Obsidian แอปจดโน้ตที่มีพนักงานแค่ 8 คน แต่มีมูลค่าบริษัท 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ถ้าถามนักเขียน นักวิจัย หรือโปรแกรมเมอร์ที่จริงจังเรื่องการจัดการความคิด ชื่อที่ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้คือ Obsidian แอปจดโน้ตที่สร้างขึ้นบนแนวคิดว่าความคิดทุกชิ้นควรเชื่อมถึงกันได้ เหมือนใยแมงมุมที่ผู้ใช้ทอขึ้นมาเอง ปัจจุบันมีคนใช้งานมากกว่า 1.5 ล้านคนต่อเดือน และในวงการ knowledge management มันถูกพูดถึงในระดับเดียวกับ Notion หรือ Evernote

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

มีคนตั้งคำถามในกระทู้ Reddit ว่า ทำไม Obsidian ถึงมีพนักงานแค่ 8 คนกับแมว 1 ตัว ทั้งที่แอปจดโน้ตอื่นมีพนักงานหลักร้อยหลักพัน คำถามนี้ดูเหมือนสงสัยเรื่องขนาด แต่จริง ๆ แล้วมันชี้ไปที่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น เพราะ Obsidian ไม่ได้แค่เล็กกว่าคู่แข่ง แต่มันถูกออกแบบมาให้ไม่ต้องโตตั้งแต่ต้น

และนั่นเป็นผลมาจากการตัดสินใจครั้งเดียวในปี 2020

Obsidian ธุรกิจที่ไม่คิดจะ Scale

จุดเริ่มต้นของ Obsidian เกิดจาก Shida Li และ Erica Xu พวกเขารู้จักกันตั้งแต่เรียนที่ University of Waterloo ในแคนาดา และก่อนจะมาพัฒนา Obsidian ทั้งคู่เคยสร้าง Dynalist มาด้วยกันแล้ว ซึ่งเป็นแอปช่วยจัดระเบียบความคิดแบบลำดับชั้น หัวข้อใหญ่แตกออกเป็นหัวข้อย่อย ย่อยลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ คนที่ต้องการเรียบเรียงความคิดก่อนเขียนงานนิยมใช้กันมาก พูดง่าย ๆ คือทั้งคู่ไม่ใช่มือใหม่ในตลาดนี้

แต่สิ่งที่จุดประกาย Obsidian ไม่ใช่แรงบันดาลใจ มันกลับเป็นความผิดหวัง

เพราะในเดือนมีนาคม 2020 ช่วงที่โลกล็อกดาวน์ Shida กับ Erica นั่งอยู่บ้านพร้อมเวลาในมือมากกว่าปกติ ทั้งคู่ลองแอปจดโน้ตทุกตัวที่หาได้ ลองไปเรื่อย ๆ แล้วก็ผิดหวังซ้ำ ๆ ในแบบเดิม บางตัวเปิดช้า บางตัวใช้ไม่ได้ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่ปัญหาที่รับไม่ได้ที่สุดคือ ข้อมูลทั้งหมดไม่ใช่ของเรา

แอปจดโน้ตส่วนใหญ่ในยุคนั้นเก็บโน้ตไว้บน Server ของบริษัท ซึ่งหมายความว่าเราแค่เช่าพื้นที่เก็บความคิดของตัวเองจากบริษัทอื่น ถ้าวันไหนบริษัทตัดสินใจปิด ขึ้นราคา หรือเปลี่ยนนโยบาย เราก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ตอนนั้น Evernote กำลังสั่นคลอนพอดี แอปที่เคยเป็นมาตรฐานของวงการ ผู้ใช้ที่สะสมโน้ตไว้กับมันนานเป็นสิบปีเริ่มตระหนักว่าตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย Shida กับ Erica เห็นภาพนั้นแล้วตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่ง Obsidian ต้องปิดตัว ผู้ใช้จะเอาข้อมูลออกมาได้ไหม

