ใครคือ Peak Ji? เด็กเนิร์ดที่สร้างเบราว์เซอร์ดังตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนเขย่าวงการ AI โลกด้วย Manus

ถ้าย้อนกลับไปตอนที่คุณอายุ 16-17 ปี…คุณกำลังทำอะไรอยู่ตอนนั้น ?

บางคนอาจกำลังอ่านหนังสือสอบปลายภาค บางคนอาจใช้เวลาเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน แต่สำหรับ Peak Ji สิ่งที่เขาทำคือการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามเขียนโค้ดเพื่อสร้างเบราว์เซอร์สำหรับ iPhone ที่ต่อมากลายเป็นเบราว์เซอร์ยอดดาวน์โหลดสูงสุดในจีน

และเมื่อกลางปี 2025 ก็เขาคนนี้แหละที่ได้สร้าง Manus ซึ่งเป็น AI Agent ตัวใหม่ที่ว่ากันว่าอาจเทียบเคียง DeepSeek หัวเรือใหญ่เอไอจีนได้ จน Peak Ji มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

บทความนี้ Techsauce จึงอยากพาไปรู้จักกับ Peak Ji จากเด็กมัธยมผู้หลงใหลการเขียนโค้ด สู่ผู้ประกอบการที่กำลังสร้างสตาร์ทอัพ AI ในเวทีโลก

รากฐานจากครอบครัวและวัยเด็ก

Peak Ji เกิดและเติบโตในครอบครัวที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการเรียนรู้และเทคโนโลยี พ่อของเขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แม่ทำงานด้าน IT และเมื่ออายุเพียงสี่ขวบ เขาย้ายตามครอบครัวไปโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เนื่องจากพ่อได้รับทุนวิจัย แม้จะอยู่เพียงช่วงสั้นๆ แต่ประสบการณ์นี้ทำให้ Peak ได้ภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วตั้งแต่วัยเด็ก

กลับมาที่ปักกิ่ง Peak เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์อย่างจริงจังในช่วงประถมจากการเข้าชมรมหุ่นยนต์ ความอยากรู้อยากลองทำให้เขาหัดสร้างระบบปฏิบัติการเองตอนมัธยม สนุกกับการแกะซอฟต์แวร์ และซึมซับวัฒนธรรมโอเพ่นซอร์ส

แรงบันดาลใจของเขามาจากหลายแหล่ง ตั้งแต่ Bill Gates, Linux ไปจนถึง Apple โดยเฉพาะการเปิดตัวของ App Store ในปี 2008 ที่ทำให้ Peak รู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยน และเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนนั้น

เปิดตัว Mammoth และการแจ้งเกิดในฐานะผู้พัฒนา

ความฝันนั้นกลายเป็นจริงในปี 2010 เมื่อ Peak วัย 17 ปีเปิดตัว Mammoth browser เบราว์เซอร์ iPhone ที่ปรับแต่งได้ตามใจผู้ใช้

Mammoth ไม่ใช่เพียงโปรเจกต์งานอดิเรก แต่มันขึ้นแท่นเบราว์เซอร์ยอดดาวน์โหลดสูงสุดที่พัฒนาโดยบุคคลในจีน สร้างชื่อเสียงให้ Peak ในฐานะ “เด็กมัธยมที่สร้างเบราว์เซอร์ดังระดับประเทศ”

ปีถัดมาเขาคว้ารางวัล Macworld Asia Grand Prize และไม่นานหลังจากนั้น Forbes ก็นำเขาขึ้นปกพร้อมติดโผ 30 Under 30 ที่คนบางคนต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตกว่าจะไปถึง แต่ Peak ทำได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20

สำหรับวัยรุ่นทั่วไป การมีชื่อในวงการเทคโนโลยีขนาดนี้ถือว่าเกินฝัน แต่ Peak มองว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

ล้มครั้งแรก และบทเรียนเรื่องความเสี่ยง

หลังจาก Mammoth ประสบความสำเร็จอย่างมาก Peak ยังสร้างแอปอีกหลายตัว แอปหนึ่งที่ขายดีคือเครื่องมือจัดการงบสำหรับเกม Monopoly แต่ความสำเร็จอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ Hasbro บริษัทผู้ผลิตของเล่นและบอร์ดเกมรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ส่งจดหมายเตือนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

มันคือการชนกำแพงครั้งแรกในชีวิตนักพัฒนา แต่แทนที่จะถอย Peak มองว่ามันคือ บทเรียนธุรกิจครั้งใหญ่ เขาเล่าว่ามันทำให้เขาเข้าใจว่า การสร้างผลิตภัณฑ์จริงไม่ได้มีแค่เทคนิค แต่มันคือการผสมผสานระหว่างกฎหมาย การตลาด และความเสี่ยง

นี่คือสัญญาณแรกที่บอกว่า Peak ไม่ใช่แค่เด็กเนิร์ดเก่งโค้ด แต่กำลังกลายเป็นผู้ประกอบการที่เข้าใจโลกจริง

เริ่มต้น Peak Labs และความฝันด้าน Search

ปี 2012 Peak ตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Peak Labs ด้วยความเชื่อว่า Search Engine ยังมีที่ว่างสำหรับนวัตกรรมใหม่ เขาสร้าง Magi เครื่องมือค้นหาที่ใช้โมเดลภาษาของตัวเองเพื่อดึงข้อมูลจากทั้งเว็บมาตอบคำถาม

หากฟังดูคุ้นหู ก็เพราะ Magi ทำในสิ่งที่วันนี้เราเรียกว่า AI-powered search นั่นเอง เพียงแต่ในปีนั้นมันยังเร็วเกินไปสำหรับตลาดผู้ใช้ทั่วไป แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในฝั่ง consumer แต่ Magi กลับดึงดูดภาคธุรกิจอย่างจริงจัง Peak เปลี่ยนทิศทางสู่ตลาด B2B และในที่สุดก็ขายกิจการในปี 2022

Magi ไม่ได้กลายเป็นยูนิคอร์น แต่กลายเป็นห้องเรียนธุรกิจที่สอนให้ Peak เข้าใจการเปลี่ยนกลยุทธ์ การหาตลาดใหม่ และการปรับโมเดลธุรกิจตามความจริง

Manus และไวรัลที่เปลี่ยนชีวิต

หลังจาก Magi จบภาคแรกของชีวิตผู้ประกอบการ Peak Ji ไม่ได้หยุดคิดโปรเจกต์ใหม่ เขาจับมือกับ Zhang Tao และ Xiao Hong ตั้งสตาร์ทอัพชื่อ Butterfly Effect ด้วยโจทย์เรียบง่ายแต่ท้าทายมาก คือ ทำยังไงให้ AI ไม่ได้แค่คุยเก่ง แต่ลงมือทำงานแทนคนได้จริง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Manus หรือ AI Agent ที่สามารถลงมือทำแทนผู้ใช้ได้จริง

เพราะมันคือการต่อยอดจากแชต ไปสู่การกระทำ ทำให้ในเดือนมีนาคม 2025 การเปิดตัว Manus ด้วยคลิปวิดีโอที่แสนธรรมดาไม่มีงานโปรดักชันอลังการ มีเพียง Peak Ji ที่ยืนอธิบายแนวคิดและสาธิตการใช้งาน AI Agent ตัวนี้ พร้อมกับประโยคสั้นๆ แต่สั่นสะเทือนวงการเทคจีนอย่าง…

นี่คือ AI ที่ ทำงานแทนคุณได้จริง ไม่ใช่แค่ตอบเก่ง


ผลลัพธ์คือ Manus ไวรัลทันที และในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ มีคนลงทะเบียนขอใช้งาน กว่า 2 ล้านคน ทั้งที่ตอนนั้น Manus ยังเป็น invite-only (เปิดใช้งานเฉพาะคนที่ได้รับโค้ดเชิญเท่านั้น)

และสิ่งที่ทำให้ Manus น่าจับตาไม่ใช่แค่ความสามารถของโปรดักต์ แต่คือวิธีคิดแบบ Global-first ที่ฝังอยู่ใน DNA ของทีม แม้ผู้ก่อตั้งทั้งสามจะมาจากจีน แต่พวกเขากลับเลือกย้ายฐานไปสิงคโปร์ ใช้โครงสร้างพื้นฐานของอเมริกา และเปิดรับเงินทุนจาก Benchmark VC ในซิลิคอนวัลเลย์ 

สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนป้ายแปะหน้าว่า Manus ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นสตาร์ทอัพจีน หรือสตาร์ทอัพอเมริกัน แต่คือ สตาร์ทอัพโลกที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้จากทุกมุมโลกตั้งแต่วันแรก และแม้ Peak จะมีผลงานมากมายตั้งแต่วัยรุ่น แต่คำพูดที่เขาทิ้งไว้กลับทำให้หลายคนหยุดคิด

“ผมหวังว่า Manus จะเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ผมสร้าง เพราะถ้าวันหนึ่งผมมีไอเดียใหม่ ผมก็อยากให้ Manus จัดการแทนผม”

อ้างอิง: technologyreview

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Disneyland ไทย ทำไมไม่มาสักที เทียบญี่ปุ่น ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ มีจิ๊กซอว์ตัวไหนที่ไทยยังหาไม่เจอ เพราะดีลนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ Disney ทำไมไทยยังสอบไม่ผ่านการเป็นที่ตั้งสวนสนุกระดับโลก? วิเคราะห์ปัจจัยด้านกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานความโปร่งใสผ่านเลนส์นักธุรกิจ...

Responsive image

จากสมุดทดเลข ‘Ready Reckoner’ สู่จักรกลอัจฉริยะในปัจจุบัน สรุปไทม์ไลน์ 500 ปี วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์

สรุปประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ครบทุกยุค จากลูกคิด เครื่องจักรไอน้ำของ Babbage สู่ยุค AI และ Quantum Computing เจาะลึกเหตุการณ์สำคัญและบุคคลเปลี่ยนโลกอย่าง Ada Lovelace และ Alan Turin...

Responsive image

Radiant Nuclear บริษัทพลังงานมาแรง สร้างตู้คอนเทนเนอร์นิวเคลียร์ ก่อตั้งโดย 2 อดีตวิศวกร SpaceX

โลกตื่นเต้นกับ AI แต่กำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าไม่พอ Radiant Nuclear สตาร์ทอัพจากอดีตวิศวกร SpaceX กำลังพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จิ๋ว ที่อาจเป็นคำตอบใหม่ของพลังงานโลก...