AI ออกแบบสัญญาณกระตุ้นสมองให้ ‘ดวงตาเทียม’ แม่นขึ้น เรียนรู้สมองคนว่าตอบสนองยังไง แล้วค้นหาสัญญาณที่จะได้ผลตามเป้า

ชายวัย 27 ปีที่สูญเสียการมองเห็นจากการบาดเจ็บที่สมอง กลายเป็นผู้เข้าร่วมการทดลองคนแรกที่ได้ทดสอบแนวคิดใหม่ของอุปกรณ์ปลูกถ่ายกระตุ้นสมองส่วนการมองเห็น (Visual Cortical Prosthesis) หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า 'ดวงตาไบโอนิก' โดยแทนที่จะใช้สูตรกระตุ้นไฟฟ้าที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า ทีมวิจัยปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นคนออกแบบสัญญาณให้ตรงกับสมองของเขาเอง

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof-of-Concept) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuron ภายใต้ชื่อ "Deep learning-based control of electrically evoked activity in human visual cortex" เป็นผลงานร่วมระหว่าง University of California, Santa Barbara (UCSB), ETH Zurich และ Miguel Hernández University ผลที่ออกมาคือรูปแบบการกระตุ้นที่ AI ออกแบบสามารถสร้างกิจกรรมของเซลล์ประสาทตามเป้าหมายได้แม่นยำกว่าวิธีมาตรฐาน ทั้งที่ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า

สมองไม่ใช่หน้าจอ และแสงวาบก็ไม่ใช่พิกเซล

โจทย์ใหญ่ของการทำอุปกรณ์ปลูกถ่ายกลุ่มนี้คือความเข้าใจผิดที่ฝังอยู่ในวิธีคิดแบบวิศวกรรมมานาน เมื่อกระตุ้นไฟฟ้าเข้าไปที่สมองส่วนการมองเห็น (Visual Cortex) ผู้ใช้จะรับรู้เป็นแสงวาบที่เรียกว่า Phosphene ซึ่งมีลักษณะเป็นจุด แสงกะพริบ หรือรูปทรงของแสงที่คล้ายดวงดาวหรือประกายไฟ ทีมวิศวกรจึงมักตั้งสมมติฐานว่าถ้าเพิ่มจำนวนขั้วไฟฟ้าที่กระตุ้นเข้าไป ภาพที่ผู้ใช้เห็นก็น่าจะสมบูรณ์ขึ้นตามไปด้วย

Michael Beyeler รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่ง UCSB และหนึ่งในผู้ควบคุมงานวิจัย อธิบายว่า "วิศวกรมักอยากปฏิบัติกับ Phosphene เหมือนเป็นพิกเซล คือกระตุ้นขั้วไฟฟ้าให้มากขึ้นแล้วน่าจะได้ภาพที่ครบถ้วนขึ้น แต่สมองไม่ได้ทำงานแบบนั้น" ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้อุปกรณ์รุ่นก่อนหน้าติดเพดาน เพราะการเพิ่มความละเอียดของสัญญาณไม่ได้แปลว่าการรับรู้จะละเอียดตาม

โมเดลที่เดาใจสมองก่อน แล้วย้อนกระบวนการมาออกแบบสัญญาณ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองคือแผงขั้วไฟฟ้า 96 ช่องสัญญาณ (96-channel Electrode Array) ที่ฝังชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือนในสมองส่วนการมองเห็น ผ่าตัดที่ Hospital IMED Elche ประเทศสเปน ในฐานะส่วนหนึ่งของการทดลองประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Trial) ที่ใหญ่กว่านี้ จุดสำคัญคืออุปกรณ์นี้ทำได้ทั้งปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้น และบันทึกการตอบสนองของสมองกลับออกมา

ความสามารถในการบันทึกสัญญาณนี่เองที่เปิดทางให้ทีมวิจัยฝึกโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Neural Network) ด้วยข้อมูลการทำงานของสมองจริง แทนที่จะพึ่งกฎการกระตุ้นที่กำหนดไว้ตายตัว โมเดลเรียนรู้ที่จะทำนายว่าสมองของผู้เข้าร่วมจะตอบสนองอย่างไรต่อรูปแบบการกระตุ้นแต่ละแบบ แล้วจากนั้นจึงทำงานย้อนกลับ คือรับโจทย์ว่าอยากได้กิจกรรมของเซลล์ประสาทแบบไหน แล้วไล่ค้นหาว่าค่าการกระตุ้นชุดใดมีโอกาสสร้างผลลัพธ์นั้นได้มากที่สุด กลายเป็นการควบคุมแบบวงจรปิด (Closed-loop Control)

อีกองค์ประกอบที่ทำให้โมเดลแม่นขึ้นคือการนำกิจกรรมสมองขณะพัก (Resting Brain Activity) ที่วัดก่อนการกระตุ้นแต่ละครั้งเข้ามาคำนวณด้วย เพราะความพร้อมในการตอบสนองของเซลล์ประสาทไม่ได้คงที่ แต่แกว่งไปมาในแต่ละช่วงเวลา การรู้สถานะตั้งต้นของสมองก่อนยิงสัญญาณจึงช่วยให้ระบบปรับความแรงได้เหมาะสมขึ้นแบบวินาทีต่อวินาที

แม่นกว่า เบากว่า และบอกได้ดีกว่าว่าผู้ใช้เห็นอะไร

ผลการทดสอบกับผู้เข้าร่วมพบว่ารูปแบบการกระตุ้นที่ AI ออกแบบสร้างกิจกรรมของสมองตามเป้าหมายได้ตรงกว่าวิธีเปรียบเทียบแบบเดิม ขณะเดียวกันก็ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยลง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระยะยาว

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือทีมวิจัยพบว่าสัญญาณสมองที่บันทึกได้บอกใบ้ถึงสิ่งที่ผู้เข้าร่วมรับรู้จริงได้ดีกว่าค่าพารามิเตอร์การกระตุ้นเพียงอย่างเดียว พูดในเชิงหลักการคือ 'สิ่งที่สมองทำกับสัญญาณนั้นสำคัญไม่แพ้ตัวสัญญาณที่ส่งเข้าไป' ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบอุปกรณ์รุ่นถัดไปจึงควรอ่านการตอบสนองของสมองประกอบด้วย ไม่ใช่ตั้งค่าแล้วปล่อยผ่าน

จุดที่ต้องพูดให้ตรงคือการรับรู้ของผู้เข้าร่วมยังจำกัดอยู่แค่ระดับ Phosphene คือจุดแสง แสงกะพริบ และรูปทรงของแสง ไม่ใช่ภาพที่มีรายละเอียดแบบการมองเห็นตามปกติ งานชิ้นนี้จึงยังไม่ใช่การคืนการมองเห็นให้ผู้ป่วย แต่เป็นการวางกรอบวิธีการที่ชี้ว่าอุปกรณ์ในอนาคตสามารถเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของสมองแต่ละคนและปรับการกระตุ้นแบบเรียลไทม์ได้จริง

เป้าหมายคืออุปกรณ์ที่ปรับตัวเข้าหาคน ไม่ใช่ให้คนปรับตัวเข้าหาอุปกรณ์

จุดแข็งเชิงการรักษาของอุปกรณ์กลุ่มนี้คือการข้ามดวงตาและเส้นประสาทตาไปทั้งหมด แล้วส่งสัญญาณตรงเข้าสมองส่วนการมองเห็น หมายความว่ากลุ่มผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบประสาทเสื่อม หรือการบาดเจ็บที่สมอง ซึ่งเดิมไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของอุปกรณ์ปลูกถ่ายจอตา ก็มีโอกาสได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วย

Michael สรุปทิศทางของงานไว้ว่า "อุปกรณ์ช่วยการมองเห็นที่ใช้งานได้จริงจะพึ่งสูตรตายตัวไม่ได้ มันต้องเรียนรู้ว่าสมองของแต่ละคนตอบสนองอย่างไรแล้วปรับการกระตุ้นตามนั้น สุดท้ายแล้วอุปกรณ์ต้องปรับตัวเข้าหาคน ไม่ใช่ให้คนปรับตัวเข้าหาอุปกรณ์"

งานวิจัยนี้ต่อยอดจากงานเชิงคำนวณที่ได้รับทุน Director's New Innovator Award จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health หรือ NIH) เมื่อปี 2022 มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 5 ปี โดยมีผู้เขียนหลักร่วมสามคนคือ Pehuén Moure จาก ETH Zurich, Jacob Granley จาก UCSB และ Fabrizio Grani จาก Miguel Hernández University ภายใต้การควบคุมของ Michael Beyeler,Shih-Chii Liu จาก ETH Zurich และ Eduardo Fernández จาก Miguel Hernández University

สถานะปัจจุบันของเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นงานวิจัย ยังไม่มีการนำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ และการทดสอบยังจำกัดอยู่ที่ผู้เข้าร่วมเพียงรายเดียวในช่วงเวลาที่ฝังอุปกรณ์ชั่วคราว 6 เดือน ขั้นถัดไปที่ทีมวิจัยต้องพิสูจน์คือการขยายผลไปยังผู้เข้าร่วมจำนวนมากขึ้น และการยกระดับจากการควบคุมแสงวาบไปสู่การสร้างรูปแบบการรับรู้ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ที่มา: UC Santa Barbara, EurekAlert

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Fitbit ซิงก์เข้า Apple Health ได้แล้ว ก้าว การนอน สัญญาณชีพ ไหลเข้าครบ

Google Health 5.05 เพิ่มการซิงก์ข้อมูลสองทางกับ Apple Health ทำให้ข้อมูล Fitbit ทั้งการออกกำลังกาย การนอน สัญญาณชีพ และจำนวนก้าว ส่งเข้า Apple Health ได้โดยตรง ปิดฉากยุคต้องพึ่งแอป...

Responsive image

เจาะลึกเซนเซอร์ BioActive ใน Galaxy Watch9 และ Ultra2 เซนเซอร์ที่อ่านสัญญาณเสี่ยงได้จากข้อมือ เบาหวาน สโตรก หัวใจ สมองเสื่อม

เจาะลึกเซนเซอร์สุขภาพของ Galaxy Watch9 และ Watch Ultra2 ที่อ่านสัญญาณเสี่ยง 4 กลุ่มโรค NCDs จากข้อมือ ทั้งดัชนี AGEs, ความดัน, สัดส่วนไขมัน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมสเปก ราคาไท...

Responsive image

นักวิจัยสวิตเซอร์แลนด์พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทำฟัน’ ช่วยลดขั้นตอนการทำครอบฟัน

ลืมการทำครอบฟันแบบเดิมที่ต้องไปหาหมอหลายรอบไปได้เลย เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทันตกรรมขนาดจิ๋ว’ ที่กรอฟันได้อย่างแม่นยำตามแผน ช่วยให้หมอ...