คำตอบเดียวที่ยอมรับได้คือ ต้องได้

วิธีแก้ปัญหาของ Obsidian เรียบง่าย พวกเขาจะไม่แตะต้องข้อมูลของผู้ใช้เลย ทุกโน้ตต้องอยู่ในเครื่องของผู้ใช้เอง เก็บในรูปแบบที่เรียกว่า Plain Text หรือข้อความธรรมดาล้วน ๆ ไม่มีการเข้ารหัสพิเศษ ไม่ต้องใช้โปรแกรมเฉพาะเปิด แค่ Notepad ธรรมดาที่ติดมากับ Windows ทุกเครื่องก็เปิดได้ และจะยังเปิดได้อยู่แม้อีกยี่สิบปีข้างหน้า

การตัดสินใจนี้ดูเหมือนแค่เรื่องออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ผลของมันทะลุไปถึงโครงสร้างธุรกิจโดยตรง

ลองเปรียบกับ Notion ที่เก็บข้อมูลผู้ใช้ร้อยล้านคนไว้บน Server ของตัวเอง นั่นหมายความว่าต้องมีทีมวิศวกรดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง ทีมรักษาความปลอดภัยป้องกันข้อมูลรั่ว ทีม Support รับมือทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา ยิ่งผู้ใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็โตตาม ต้องระดมทุนเพิ่ม ต้องโตให้เร็วพอที่นักลงทุนจะได้คืน วงจรนี้ไม่มีวันหยุด

Obsidian ตัดวงจรนั้นออกตั้งแต่วันแรก ไม่มี Server ไม่มีค่าใช้จ่ายที่โตตามผู้ใช้ และเมื่อไม่มีภาระนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับเงินใคร

File over App ปรัชญาที่กลายเป็นโมเดลธุรกิจ

ท่ามกลางกระแสซอฟต์แวร์แบบเช่าใช้ (SaaS) ที่พยายามขังผู้ใช้ไว้ในกรงทอง Steph Ango คือคนที่เดินเข้ามาทุบประตูกรงนั้นทิ้ง

Steph ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์สายฮาร์ดคอร์มาตั้งแต่ต้น เขาเรียนจบ Biology ก่อนจะผันตัวไปเรียน Industrial Design และกลายเป็น Serial Entrepreneur ที่โชกโชน เขาเคยระดมทุนใน Kickstarter ยุคบุกเบิก ปั้นสตาร์ทอัพเข้า Y Combinator จนกระทั่ง Exit บริษัทได้สำเร็จในปี 2021

ในฐานะดีไซน์เนอร์ เมื่อเขาได้ลองใช้ Obsidian เขาไม่ได้แค่ใช้ แต่มันคือการคราฟต์ เขาสร้าง Minimal ธีมที่เน้นความเรียบง่ายจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ และสุดท้ายเขาก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของ Obsidian ในปี 2023 พร้อมกับประกาศบทความที่เป็นเหมือนคำแถลงการณ์ของบริษัทในชื่อ File over App

วันหนึ่ง Obsidian ก็ต้องล้าสมัย แต่สิ่งที่ต้องอยู่รอดคือ Plain Text ของคุณ ไม่ใช่แอปที่ใช้สร้างมัน

คำพูดนี้ฟังดูประหลาดสำหรับคนเป็น CEO ที่ควรจะอยากให้ลูกค้าติดแอปตัวเองงอมแงม แต่นี่คือความจริงใจที่ซื้อใจผู้ใช้ทั่วโลก Steph บอกว่าอย่าเชื่อใจแม้แต่ตัวเขาเอง แต่ให้เชื่อในระบบจัดเก็บไฟล์ที่ยั่งยืนที่สุด

