Claude สร้างเอเจนต์ 950 ตัว ค้นพบระบบเอนไซม์ชนิดใหม่ที่ใช้ตัดต่อ DNA ด้วยเวลาเพียง 21 ชั่วโมงกับ 210 ล้านโทเคน

ถ้าพูดถึง AI คนส่วนใหญ่คงนึกถึงโหมดช่วยพิมพ์งาน ช่วยตอบคำถาม หรือช่วยแต่งรูป แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่จากฝั่งยุโรป-อเมริกาที่น่าสนใจมาก ๆ คือ Anthropic (ผู้สร้าง Claude) เพิ่งเปิดห้องแล็บชีววิทยา แล้วเอา AI เข้าไปช่วยค้นคว้าวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จริง ๆ แล้วเรื่องที่ทำให้ฮือฮากันทั้งวงการ คือ AI ตัวนี้เพิ่งไปค้นพบเครื่องมือชีวภาพชนิดใหม่ในธรรมชาติ ที่อาจเข้ามาช่วยปฏิวัติการรักษาโรคทางพันธุกรรมในอนาคต โดยมันใช้เวลาค้นหาข้อมูลทั้งหมดแค่ 21 ชั่วโมงเท่านั้น

ทำไมการค้นพบนี้ถึงน่าตื่นเต้น?

ถ้าจะเล่าให้เห็นภาพง่ายที่สุด ต้องย้อนกลับไปดูเครื่องมือตัดต่อยีนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่าง CRISPR (คริสเปอร์) ก่อน ถ้าเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมหรือ DNA ในร่างกายเราเป็นข้อความในเอกสาร เวลาเราเป็นโรคร้ายแรง ก็มักจะเกิดจากการมีข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งมันพิมพ์ผิดขึ้นมา

CRISPR ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำหน้าที่เหมือนกรรไกร มันจะวิ่งเข้าไปตัดข้อความตรงจุดที่เสียทิ้งไป แต่ถ้าเราอยากใส่ข้อความใหม่ที่ดีกว่าลงไปแทนที่ มนุษย์เราต้องใช้กลไกอื่นมาช่วยอีก ซึ่งยุ่งยากและทำได้ยากมาก

แต่เครื่องมือใหม่ (ชื่อ ART-Array-associated Reverse Transcriptases) ที่ AI เพิ่งไปค้นพบนี้ มันไม่ได้มาแค่กรรไก แต่มันเปรียบเหมือนเครื่องมือครบเซ็ตที่สามารถ ตัด คัดลอก แล้วเอาข้อความใหม่ไปวางแปะ ลงใน DNA ได้เสร็จสรรพในตัวเอง

ดังนั้น การเจอเครื่องมือที่ทำได้ทั้งตัด-ก๊อป-วาง ได้ในตัวเดียวแบบนี้ คือสิ่งที่นักวิจัยทั่วโลกพยายามควานหากันมานาน เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าไปแก้ไขยีนที่ผิดปกติเพื่อรักษาโรคร้ายแรงได้ตรงจุดและแม่นยำขึ้นมาก

เบื้องหลังการทำงานของ Claude

ในโปรเจกต์นี้ AI รับบทเป็นนักคิดและวิเคราะห์ โดยClaude ไม่ได้ทำงานแค่นั่งตอบคำถามทีละข้อ แต่ระบบได้สร้างร่างแยกเอเจนต์ เกือบ 1,000 ตัว ให้ช่วยกันลุยทำงานพร้อม ๆ กันตลอด 21 ชั่วโมง ผ่านการอ่านข้อมูลยีนมากกว่า 200,000 รายการ และประมวลผลข้อมูลไปมหาศาลถึง 210 ล้านโทเคน คัดกรองตัวเลือกจากหลายพันตัวจนเหลือเพียง 20 รายการที่เด็ดที่สุด 

จากนั้นลงมือตรวจสอบกับเอกสารวิชาการในอดีตทั้งหมดด้วยตัวเอง แล้วเขียนรายงานสรุปยื่นให้นักวิทยาศาสตร์อ่านว่า "เจอเอนไซม์ตัวนี้น่าสนใจมาก เพราะมันมีพฤติกรรมตัดและวางยีนได้ ลองเอาไปทดลองดูสิ"

ส่วนมนุษย์รับบทเป็นคนลงมือและพิสูจน์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้อ่านรายงานจาก AI ก็จะเป็นคนทดลอง นำยีนนั้นไปสังเคราะห์ และลงมือทดสอบในห้องแล็บจริง เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ AI คิดไว้ สามารถทำงานได้จริงในสิ่งมีชีวิต

กระบวนการนี้ช่วยย่นเวลาการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ จากเดิมที่ต้องนั่งสุ่มหาข้อมูลและลองผิดลองถูกเองนานหลายเดือนหรือเป็นปี ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แน่นอนว่าการค้นพบครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีวิธีรักษารักษาโรคร้ายแรงพร้อมใช้ในโรงพยาบาลพรุ่งนี้เช้า เพราะขั้นตอนการนำตัวยาหรือวิธีการใหม่ ๆ ไปทดสอบความปลอดภัยในคนยังคงต้องใช้เวลาตามมาตรฐานการแพทย์ปกติ

แต่ความหมายที่แท้จริงของการค้นพบนี้คือ สปีดในการเริ่มต้น

จากเดิมที่วงการแพทย์ต้องเสียเวลาหลายปีกว่าจะเจอเบาะแสของวิธีรักษาใหม่ ๆ สักหนึ่งอย่าง แต่วันนี้เรามี AI ที่ช่วยชี้เป้าและเสนอไอเดียดี ๆ ให้นักวิจัยนำไปทดลองต่อได้วันละหลายร้อยเรื่อง ซึ่ง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เชื่อว่า การมี AI มาช่วยเร่งเครื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นแบบนี้ จะช่วยขยับเราเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ นั่นคือ "การค้นหาวิธีรักษาโรคร้ายส่วนใหญ่ให้ได้ภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า" นั่นเอง

อ้างอิง: techcrunch, anthropic

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิจัยจาก UC San Diego สร้าง ‘เซลล์เสมือนจริง 4 มิติ’ ช่วยนักวิทย์ฯ คาดเดาปฏิกิริยาของยาได้ดีขึ้น

UC San Diego ฝึกโมเดล AI ชื่อ MitoSpace ด้วยคลิปเซลล์ 4 มิติ 40,000 คลิป จัดกลุ่มยาตามกลไกได้แม่น 75% เทียบภาพนิ่ง 2 มิติ 56% พร้อมสร้างฝาแฝดดิจิทัลของเซลล์มะเร็งที่ทำนายฤทธิ์ยาได้...

Responsive image

ผ่าวิกฤตคอขวดโรงพยาบาลไทยด้วย Smart Hospital Ecosystem: เมื่อ DeepTech และ AI กลายเป็นหัวเจาะปฏิรูปการรักษา

วิกฤตความแออัดในโรงพยาบาลรัฐและภาระงานเอกสารอันล้นมือของบุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็น Pain Point เชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ ระบบสาธารณสุขไทยต้องแบกรับจำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่...

Responsive image

มะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดียวอีกต่อไป เมื่อจีโนมิกส์และ AI เปลี่ยนการรักษาจาก 'สูตรเดียวใช้กับทุกคน' สู่แผนเฉพาะบุคคล

มะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดียวอีกต่อไป เมื่อจีโนมิกส์และ AI ช่วยแยกชนิดย่อยของโรค นำไปสู่แผนการรักษาเฉพาะบุคคล พร้อมโจทย์การเข้าถึงที่ระบบสุขภาพไทยต้องตอบ...