นักวิจัยพัฒนา AI ตรวจโลหิตจางผ่าน 'ดวงตา' ไม่ต้องใช้เข็มเจาะเลือด ตอนนี้อยู่ระหว่างการทดสอบ

AI ตรวจโลหิตจาง

นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจภาวะโลหิตจางแบบไม่ต้องใช้เข็ม โดยใช้การถ่ายวิดีโอบริเวณตาขาวร่วมกับ AI เพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินในร่างกาย แนวทางนี้ยังไม่สามารถแทนการตรวจเลือดมาตรฐานได้ แต่กำลังถูกมองว่าอาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ 

ใช้กล้องถ่ายบริเวณตาขาวแล้วให้ AI ช่วยวิเคราะห์

วิธีการนี้เริ่มจากใช้กล้องจุลทรรศน์ถ่ายบริเวณตาขาวประมาณ 10 วินาที จากนั้นระบบจะลบสิ่งรบกวน เช่น การกะพริบตา การขยับดวงตา และแสงที่เปลี่ยนไปออก เพื่อให้ AI วิเคราะห์การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดบริเวณตาขาวได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้น AI จะวิเคราะห์ลักษณะการไหลเวียนของเลือด เพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและจำนวนเม็ดเลือดแดง โดยระบบถูกเทรนมาด้วยข้อมูลภาพหลอดเลือดควบคู่ไปกับผลตรวจเลือดจริงจากห้องแล็บ และที่นักวิจัยเลือกดูจากตาขาว เพราะบริเวณนี้มีเม็ดสีน้อยกว่าผิวหนัง ทำให้ลดปัญหาความคลาดเคลื่อนจากสีผิว ที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องตรวจแบบไม่เจาะเลือดบางชนิด 

เทคโนโลยียังอยู่ในช่วงทดสอบ

ทีมวิจัยได้ทดสอบระบบนี้กับกลุ่มตัวอย่าง 224 คน (ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยมะเร็งที่มีความผิดปกติทางระบบเลือดและคนที่สุขภาพแข็งแรง) ที่ศูนย์การแพทย์ Sheba ในอิสราเอลและเมื่อนำผลที่ได้ไปเทียบกับการเจาะเลือดแบบมาตรฐาน พบว่าระบบ AI สามารถระบุผู้ที่มีภาวะฮีโมโกลบินต่ำได้แม่นยำราว 83% ถึงแม้ตัวเลขนี้จะดูน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความแม่นยำระดับนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้งานจริง ซึ่งหากเทียบกับอุปกรณ์ Pronto-7 หรือเครื่องตรวจวัดระบบฮีโมโกลบินที่ผ่าน อย. สหรัฐฯ  ซึ่งทำตัวเลขได้ดีกว่าเล็กน้อยประมาณ 80-88% ในผู้ชาย และ 84-87% ในผู้หญิง

ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีตัวนี้จึงน่าจะเหมาะกับการใช้เป็น ‘เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น’ มากกว่าที่จะเอาไปใช้ตัดสินใจเรื่องการรักษาแบบจริงจัง อย่างเช่น การคำนวณขนาดยาหรือการให้เลือด

ช่วยติดตามอาการผู้ป่วยได้สะดวกขึ้น

นักวิจัยมองว่า เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้การติดตามอาการผู้ป่วยที่ต้องตรวจเลือดบ่อย ๆ ทำได้สะดวกขึ้น เช่น ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยมะเร็ง เด็ก หรือการติดตามอาการที่บ้าน เพราะอาจช่วยลดการเจาะเลือดซ้ำ ๆ ได้ ซึ่งระบบนี้ใช้แค่ภาพด้านหน้าของดวงตา ไม่ใช่จอประสาทตาด้านหลัง เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากล้องตรวจเฉพาะทางราคาแพงและในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจพัฒนาให้ใช้แค่สมาร์ตโฟนตรวจได้ 

เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดหลายด้าน

แม้เทคโนโลยีนี้จะดูน่าสนใจ แต่นักวิจัยก็ยังมีแผนที่จะทดสอบเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เพื่อยืนยันผลลัพธ์ให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดบางประการ เช่น อาการตาแดง โรคตาแห้ง หรือแม้แต่การใช้ยาหยอดตาบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในตาขาวและทำให้ผลการอ่านค่าคลาดเคลื่อนได้

ส่วนในแง่ของการนำไปใช้งานจริง การถ่ายภาพให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำจำเป็นต้องอาศัยการจัดตำแหน่งผู้ป่วยและปรับโฟกัสกล้องให้ชัดเจน ซึ่งความละเอียดอ่อนตรงนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแพทย์หรือพยาบาลทั่วไปที่จะทำได้อย่างชำนาญและอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการนำระบบนี้ไปใช้งานจริง 

อ้างอิง: livescience

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลกที่ใช้งานได้ ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวมือและแขน ก้าวสำคัญของ BCI

จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอ...

Responsive image

เลือดหยดเดียว รู้ผลใน 30 นาที: เปิดเบื้องหลัง 'SERS-TB' นวัตกรรมรามาน AI ฝีมือคนไทย ที่จะตัดวงจร 'วัณโรคแฝง' ภัยเงียบของคน 1 ใน 4 ของโลก

สวทช. โดยเนคเทค จับมือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ทดสอบภาคสนามนวัตกรรมตรวจเลือดพกพาที่หลอมรวม Raman Spectroscopy เข้ากับ ...

Responsive image

Disrupt Health Impact Fund ลงทุนใน Osteoboost จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

ครั้งแรกในไทย กองทุน Disrupt Health Impact Fund คว้า Osteoboost อุปกรณ์ Wearable ตัวเดียวที่ FDA รับรอง นวัตกรรมสั่นสะเทือนชะลอกระดูกบาง 85% เตรียมบุกตลาดเอเชียเร็วๆ นี้...