสองนักวิจัยชื่อดังอย่างศาสตราจารย์ Ruslan Salakhutdinov และศาสตราจารย์ William Cohen
ระหว่างเรียน Yang ได้ฝึกงานกับทีมวิจัยระดับโลกทั้งที่ Google Brain โดยมี Quoc V. Le เป็นพี่เลี้ยง และที่ Meta AI Research (FAIR) ร่วมงานกับ Jason Weston รวมถึงมีผลงานวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัล Turing Award อย่าง Yoshua Bengio และ Yann LeCun
จุดที่ทำให้ชื่อของ Yang เป็นที่รู้จักในแวดวงการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) คือการเป็นผู้ร่วมเขียนงานวิจัยสำคัญสองชิ้น ได้แก่ Transformer-XL ที่เผยแพร่ในงาน ACL 2019 และ XLNet ที่เผยแพร่ในงาน NeurIPS 2019 หัวใจของงานทั้งสองชิ้นคือการแก้ปัญหาที่โมเดลภาษามักจะลืมข้อมูลที่อยู่ห่างออกไปในข้อความยาว ๆ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต่อมากลายเป็นรากฐานความคิดตลอดชีวิตการทำงานของ Yang โดยเฉพาะ XLNet ที่เสนอวิธีฝึกโมเดลแบบ Autoregressive จนเอาชนะข้อจำกัดของโมเดล BERT ในยุคนั้นได้ และมียอดการอ้างอิงทางวิชาการมากกว่า 9,000 ครั้ง
ความสามารถของ Yang เป็นที่ยอมรับจนบิ๊กเทคหลายรายพยายามดึงตัว ศาสตราจารย์ Salakhutdinov อาจารย์ที่ปรึกษาเก่า ถึงกับระบุผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่าลูกศิษย์คนนี้อัจฉริยะ และเล่าว่าหลังเรียนจบ Yang ถูกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แย่งตัวอย่างหนัก แต่เจ้าตัวมุ่งมั่นที่จะสร้างบริษัทของตัวเองมากกว่า
แทนที่จะปักหลักสร้างอาชีพในสหรัฐฯ ทั้งเส้นทางสายวิชาการหรือการเข้าทำงานกับบริษัทใหญ่ Yang กลับตัดสินใจเดินทางกลับประเทศจีนในปี 2019 ศาสตราจารย์ Salakhutdinov เล่าถึงคำพูดของลูกศิษย์ในทำนองว่า หากไม่ได้ลงมือทำสตาร์ทอัพ คงเสียใจไปตลอดชีวิต
อันที่จริง Yang ลงสนามธุรกิจมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยตั้งแต่ปี 2016 ระหว่างเรียนปริญญาเอก Yang ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Recurrent AI (循环智能) กับ Zhang Yutao และเพื่อนร่วมห้องปฏิบัติการ Knowledge Engineering ของ Tsinghua เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์บทสนทนางานขายให้องค์กร
หลังกลับจีน Yang ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการโมเดลขนาดใหญ่ระดับชาติหลายโครงการ ทั้งโมเดล PanGu ของ Huawei และโมเดล Wu Dao (悟道) ของสถาบัน Beijing Academy of Artificial Intelligence (BAAI) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ Yang ได้ลงมือสร้างโมเดลขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนที่กระแสโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) จะระเบิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อคลื่นของ Generative AI มาถึง Yang จึงตัดสินใจก่อตั้ง Moonshot AI ขึ้นในเดือนมีนาคม 2023 ที่กรุงปักกิ่ง ร่วมกับเพื่อนร่วมสถาบัน Tsinghua หลายคน ทีมผู้ก่อตั้งแกนหลักประกอบด้วยตัว Yang ในฐานะ CEO, Zhang Yutao ที่รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Recurrent AI มาด้วยกัน, Zhou Xinyu อดีตทีมงาน Megvii เจ้าของผลงานวิจัย ShuffleNet และ Wu Yuxin อดีตทีมงาน Meta AI Research ผู้สร้างเครื่องมือ Detectron2 และร่วมพัฒนางาน Group Normalization กับ Kaiming He การผสมผสานของทีมที่แข็งทั้งสายงานวิจัยโมเดลภาษาและสายการนำโมเดลไปใช้จริงบนอุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด กลายเป็นรากฐานสำคัญของบริษัท
ตัวตนความเป็นศิลปินของ Yang สะท้อนอยู่ในทุกอณูของบริษัท ชื่อภาษาจีน 月之暗面 หรือ Dark Side of the Moon มาจากอัลบั้มของ Pink Floyd ส่วนชื่อผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ 'Kimi' นั้นมาจากชื่อเล่นภาษาอังกฤษของตัว Yang เอง โดย Moonshot AI ถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน 'AI Tigers' หรือหกเสือปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่แข่งขันกันพัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า

แม้ Moonshot AI จะเป็นบริษัทน้องใหม่ แต่เป้าหมายที่ Yang วางไว้ตั้งแต่วันแรกคือการไปให้ถึงปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence หรือ AGI) โดย Yang มองว่าการทำเงินเชิงพาณิชย์เป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมายปลายทา
Yang เคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ว่าอยากให้ Moonshot AI เป็นบริษัทที่ผสมผสาน 'อุดมคติทางเทคโนโลยีแบบ OpenAI เข้ากับปรัชญาการทำธุรกิจแบบ ByteDance'
สิ่งที่ทำให้ Moonshot AI แตกต่างจากคู่แข่งในช่วงแรกคือการเดิมพันกับเรื่อง Long Context หรือความสามารถของโมเดลในการ 'จำ' และประมวลผลข้อความยาว ๆ ได้ในคราวเดียวโดยไม่สูญเสียรายละเอียด ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ Yang ทำวิจัยมาตั้งแต่ยุค Transformer-XL และ XLNet
Yang เชื่อว่าคุณค่าสูงสุดของผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์คือการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล และประวัติการสนทนาระหว่างผู้ใช้กับโมเดลนั่นเองคือกระบวนการปรับแต่งเฉพาะบุคคลที่ดีที่สุด ถึงขั้นให้ความเห็นว่าการปรับจูนโมเดล (fine-tuning) ไม่ควรจะต้องมีอยู่ในระยะยาว แนวคิดนี้สะท้อนหลักการทำงานของ Yang ที่ว่า หากปัญหาใดแก้ได้ด้วยการขยายสเกล ก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดค้นอัลกอริทึมใหม่ให้ซับซ้อน Yang เปรียบการมุ่งสู่ AGI ว่าเหมือนการเดินขึ้นภูเขาหิมะที่ไม่มีวันถึงยอด
ความเชื่อนี้ถูกนำมาใช้จริงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Moonshot AI เปิดตัวโมเดลแรกพร้อมผู้ช่วย Kimi ที่รองรับการป้อนข้อความภาษาจีนได้ถึง 200,000 ตัวอักษรในครั้งเดียว ซึ่งถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นในตลาดเวลานั้น และทำให้ Kimi ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับความนิยมที่สุดในจีน
เส้นทางของ Moonshot AI ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในช่วงต้นปี 2025 บริษัทต้องเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ เมื่อ DeepSeek เปิดตัวโมเดล R1 ในวันเดียวกับที่ Moonshot AI เปิดตัวโมเดล K1.5 แบบไม่เปิดเผยโค้ด กระแสความสำเร็จของ DeepSeek ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากหันหลังให้ Kimi
จุดนี้เองที่ Yang ตัดสินใจปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการลดการทุ่มงบการตลาดกับแชตบอตฝั่งผู้บริโภคทั่วไป แล้วหันไปโฟกัสที่ลูกค้าองค์กรและกลุ่มนักพัฒนา พร้อมกับตัดสินใจปล่อยโมเดลเรือธงรุ่นถัดไปเป็นแบบ Open-weight ผลลัพธ์คือการเปิดตัว Kimi K2 โมเดล Open-weight ขนาด 1 ล้านล้านพารามิเตอร์ ตามด้วย K2.5 ในเดือนมกราคม 2026 และมาถึง Kimi K3 ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ขยับขนาดขึ้นไปถึง 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ รองรับหน้าต่างบริบท (context window) ยาวถึง 1 ล้านโทเคน และประมวลผลได้ทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ
การกลับมาครั้งนี้ส่งผลต่อมูลค่าบริษัทอย่างชัดเจน จากการระดมทุนรอบ Series C ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลายปี 2025 ที่ประเมินมูลค่าบริษัทไว้ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไต่ขึ้นมาเป็นราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี 2026 และแตะระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบที่นำโดย Meituan โดยมีนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent หนุนหลัง ขณะที่รายได้ประจำต่อปี (Annual Recurring Revenue หรือ ARR) ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม 2026 และเพิ่มขึ้นเกิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายนปีเดียวกัน
ล่าสุดหลังการเปิดตัว Kimi K3 มีรายงานว่ามูลค่าบริษัทกำลังขยับเข้าใกล้ระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Moonshot AI ยังอยู่ระหว่างพิจารณาการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดย Moonshot AI ระบุว่าจะปล่อยค่าน้ำหนักของ Kimi K3 แบบเต็มรูปแบบภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถนำโมเดลระดับแนวหน้าไปติดตั้งใช้งานเองได้
เส้นทางจากเด็กที่ฝันอยากเป็นร็อกสตาร์ สู่นักวิจัยผู้อยู่เบื้องหลัง XLNet และมาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทที่กำลังท้าชนผู้เล่นระดับโลก จึงสะท้อนความเชื่อเดียวที่ Yang ยึดมั่นมาตลอด นั่นคือการเดิมพันกับ 'ความจำของ AI' ที่วันนี้ปรากฏผลออกมาเป็น Kimi K3
ที่มา: Business Insider, The Wire China, Center for Data Innovation, ChinaTalk, Yahoo Finance, MLQ.ai, Latent Space
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด