
โลกกำลังขยับเข้าใกล้จุดที่ AI มีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์ในสายงานดิจิทัล หรือที่เรียกว่า AGI ซึ่งคำถามคือเมื่อถึงจุดนั้น วงการแพทย์และการดูแลสุขภาพจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ต่อนี่คือสรุปมุมมองจาก นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์นวัตกรรมข้อมูลศิริราช (SiData+) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิดและกำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานของแพทย์
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic คาดการณ์ว่า AGI อาจจะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือปีหน้า สัญญาณหนึ่งที่เห็นได้คือเมื่อ AI รุ่นใหม่อย่าง Claude 3.5 Sonnet มีความสามารถมากขึ้นจนทำงานแทนคนได้บางส่วน ก็ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทซอฟต์แวร์และบริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งในสหรัฐฯ หรืออย่าง Elon Musk ก็เคยระบุว่าหุ่นยนต์ Optimus ของเขาจะมีความสามารถในการผ่าตัดเหนือกว่าศัลยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ภายในปี 2029
แม้หลายคนยังไม่มั่นใจว่า AGI จะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตอนนี้คนเก่งๆ และเงินทุนจำนวนมากกำลังมุ่งมาที่วงการแพทย์ เหตุผลเพราะเมื่อเทคโนโลยีสามารถตอบสนองความต้องการด้าน สิ่งของและความสะดวกสบายได้ครบ สิ่งที่คนจะให้ความสำคัญและต้องการมากที่สุดเป็นอันดับต่อไปก็คือเรื่องของ Healthcare and Wellness
เพื่อประเมินความสามารถของ AI ในตอนนี้ นพ.ปิยะฤทธิ์ เล่าประสบการณ์จากการร่วมตรวจสอบโมเดล GPT-4o ให้กับ OpenAI ว่า หากให้ AI ทำข้อสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์ มันทำคะแนนได้สูงถึง 99.8 % ซึ่งถือว่าทำได้ดีมาก
แต่เมื่อนำมาทดสอบกับสถานการณ์จำลองใกล้เคียงการทำงานจริง ซึ่งเป็นปกติที่คนไข้มักให้ข้อมูลไม่ครบหรือบอกอาการสับสน ปรากฏว่า GPT-4o กลับทำคะแนนไม่ได้เลย (0%) ในขณะที่แพทย์ทั่วไปที่เป็นมนุษย์ทำได้เฉลี่ยที่ 40% สาเหตุคือ AI ในปัจจุบันยังขาดทักษะในการตั้งคำถามซักประวัติเพิ่มเติมเมื่อเจอข้อมูลที่กำกวม ทำให้ประเมินอาการผู้ป่วยต่ำกว่าความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว โมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นการใช้เหตุผลอย่าง GPT-5.2 เริ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นจนสูสีหรือแซงหน้าแพทย์ทั่วไปแล้วในบางการทดสอบ
ความท้าทายต่อไปของการพัฒนา AI ทางการแพทย์คือ การฝึกโมเดลด้วยข้อมูลจากหนังสือหรืองานวิจัยเริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว หากต้องการพัฒนา AI ให้ไปถึงระดับ AGI จะต้องใช้ ‘ข้อมูลการรักษาจริง’ ที่มีคุณภาพในปริมาณมาก
นี่คือจุดที่ระบบสาธารณสุขไทยอาจมีข้อได้เปรียบ เพราะในขณะที่แพทย์เฉพาะทางในอังกฤษอาจตรวจคนไข้วันละ 10-15 คน แต่แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐของไทยอย่างศิริราช อาจต้องตรวจคนไข้มากถึงวันละ 60 คน ปริมาณเคสและข้อมูลที่มากมายในระบบนี้ จึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำมาใช้พัฒนา AI ให้มีความแม่นยำมากขึ้นได้
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าบุคลากรทางการแพทย์ปรับตัวช้า แต่ข้อมูลจาก AMA ระบุว่าแพทย์ถึง 81% ใช้งาน AI ในการทำงานแล้ว และ 88% ใช้งานด้วยความระมัดระวังอย่างมาก พวกเขาไม่ได้เชื่อ AI ทั้งหมดโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ สิ่งที่แพทย์คาดหวังที่สุดจาก AI ในตอนนี้ ไม่ใช่การให้มาตรวจโรคแทน แต่คือการให้เข้ามาช่วยจัดการงานเอกสาร เพื่อลดภาระงานส่วนนี้ และให้แพทย์มีเวลาไปโฟกัสกับการดูแลรักษาคนไข้ได้อย่างเต็มที่
เมื่อก่อนเวลาเราจะถามคำถามยากๆ ทางการแพทย์กับ AI เราอาจจะต้องจ่ายต้นทุนสูงถึงครั้งละ 35 บาท (1 ดอลลาร์) แต่ทุกวันนี้ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดโดยเฉพาะจากฝั่งจีน ต้นทุนมันลดลงมาเหลือแค่ 1 บาท ทำให้เกิดรูปแบบการใช้งานใหม่ที่เรียกว่า Multi-agent AI
แทนที่เราจะคุยกับแชทบอทตัวเดียว อนาคตระบบจะมี AI ตัวกลางทำหน้าที่เหมือน 'หมออายุรกรรม' คอยรับเรื่องคนไข้ แล้วกระจายงานไปให้ AI ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคุยกันเอง เช่น ส่งฟิล์มเอ็กซเรย์ให้ AI หมอรังสี ส่งผลชิ้นเนื้อให้ AI หมอพยาธิวิทยา แล้วให้ AI เหล่านี้เถียงกัน สรุปข้อเท็จจริงออกมา เพื่อให้มนุษย์ตรวจสอบความถูกต้องก่อนใช้ในการรักษาจริง
ตอนนี้เราข้ามจุดที่ต้องมาตั้งคำถามแล้วครับว่า AI จะมาแทนที่แพทย์หรือไม่ เพราะภาพที่เกิดขึ้นจริงคือ AI กำลังเข้ามาเป็น 'ผู้ช่วยมือขวา' ที่ช่วยแบ่งเบาภาระงานเอกสารและช่วยวิเคราะห์ผลตรวจต่างๆ ทำให้ทีมแพทย์ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยมีหน้าที่คือมาช่วยรับจบงานจุกจิกอย่างพวกเอกสาร หรือช่วยสแกนดูฟิล์มเอ็กซเรย์ เพื่อให้หมอเอาเวลาไปโฟกัสกับการรักษาคนไข้ได้เต็มที่ และถ้าวันนึงที่ AGI เก่งสมบูรณ์แบบขึ้นมาจริงๆ วงการสุขภาพและการดูแลให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น จะเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมากแน่ ๆ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด