SMIC คือใคร? ทำไมโลกสั่งแบนแต่ดันโตกระโดด ขึ้นแท่นกระดูกสันหลังชิปจีน

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยชุดคำสั่งและการประมวลผล 'เซมิคอนดักเตอร์' หรือ 'ชิป' ได้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน ใครที่กุมเทคโนโลยีการผลิตชิปที่ล้ำหน้าที่สุดไว้ในมือ คนนั้นคือผู้ถือไพ่เหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาระดับโลก

สำหรับประเทศจีนที่กำลังเผชิญกับการปิดกั้นทางเทคโนโลยีจากชาติตะวันตกอย่างหนักหน่วง ชื่อของ SMIC (Semiconductor Manufacturing International Corporation) จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่มันคือกระดูกสันหลังในการสร้างเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับแผ่นดินใหญ่

SMIC คือใคร ?

หากเราลองผ่าโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนออกมาดู จะเห็นภาพพีระมิดที่แบ่งชั้นกันชัดเจน บนยอดสุดคือแบรนด์ที่เราคุ้นเคยอย่าง Huawei, Xiaomi หรือ BYD ซึ่งเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ แต่ลึกลงไปที่ฐานรากซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ กลับมีคอขวดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า การผลิต

จีนมีสถาปนิกที่เก่งกาจในการออกแบบชิปที่ชาญฉลาด แต่ปัญหาคือจีนขาดโรงหล่อในบ้านตัวเองที่แข็งแกร่งพอจะเปลี่ยนพิมพ์เขียวเหล่านั้นให้กลายเป็นชิปของจริงได้ และนี่คือจุดที่ SMIC ก้าวเข้ามาเติมเต็ม

SMIC ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 ณ นครเซี่ยงไฮ้ โดยวางตัวเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปแบบครบวงจร หน้าที่ของเขาไม่ใช่การออกแบบชิปเองเหมือน Apple หรือ Nvidia แต่คือการรับจ้างผลิตตามแบบที่ลูกค้าส่งมาให้ เช่นการเปลี่ยนแผ่นเวเฟอร์ว่างเปล่าให้กลายเป็นสมองกลที่ขับเคลื่อนตั้งแต่สมาร์ทโฟน 5G ไปจนถึงระบบควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า

การมี SMIC ที่แข็งแกร่งหมายความว่า จีนไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ 100% อีกต่อไป เพราะพวกเขาสามารถผลิตหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เองในประเทศ

ในช่วงแรก SMIC ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ตามหลังยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC ของไต้หวัน หรือ Samsung ของเกาหลีใต้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อความต้องการชิปภายในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองโลกที่บีบให้บริษัทเทคโนโลยีในจีนต้องหันมาพึ่งพาฐานการผลิตในบ้านตัวเอง

จากรายงานล่าสุดของ Counterpoint Research ในไตรมาสที่ 1 ปี 2024 SMIC ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตชิปอันดับ 3 ของโลก ในแง่ของรายได้ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 6% แซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่าง GlobalFoundries ความหวังหมู่บ้านของฝั่งอเมริกาที่แยกตัวออกมาจาก AMD เน้นไปที่ชิปเฉพาะทางสำหรับรถยนต์และอุตสาหกรรมเป็นหลัก และ UMC อดีตเบอร์ 3 ผู้เก๋าเกมจากไต้หวัน เป็นบริษัทผลิตชิปรายแรกของเกาะไต้หวัน ไปได้สำเร็จ

นับเป็นการก้าวกระโดดที่ท้าทายสายตาชาวโลก เพราะการขยับขึ้นมาหายใจรดต้นคอเบอร์หนึ่งและเบอร์สองอย่าง TSMC และ Samsung ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะในวันที่ SMIC ต้องวิ่งแข่งในสภาพที่ถูกใส่ตรวนทางเทคโนโลยีจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

กรงขังนาโนเมตร

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ SMIC ไม่ใช่เรื่องของคู่แข่งในเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่คือสงครามเทคโนโลยีที่มีเดิมพันเป็นอำนาจนำของโลก

ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา SMIC ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งขึ้นบัญชีดำ ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงครั้งสำคัญ เพราะมาตรการนี้ทำให้ SMIC ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องจักรขั้นสูงจากตะวันตกได้

โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ชื่อว่า EUV (Extreme Ultraviolet) จากบริษัท ASML ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือชนิดเดียวในโลกที่สามารถสลักลวดลายวงจรขนาดจิ๋วระดับ 7 นาโนเมตรลงไปได้อย่างแม่นยำและคุ้มทุนที่สุด การขาดเครื่องจักรนี้ไปก็เหมือนกับจิตรกรระดับโลกที่ถูกสั่งห้ามใช้พู่กันเบอร์เล็กที่สุด ทำให้หลายคนสบประมาทว่าเทคโนโลยีของจีนคงจะถูกแช่แข็งไว้เพียงแค่การผลิตชิปรุ่นเก่าสำหรับเครื่องซักผ้าหรือหม้อหุงข้าวเท่านั้น

ทว่า ในปี 2023 SMIC ได้สร้างปรากฏการณ์ช็อกโลก เมื่อผลการชำแหละสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง Huawei Mate 60 Pro พบชิปประมวลผลขนาด 7 นาโนเมตร ที่ตีตราผลิตโดย SMIC อยู่ภายใน ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความแรงในมือถือ แต่มันคือการประกาศก้องว่าจีนสามารถรีดเค้นประสิทธิภาพจากเครื่องจักรรุ่นเก่าที่มีอยู่มาสร้างนวัตกรรมที่โลกบอกว่าเป็นไปไม่ได้สำเร็จ 

แม้ต้นทุนจะสูงและต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อนกว่าปกติหลายเท่า แต่มันคือการพิสูจน์ว่ากรงขังเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเริ่มมีรอยร้าวให้จีนได้ลอดผ่านออกมาได้

เติบโตได้เพราะอาวุธลับที่ชื่อว่าตลาดภายในประเทศ

ปัจจุบัน ความสำคัญของ SMIC ทวีคูณขึ้นในฐานะทางรอดเดียวของระบบนิเวศเทคโนโลยีจีน รายได้กว่า 82% ของบริษัทมาจากลูกค้าภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตัวเองได้จริง

ในอุตสาหกรรมยานยนต์ จีนก้าวขึ้นเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของโลก ซึ่งรถยนต์หนึ่งคันต้องใช้ชิปมหาศาล ตั้งแต่ระบบจัดการพลังงานไปจนถึงระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ SMIC จึงกลายเป็นหลักประกันว่าสายการผลิตรถยนต์ของ BYD หรือค่ายรถอื่น ๆ จะไม่หยุดชะงักหากเกิดสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ชิปจัดการพลังงาน (PMIC) และชิปควบคุมหน้าจอ (DDIC) ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์ 5G ทั่วแผ่นดินจีน ส่วนใหญ่ล้วนตีตราผลิตจากโรงงานของ SMIC ทั้งสิ้น

การที่ SMIC ทำรายได้ในไตรมาสเดียวได้ถึง 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีส่วนแบ่งการตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 6% ยิ่งตอกย้ำว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคที่คอยรอรับความเมตตาจากซัพพลายเออร์ต่างชาติอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโลก และมีอำนาจในการต่อรองที่สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ SMIC ในวันนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าพวกเขาผลิตชิปได้ล้ำหน้าที่สุดในโลกหรือไม่ แต่วัดที่ว่าจีนสามารถผลิตชิปได้ด้วยตัวเองหรือเปล่า

ในสมรภูมิที่เทคโนโลยีคืออาวุธและอำนาจการต่อรอง SMIC คือคำตอบที่จีนใช้บอกกับโลกว่ากำแพงที่สร้างมาปิดกั้น อาจกลายเป็นบันไดที่ทำให้มังกรตัวนี้ปีนขึ้นไปยืนได้ด้วยขาของตัวเอง

อ้างอิง: cnbc, table.media, finance.yahoo, scmp

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

30 ล้านออเดอร์ในปีเดียว ถอดรหัสความสำเร็จของ Lotus’s Smart App ผู้นำ Grocery On-Demand ในไทย

เจาะ 4 กลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ Lotus’s Smart App กับยอดสั่งซื้อกว่า 21 ล้านออเดอร์ในปี 2568 พลิกโฉมวงการค้าปลีกไทยด้วยบริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ และส่งไวภายใน 1 ชม. ทั่วประเทศ...

Responsive image

ญี่ปุ่นอยู่กับภัยพิบัติอย่างไร? บทเรียนจากญี่ปุ่นถึงไทย ในวันที่ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว I Based On EP.12

น้ำท่วมใหญ่และแผ่นดินไหวที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ‘ภัยพิบัติ’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป และในวันที่น้ำมาเร็วเกินคาด ไฟดับ สัญญาณสื่อสารล่ม และโรงพยา...

Responsive image

Dario Amodei คือใคร เปิดปูมหลังชายผู้อยู่เบื้องหลัง GPT-2, GPT-3 และ Claude

เจาะลึกประวัติ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic จากนักฟิสิกส์ Princeton สู่ผู้สร้าง GPT-3 และ Claude AI ดูไทม์ไลน์ชีวิตชายผู้เขย่าบัลลังก์ IBM และสถาปนิกผู้วางรากฐานความปลอดภัยให้โลก ...