เพราะสำหรับ Obsidian ผู้ใช้คือ ทีมพัฒนาที่เก่งที่สุด แม้พวกเขาไม่ได้วางตัวเป็น Open Source แต่พวกเขาฉลาดกว่านั้นด้วยการเปิด API ให้ใครก็ได้เข้ามาสร้าง Plugin ปัจจุบันมีตัวเสริมกว่า 2,700 ตัวที่สร้างโดย Community ผลที่ได้คือทีมงานเพียง 8 คน ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งสร้างทุกฟีเจอร์เอง แต่มีคนเก่งทั่วโลกช่วยกันสร้างให้ฟรี ๆ เพราะพวกเขาอยากให้เครื่องมือที่ตัวเองใช้เก่งขึ้นในแบบที่พวกเขาต้องการ

รายได้ $25 ล้านต่อปี ด้วยทีมงานแค่ 8 คน (และแมว 1 ตัว)

รายได้ของ Obsidian มาจากบริการเสริมที่ผู้ใช้เลือกจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้ ไม่ใช่จากโฆษณาหรือการขายข้อมูล

  • Obsidian Sync บริการซิงก์โน้ตข้ามอุปกรณ์ ราคา $4 ถึง $8 ต่อเดือน
  • Obsidian Publish บริการเผยแพร่โน้ตเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว $8 ถึง $16 ต่อเดือน
  • Commercial License สิทธิ์ใช้งานเชิงพาณิชย์สำหรับองค์กร $50 ต่อคนต่อปี

แอปหลักใช้ฟรี ไม่มีโฆษณา ไม่ขายข้อมูล โมเดลนี้ให้รายได้ถึง $25 ล้านต่อปี โดยไม่ต้องมีทีม Sales ทีม Marketing หรือทีม Customer Support หลักร้อยคน ทีมทั้งหมดของ Obsidian คือ 8 คน กับแมวชื่อ Sandy ที่ถูกลิสต์อย่างเป็นทางการในหน้า About ของบริษัท ตำแหน่ง Office Cat มูลค่าบริษัทอยู่ที่ $350 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ Notion ต้องแบกความคาดหวังของนักลงทุนและค่าใช้จ่ายมหาศาลเพื่อไล่ล่าการเป็น Decacorn แต่ Obsidian กลับเลือกที่จะเป็นบริษัทที่คล่องตัวที่สุด ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อหัวพนักงานที่สูงลิบลิ่ว พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ตลอดกาลโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องทำตามคำสั่งของบอร์ดบริหารที่จ้องแต่ตัวเลขกำไร

Obsidian จึงเป็นบทเรียนสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ว่า บางครั้งการไม่คิดจะ Scale ในเชิงโครงสร้าง กลับทำให้ธุรกิจ Scale ในเชิงคุณค่าได้อย่างไร้ขีดจำกัด

อ้างอิง: eu.36kr, finance.biggo, taskade, webpronews, daniel.pizza

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

SMIC คือใคร? ทำไมโลกสั่งแบนแต่ดันโตกระโดด ขึ้นแท่นกระดูกสันหลังชิปจีน

ทำความรู้จัก SMIC กระดูกสันหลังเทคโนโลยีจีนที่ทั่วโลกพยายามปิดกั้น แต่กลับผงาดขึ้นแท่นผู้ผลิตชิปอันดับ 3 ของโลก พร้อมเจาะลึกความสำเร็จชิป 7nm ใน Huawei...

Responsive image

30 ล้านออเดอร์ในปีเดียว ถอดรหัสความสำเร็จของ Lotus’s Smart App ผู้นำ Grocery On-Demand ในไทย

เจาะ 4 กลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ Lotus’s Smart App กับยอดสั่งซื้อกว่า 21 ล้านออเดอร์ในปี 2568 พลิกโฉมวงการค้าปลีกไทยด้วยบริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ และส่งไวภายใน 1 ชม. ทั่วประเทศ...

Responsive image

ญี่ปุ่นอยู่กับภัยพิบัติอย่างไร? บทเรียนจากญี่ปุ่นถึงไทย ในวันที่ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว I Based On EP.12

น้ำท่วมใหญ่และแผ่นดินไหวที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ‘ภัยพิบัติ’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป และในวันที่น้ำมาเร็วเกินคาด ไฟดับ สัญญาณสื่อสารล่ม และโรงพยา...