
เดิมที AI ในวงการภาพยนตร์มักถูกมองว่าเป็นแค่ตัวช่วยเขียนบท ตัดต่อ หรือทำเอฟเฟกต์ให้เสร็จไวขึ้น แต่วันนี้มีสตาร์ทอัพที่คิดการใหญ่กว่านั้น พวกเขากำลังสร้าง 'สตูดิโอภาพยนตร์ AI' ที่สามารถผลิตหนังและซีรีส์เรื่องยาวได้จริง โดยหวังจะก้าวขึ้นเป็นค่ายหนังระดับแนวหน้าของฮอลลีวูดในอนาคต
เบื้องหลังแนวคิดนี้มาจากหญิงสาววัย 25 ปี อดีตพนักงาน Google ที่ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยมาปั้นบริษัทของตัวเอง และล่าสุดเพิ่งคว้าเงินลงทุนจาก Carmelo Anthony ตำนานนักบาสเกตบอล NBA ทำให้มูลค่าบริษัททะยานสู่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ธุรกิจเพิ่งจะเริ่มสร้างได้ไม่นาน
Cecilia Shen อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูในวงการภาพยนตร์ แต่สำหรับวงการ AI เธอคือหนึ่งคนที่น่าจับตามอง
ปัจจุบันเธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Utopai Studios บริษัทด้านความบันเทิงที่ใช้ AI เป็นหัวใจของการสร้างคอนเทนต์ โดยการนำ AI ที่พัฒนาขึ้นมาเอง มาผสานเข้ากับประสบการณ์การสร้างภาพยนตร์จริง ๆ ซึ่งหลังย้ายจากจีนมาเติบโตที่แคนาดา เธอตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยช่วงโควิด เพื่อมาเริ่มทำงานด้าน AI ที่ธนาคาร Royal Bank ที่แคนาดาก่อนจะได้ร่วมงานกับ X ซึ่งเป็นหน่วย Moonshot Factory ของ Google เป็นจุดที่เธอได้พบกับ Jie Yang หัวหน้าทีมวิจัยและวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้วยกันในปี 2022 เดิมทีบริษัทที่เธอสร้างใช้ชื่อ Cybever ที่พัฒนา AI สร้างฉาก 3D ให้กับอุตสาหกรรมเกม แต่เมื่อเห็นโอกาสว่าเทคโนโลยีนี้ขยายไปสู่วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้ ทั้งคู่จึงปรับทิศทางธุรกิจและรีแบรนด์ใหม่เป็น 'Utopai Studios' ที่มีเป้าหมายใหญ่กว่าเดิม
เธอไม่ได้มองบริษัทเป็นแค่ค่ายหนัง หรือบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้สองด้านนี้หนุนกันไปเรื่อย ๆ คือนำ AI ไปใช้จริงในกองถ่าย พอเจอปัญหาหน้างานตรงไหนก็เอากลับไปปรับปรุง AI ให้ดีขึ้นทีละนิด และเมื่อ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ การทำหนังหรือคอนเทนต์ในเรื่องต่อ ๆ ไปก็อาจเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีบริษัท AI เข้ามาเจาะตลาดวงการภาพยนตร์กว่า 65 แห่งทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่ผู้พัฒนาเครื่องมือช่วยงานเบื้องหลัง เธอมองว่านั่นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เพราะถ้า Utopai ทำตัวเป็นแค่คนขายซอฟต์แวร์ โอกาสที่จะปั้นธุรกิจให้โตจนมีมูลค่าหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐคงเป็นไปได้ยาก โดยเธอให้มุมมองว่า 'การเป็นบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ที่ขายแค่เครื่องมือไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะไม่มีใครสร้างบริษัทมูลค่าหลักหมื่นล้านดอลลาร์ได้จากการเป็นแค่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี แต่คุณต้องเป็นเจ้าของสิ่งนั้นเอง' ด้วยเหตุนี้ในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา บริษัทจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น Utopai Studios และเริ่มลงทุนผลิตภาพยนตร์รวมถึงซีรีส์ของตัวเองควบคู่ไปกับการให้บริการแพลตฟอร์ม AI
หนึ่งในไฮไลต์การลงทุนรอบล่าสุด คือการได้ Carmelo Anthony ตำนานนักบาส NBA เข้ามาร่วมวงด้วย ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้มาเพื่อลงเงินอย่างเดียว แต่ยังดึงบริษัท Creative 7 Productions ของตัวเองมาเป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อใช้ AI ของบริษัทนี้ผลิตวิดีโอเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาและแวดวงกีฬาในมุมมองใหม่ ๆ
ส่วนด้านมูลค่าการลงทุน แม้จะไม่ได้ประกาศออกมาตรง ๆ แต่ Forbes คาดการณ์ว่าอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ดันให้มูลค่าของบริษัททะยานสู่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อย เหตุผลหลักที่ Carmelo Anthony ตัดสินใจร่วมงานด้วย เป็นเพราะเขาไประทับใจวิสัยทัศน์ของเธอที่อยากเปิดโอกาสให้ผู้คนใช้ AI สร้างผลงานที่มีคุณค่าในระยะยาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนดังจาก NBA คนแรก เพราะก่อนหน้านี้ค่ายก็เคยร่วมงานกับ James Harden เพื่อสร้างแอนิเมชันสั้นมาแล้วเช่นกัน
สิ่งที่ Utopai Studio ทำต่างไปจากบริษัท AI ทั่วไป คือการเลือกลุยตลาด 'Long-form Content' อย่างการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์แบบเต็มเรื่อง แม้ตอนนี้ AI จะสร้างคลิปสั้นออกมาได้ค่อนข้างเนียนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครทำหนังหรือซีรีส์เรื่องยาวที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ เธอจึงมองว่ามองเห็นโอกาสจากช่องโหว่นี้ และนิยามพื้นที่ตรงนี้ว่าเป็น 'ตลาดที่ยังว่าง' พร้อมตั้งเป้าว่าบริษัทต้องเป็นผู้นำของตลาดนี้ให้ได้
อาวุธของบริษัทคือแพลตฟอร์ม 'PAI' ที่ฉีกกรอบเครื่องมือ AI ทั่วไป ด้วยการออกแบบมาเพื่อสร้างคลิปยาวโดยเฉพาะ ระบบนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยสารพัดประโยชน์ ตั้งแต่ช่วยคิดบท คุมหน้าตาตัวละครและฉากไม่ให้หลุด ไปจนถึงวางแผนถ่ายทำ เธอตั้งใจให้ระบบนี้เข้าไปช่วยผู้กำกับทำงานได้ไวและยืดหยุ่นขึ้น โดยยังให้มนุษย์เป็นคนตัดสินใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมดเหมือนเดิม
จุดเด่นของ PAI คือความสามารถในการคุมความต่อเนื่องของงาน ผู้สร้างสามารถสร้างตัวละครขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ซ้ำในหลายฉากได้ โดยหน้าตา บุคลิกจะไม่เปลี่ยน ไม่ผิดเพี้ยน นอกจากนี้ยังเปิดให้ผู้กำกับปรับมุมกล้อง ปรับแอ็กติ้งหรือแก้ฉากหลังได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องสร้างฉากใหม่ทั้งหมด ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด
ในแง่ธุรกิจตลาดก็ให้การตอบรับดีมาก ภายในเวลาแค่ 60 วันหลังเปิดตัว PAI สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการให้สิทธิ์ใช้งานกับสตูดิโอทั่วโลก ความสำเร็จนี้ดันให้รายได้รวมของบริษัทพุ่งจาก 7.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 มาอยู่ที่ 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในครึ่งแรกของปี 2025
อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้หลายคนจับตาบริษัทนี้ คือความสามารถในการ 'ลดต้นทุน' การผลิตลงได้อย่างมหาศาล Cecilia Shen ประเมินว่าการทำหนังฟอร์มยักษ์ 1 เรื่องอาจใช้ทีมงานทั้งหมดแค่ 30-40 คนเท่านั้น (แบ่งเป็นทีมสร้างสรรค์ 10 คน และที่เหลือคือทีมเทคนิค) ซึ่งถ้าไปเทียบกับกองถ่ายแบบเดิมที่ต้องใช้คนตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ถือว่าตัวเลขต่างกันลิบลับ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ Forbes ที่มองว่าหนังของ Utopai แต่ละเรื่องน่าจะใช้งบไม่ถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ที่ต้นทุนพุ่งทะลุ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว
จุดชี้ชะตาจึงอยู่ที่ 'คุณภาพ' หากผลงานของ Utopai ทำออกมาได้ดีพอที่จะสู้กับค่ายใหญ่ได้ โมเดลนี้ก็อาจถึงขั้นพลิกโฉมโครงสร้างต้นทุนของวงการภาพยนตร์
ปัจจุบันบริษัทกำลังเดินหน้าพัฒนาโปรเจกต์ภาพยนตร์และซีรีส์อยู่หลายเรื่อง โดยมี 2 โปรเจกต์ไฮไลต์ที่น่าจับตา ได้แก่ Space Nation ซีรีส์ไซไฟที่ต่อยอดมาจากผลงานของ Marco Weber อดีตซีอีโอร่วม Cortés ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ เขียนบทโดย Nicholas Kazan นักเขียนบทที่เคยเข้าชิงออสการ์ ซึ่งโปรเจกต์นี้เคยถูกหลายค่ายหนังเมินและมองว่า 'เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้าง' เพราะสเกลงานใหญ่และกินงบประมาณสูงเกินไป แต่พอมีเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยลดต้นทุน โปรเจกต์ที่เคยถูกพับไปจึงสามารถเกิดขึ้นจริงได้
และด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าปกติมาก ทีมงานของทั้งสองโปรเจกต์จึงขายสิทธิ์เผยแพร่ในต่างประเทศบางส่วนไปแล้ว ให้กับสถานีโทรทัศน์ในบราซิลและเยอรมนี ในราคาตลาดที่แข่งขันได้เทียบเท่าคอนเทนต์ที่ไม่ใช้ AI Forbes เลยประเมินว่าหากทั้งสองเรื่องสร้างเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบได้ตามแผน ทั้งสองโปรเจกต์รวมกันอาจทำรายได้จากการขายสิทธิ์เผยแพร่สูงสุดถึงราว 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีโอกาสทำเงินเพิ่มได้อีกหากขายสิทธิ์ในประเทศอื่น ๆ เพิ่ม หรือขายให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก
ในขณะที่การใช้ AI ยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐฯ แต่เธอชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศกลับพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และโคลอมเบีย ต่างต้องการสร้างคอนเทนต์ที่สะท้อนวัฒนธรรมของตนเอง แต่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณทำให้ผลิตได้จำกัด AI จึงกลายเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เข้ามาช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการผลิตงานท้องถิ่นสู่สายตาผู้คน ในฝั่งของเอเชีย Utopai ยังได้จับมือกับ Huace หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสื่อบันเทิงเบอร์ต้นๆ ของจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่นำ AI เข้ามาใช้วงการบันเทิงเร็วมาก เห็นได้จากซีรีส์หรือละครสั้นแนวตั้ง ที่สร้างโดย AI ซึ่งมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมตอนนี้ยังมีตัวละคร AI ไปโผล่ในภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงหนังแล้ว
ถึง Utopai จะโตไวแค่ไหน แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังต้องพิสูจน์คือ 'คนดูจะเปิดรับหนังที่สร้างด้วย AI ได้มากหรือน้อยแค่ไหน?'
ขณะเดียวกันฝั่งฮอลลีวูดก็ยังกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานคนเบื้องหลัง ทั้งนักเขียนบท ศิลปิน นักออกแบบ และทีมงานอีกนับไม่ถ้วน ด้าน Cecilia Shen เองก็ได้ออกมาพูดว่า Utopai ใช้เฉพาะชุดข้อมูลที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และไม่มีการนำผลงานติดลิขสิทธิ์มาเทรน AI แน่นอน
เธอย้ำจุดยืนว่ากระบวนการคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นหน้าที่หลักของมนุษย์ ส่วน AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนที่ช่วยย่นระยะเวลาการผลิตและลดต้นทุนเท่านั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่มีบริษัทไหนพิสูจน์ได้ว่าภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่สร้างด้วย AI จะประสบความสำเร็จเทียบชั้นฮอลลีวูดได้จริงหรือเปล่า
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Utopai กำลังทำคือการส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม จากที่ AI เคยเป็นเพียงผู้ช่วย ปัจจุบันมันกำลังกลายมาเป็นแกนหลักในการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ หากโมเดลนี้เวิร์ก การเปลี่ยนแปลงจะขยายวงกว้างไปทั่วโลก เพราะต้นทุนที่ลดลงจะช่วยปลดล็อกให้ผู้สร้างรายย่อยสามารถผลิตผลงานสเกลใหญ่ได้ แต่ในทางกลับกัน หากโปรเจกต์นี้ไปไม่รอด มันก็จะเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ต่อให้เทคโนโลยี AI จะก้าวล้ำไปแค่ไหน การสร้างหนังให้คนดูรู้สึก 'อิน' และจดจำได้ ก็ยังต้องอาศัย 'ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของมนุษย์' ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังลอกเลียนไม่ได้ง่าย ๆ
อ้างอิง: forbes, medium, utopaistudios
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด