ศิริราชใช้เวลา 5 ปี เปลี่ยนโรงพยาบาล 130 ปีให้กลายเป็น Smart Hospital เจ้าแรกของอาเซียนได้อย่างไร

พบ ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่งาน Techsauce Global Summit 2026 ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4e93wDm 

--------------------------------------

ย้อนกลับไปในปี 1888 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงพยาบาลศิริราชขึ้น จนถึงปัจจุบัน ด้วยอายุกว่า 130 ปี ศิริราชกลายเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในไทย มีเตียงรองรับกว่า 2,000 เตียง รับผู้ป่วยมากกว่า 3 ล้านครั้งต่อปี และเป็นแหล่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ราวปีละ 250 คน

โจทย์ใหญ่ขององค์กรระดับ Legacy ที่สเกลใหญ่ขนาดนี้คือความยืดหยุ่น" ถ้ายังใช้ระบบแบบเดิม คนไข้ต้องเสียเวลารอนานแค่ไหน ข้อมูลจะกระจัดกระจายอยู่กี่แผนก และเมื่อเจอวิกฤตระดับโลกอย่างโควิด-19 ระบบที่พึ่งพาแรงงานคนเป็นหลักจะรับมือไหวได้อย่างไร

นี่คือกรณีศึกษาการเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งใหญ่ของศิริราช ที่ใช้เวลา 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2020) ปรับโฉมสู่การเป็น 5G Smart Hospital เจ้าแรกของอาเซียน

วิกฤตที่เป็นจุดเริ่มต้น เมื่อข้อมูลต้องเดินเร็วกว่าคน

ย้อนกลับไปต้นปี 2020 ในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังวิกฤต ศิริราชต้องกลายเป็นปราการด่านหน้าในการรับมือผู้ป่วย ปัญหาใหญ่ที่พบทันทีคือการส่งยา เวชภัณฑ์ หรือเอกสารทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาล ต้องผ่านมือคนจำนวนมาก ยิ่งสัมผัสเยอะ ยิ่งเสี่ยงติดเชื้อมาก

ในจุดนั้นเอง ศิริราชมองเห็นแล้วว่าการแก้ปัญหาแบบผ้าเอาหน้ารอดไม่ใช่นัยสำคัญของการรอดชีวิตระยะยาว โรงพยาบาลตัดสินใจจับมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei พร้อมด้วยการสนับสนุนจาก กสทช. เพื่อวางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายง่ายๆ แต่ท้าทายสุดขีด นั่นคือ “ทำอย่างไรให้ข้อมูลทางการแพทย์เดินทางไปถึงก่อนที่คนไข้จะเดินไปถึง”

พวกเขารู้ดีว่า คำว่า Smart Hospital ไม่ใช่แค่การเอาคอมพิวเตอร์มาวางหรือเปิดให้จองคิวผ่านแอปพลิเคชัน แต่คือการร้อยเรียงโครงสร้างเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โครงข่าย 5G Private Network และระบบ Hybrid Cloud เพื่อเชื่อมข้อมูลทุกแผนก ต่อด้วยระบบ AI ที่ช่วยคิดและวิเคราะห์ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติอย่างหุ่นยนต์และรถไร้คนขับที่มาช่วยเดินส่งของแทนคน

ที่สุดจากแต่ละค่ายเข้ามาต่อเติมได้เรื่อย ๆ โดยไม่เกิดปัญหาโดนล็อกสเปกไว้กับผู้ให้บริการรายเดียว

เจาะลึกสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีศิริราช

ปัจจัยที่ทำให้ระบบของศิริราชต่างจากงานไอทีทั่วไป คือการวางสถาปัตยกรรมระบบแบบ multi-layered ที่ทำงานประสานกัน 3 ส่วนหลัก

1. โครงข่าย 5G Private Network & Multi-access Edge Computing (MEC)

ศิริราชไม่ได้ใช้เครือข่าย 5G สาธารณะทั่วไป แต่สร้าง 5G Private Network เฉพาะภายในพื้นที่โรงพยาบาล ควบคู่กับการตั้งเซิร์ฟเวอร์ MEC (Edge Computing) ไว้ในพื้นที่ เพื่อประมวลผลข้อมูลที่มีความไวสูงและไฟล์ภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ (เช่น DICOM/CT Scan/MRI) ได้ที่ขอบเครือข่ายโดยไม่ต้องส่งออกไปประมวลผลบน Cloud ภายนอก ช่วยลด Latency เหลือเพียงไม่กี่มิลลิวินาที และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย

2. Multi-APN & Network Slicing

มีการแบ่งช่องทางจราจรข้อมูลผ่านระบบ Multi-APN เพื่อแยกสิทธิ์และแบนด์วิธระหว่าง ข้อมูลวิกฤตทางการแพทย์ (เช่น สัญญาณชีพจากรถพยาบาล, ระบบ AI วินิจฉัย) ออกจาก ข้อมูลการใช้งานทั่วไป ของผู้ป่วยและญาติอย่างเด็ดขาด ป้องกันปัญหาสัญญาณติดขัดในภาวะฉุกเฉิน

3. Hybrid Cloud Infrastructure & Data Interoperability

การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศเดิมของโรงพยาบาล (Legacy HIS - Hospital Information System) เข้ากับระบบ Cloud ยุคใหม่ เพื่อเปิดให้แอปพลิเคชันทางการแพทย์ข้ามแผนกสามารถดึงข้อมูล EHR (Electronic Health Record) ไปใช้งานร่วมกันได้แบบ Real-time

เจาะลึกกลยุทธ์ 9 โครงการย่อย

ศิริราชเลือกไม่ทำ Digital Transformation แบบเปลี่ยนพร้อมกันทั้งหมด เพราะความเสี่ยงสูงเกินไปต่อชีวิตคนไข้ แต่ใช้วิธีซอยออกเป็น 9 โมดูลย่อยที่น่าสนใจ

1. Smart EMS (ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินอัจฉริยะ)

ตัวรถพยาบาลถูกแปลงเป็นห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่ ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อ 5G ส่งค่าสัญญาณชีพ, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูง 4K จากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่กลับมายังศูนย์ควบคุมในห้อง ER แบบ Real-time แพทย์เฉพาะทางสามารถวิเคราะห์อาการและสั่งการรักษาล่วงหน้าได้ทันทีตั้งแต่คนไข้อยู่บนถนน

2. Smart ER (ห้องฉุกเฉินอัจฉริยะ)

รับข้อมูลจาก Smart EMS มาประมวลผลลัพธ์ล่วงหน้า ระบบจะทำการคัดแยกความรุนแรง และจัดเตรียมห้องหัตถการ ทีมแพทย์เฉพาะทาง อุปกรณ์กู้ชีพ ตลอดจนสำรองเลือดไว้รอทันที ทำให้เมื่อรถพยาบาลมาถึง สามารถนำคนไข้เข้าสู่กระบวนการวิกฤตได้โดยไม่มี Door-to-Treatment Time ที่สูญเปล่า

3. Pathological Diagnosis System (ระบบวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาด้วย AI)

เปลี่ยนการตรวจสไลด์เนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบเดิม เป็นการสแกนสไลด์ความละเอียดสูง (Whole Slide Imaging) ขึ้นระบบ Cloud และใช้ AI ประมวลผล

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก: ทำงานร่วมกับโมเดล AI (เทคโนโลยี IBM) ช่วยตรวจจับจุดสงสัยเนื้อเยื่อมะเร็ง
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง: ใช้โมเดล Computer Vision อย่าง YOLO (You Only Look Once) ในการตรวจนับเซลล์ Centroblast บนสไลด์ H&E เพื่อจัดระดับความรุนแรง
  • Performance: ระบบ AI ใช้เวลาประมวลผลเพียง 25 วินาทีต่อเคส ช่วยลดภาระงานของพยาธิแพทย์ลงได้อย่างมาก (ทดสอบใช้งานที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์)

4. NCD AI Platform (ระบบดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)

แพลตฟอร์มบริหารจัดการผู้ป่วย NCDs (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) โดยใช้การเชื่อมต่อ IoT, Big Data และ AI เพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน และส่งแจ้งเตือนให้ทีมแพทย์ปรับแผนการรักษาได้ทันท่วงที

5. Smart Inventory Management (ระบบคลังเวชภัณฑ์อัจฉริยะ)

เปิดตัวร่วมกับศูนย์ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ True Corporation โดยใช้ AI วิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดตารางการส่งเวชภัณฑ์ไปยังแผนกต่างๆ ให้แม่นยำ ช่วยลดสต็อกจม (Safety Stock) และลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยา

6. Permission-based Blockchain for Health Records

ระบบจัดเก็บและแลกประวัติสุขภาพของผู้ป่วยด้วย Blockchain สถาปัตยกรรมแบบให้สิทธิ์ (Permissioned) คนไข้จะเป็นผู้ถือสิทธิ์ Consent ในการอนุญาตให้แพทย์หรือสถานพยาบาลต่างสถาบันเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษา เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวขั้นสูง

7. Smart Logistics with 5G Self-Driving Car (รถไร้คนขับ 5G)

เป็นโครงการที่ออกสู่การใช้งานจริงเร็วที่สุด เริ่มทดสอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ตัวรถใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติวิ่งตามเส้นทางกำหนด เชื่อมต่อควบคุมผ่าน 5G ของ Huawei ทำหน้าที่ขนส่งยา อุปกรณ์ และผลแล็บข้ามอาคารภายในโรงพยาบาล ช่วยลดการสัมผัสของบุคลากรในช่วงวิกฤตโรคระบาดได้ 100%

8. Multi-access Edge Computing (MEC Integration)

การวางโหนดประมวลผลกระจายตามจุดสำคัญในโรงพยาบาล รองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการแบนด์วิธสูง เช่น การส่งไฟล์ภาพถ่ายรังสีขนาดใหญ่ และการประมวลผลโมเดล AI ในพื้นที่ โดยไม่ต้องดึงสายสัญญาณยาวข้ามอาคาร

9. Hybrid Cloud System

ระบบคลาวด์กลางที่เชื่อมแอปพลิเคชันหน้างาน (Front-end Apps) เข้ากับฐานข้อมูลหลังบ้าน (Back-end Systems) ทำให้แอปพลิเคชันนัดหมาย ระบบจ่ายยา และระบบแล็บ สามารถรับส่งข้อมูลหากันได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้จุดเด่นในการบริหารโครงการของศิริราช คือการออกแบบระบบให้เป็น Open Ecosystem โดยไม่ผูกขาดเทคโนโลยีไว้กับพันธมิตรรายใดรายหนึ่ง

ปี 2020 (มิ.ย.) เริ่ม Pilot Project รถไร้คนขับ 5G ร่วมกับ Huawei และสำนักงาน กสทช.
ปี 2020 (ธ.ค.) ลงนาม MoU วางโครงสร้าง 5G, Cloud และ AI ระยะยาว 5 ปี
ปี 2021 (ธ.ค.) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดตัว Siriraj World Class 5G Smart Hospital
ปี 2022 - 2023 พัฒนาฮาร์ดแวร์ต่อยอด เช่น 5G Portable Medical Box, รถเข็น 5G และเตียงอัจฉริยะ
ปี 2023 (ส.ค.) ดึง True Corporation และ ม.มหิดล เข้าร่วมทำ AI Smart Logistics
ปี 2024 (พ.ค.) ร่วมมือกับ DKSH วางระบบ End-to-End Healthcare Operations

การดึงผู้เล่นที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาต่อเชื่อม ทำให้ศิริราชได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานจาก Huawei ได้ระบบสื่อสารและโลจิสติกส์จาก True และได้กระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานจาก DKSH โดยระบบหลักยังคงควบคุมโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

กรณีศึกษาของศิริราชพิสูจน์ให้เห็นว่า หัวใจของ Smart Hospital ไม่ใช่การนำแกดเจ็ตหรือเทคโนโลยีมาตั้งโชว์ แต่มันคือการ Re-engineering กระบวนการทำงานเดิมทั้งหมด โดยใช้ 5G, Cloud และ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของมนุษย์ และเปลี่ยนเวลาเหล่านั้นกลับคืนมาให้แพทย์และพยาบาลได้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดที่สุด

อ้างอิง: e.huawei, bangkokpost, nationthailand, si.mahidol.ac, prnewswire, healthcareitnews

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เรื่องราวของ Hong Wang อัจฉริยะหญิงคนที่ 3 ในรอบ 90 ปี ผู้แก้โจทย์คณิตปีศาจ 100 ปีไม่มีใครแก้ได้ คว้า Fields Medal

เจาะลึกเรื่องราวของ Hong Wang อัจฉริยะหญิงคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ผู้คว้า Fields Medal จากการปิดตำนาน Kakeya Conjecture โจทย์คณิตศาสตร์ค้างศตวรรษด้วยบทพิสูจน์ 127 หน้า พร้อมบทเรียนก...

Responsive image

ทำความรู้จัก Yang Zhilin ผู้ก่อตั้ง Moonshot AI จากนักวิจัยที่ฝันอยากเป็นร็อกสตาร์ สู่เจ้าของ Kimi K3

ทำความรู้จัก Yang Zhilin ผู้ก่อตั้ง Moonshot AI นักวิจัยสาย NLP เจ้าของปริญญาเอก Carnegie Mellon และผู้ร่วมเขียน Transformer-XL กับ XLNet ผู้อยู่เบื้องหลัง Kimi K3 โมเดล Open-weigh...

Responsive image

Margaret Hamilton ผู้บัญญัติ คำว่า Software Engineer ให้โลก หญิงสาวที่เขียนกองโค้ด 145,000 บรรทัด เบื้องหลัง Apollo 11

เรื่องราวของ Margaret Hamilton หญิงเบื้องหลังภารกิจ Apollo 11 ผู้เขียนโค้ดช่วย ยานลงจอดบนดวงจันทร์ และต่อสู้จนบัญญัติคำว่า Software Engineer ให้โลก...