เข้าใจการแพทย์ 3 ยุค จาก ‘ป่วยค่อยรักษา’ สู่ ‘Biotech’ ออกแบบชีวิตไม่ให้แก่

วงการแพทย์กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากการตั้งรับเพื่อรักษา ไปสู่การรุกเพื่อป้องกัน และยืดอายุขัยที่มีคุณภาพ บทสนทนาระหว่าง นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และ นพ.ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล ผู้บริหารกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ได้ฉายภาพเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ

โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ ที่ว่า "ทำไมเราต้องสนใจเทคโนโลยีสุขภาพ ทั้งที่เราก็รู้ว่าต้องกินดี นอนดี และออกกำลังกายอยู่แล้ว?"

แก่ไม่แก่ดูที่ ‘อายุจริง’ หรือ ‘อายุเซลล์’

หมอแอ้วเริ่มต้นด้วยการเปิดประเด็นที่น่าทึ่งผ่านตัวบุคคล คือ อาจารย์ยุทธนา รุ่นพี่แพทย์ศิษย์เก่าจุฬาฯ ที่มีอายุห่างกันถึง 11 รุ่น ในวัย 73 ปีที่กำลังย่างเข้าสู่ 74 อาจารย์ยุทธนากลับมีรูปลักษณ์และพลังงานที่ดูเหมือนคนวัย 60 ปีต้น ๆ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มันคือคำจำกัดความของ Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพสมบูรณ์พอที่จะใช้ชีวิตได้ตามใจปรารถนา ซึ่งในปัจจุบันเราไม่ได้โฟกัสแค่ Lifespan (การมีชีวิตที่ยาวนาน) อีกต่อไป เพราะการมีอายุยืนยาวแต่ต้องนอนติดเตียงนั้นไม่ใช่เป้าหมาย แต่การมีอายุ 70-80 ปีที่ยังเดินเหินคล่องแคล่วและสมองแจ่มใสต่างหากคือโจทย์ใหญ่ของ Biotech

เพื่อให้เข้าใจบทบาทของเทคโนโลยี เราต้องย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของการแพทย์ผ่าน 3 ยุคสมัย 

ยุคที่ 1: การแพทย์เชิงรับ (Reactive Medicine)

ย้อนกลับไปราว 100 ปีก่อน ในรุ่นคุณยายของเรา นิยามของโรค คือความเจ็บปวด มีบาดแผล มีการติดเชื้อ หรือมีหนอง และบทบาทของหมอ คือ Problem Solver หรือผู้แก้โจทย์เฉพาะหน้า หมอจะถูกสอนมาว่า "คนไข้เป็นอะไรมา คุณต้องแก้ปัญหาตรงนั้นให้ได้" ถ้าคนไข้ไม่เจ็บปวด หมอแทบไม่มีบทบาท

ยุคที่ 2: การแพทย์เชิงดัชนี (Index-based Medicine)

ในยุคปัจจุบัน เราเข้าสู่ช่วงที่โรคไม่ได้มาพร้อมความเจ็บปวดเสมอไป เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ยุคนี้เราจะเห็นว่าคนไข้เดินเข้ามาหาหมอด้วยความรู้สึกปกติดีทุกอย่าง แต่ผลเลือดบอกว่า ป่วย

เราจะเริ่มเห็นว่า ตัวเลขความดันหรือน้ำตาล ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือ ดัชนีพยากรณ์ (Predictive Index) ที่บอกว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย อีก 10 ปีข้างหน้าโรคภัยจะมาเยือนในรูปแบบของเส้นเลือดสมองแตกหรือหัวใจวาย

ยุคที่ 3: การแพทย์เชิงรุกและ Biotech (Proactive & Biotech)

นี่คือ พรมแดนใหม่ที่หมอแอ้วและอาจารย์ยุทธนากำลังพูดถึง เป็นยุคที่ก้าวข้ามแค่การดูดัชนีพื้นฐาน ไปสู่การจัดการที่ต้นตอระดับโมเลกุล

ในยุคที่ 2 เราดูแค่น้ำตาลสูงหรือยัง แต่ในยุคที่ 3 เราจะดูไปถึงระดับ DNA, Microbiome (จุลินทรีย์ในลำไส้) หรือ Biomarkers ที่ละเอียดมากพอจะบอกได้ว่า "ร่างกายของคุณมีแนวโน้มจะอักเสบง่ายกว่าคนอื่น" หรือ "คุณมีการเผาผลาญที่ตอบสนองต่อคาร์โบไฮเดรตได้แย่มาก" แม้ว่าค่าน้ำตาลในปัจจุบันจะยังปกติดีอยู่ก็ตาม

เป้าหมายของการแพทย์ในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การไม่ป่วยอีกต่อไป แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ร่างกายทำงานได้ดีอยู่เสมอ เหมือนตัวอย่างอาจารย์ยุทธนาในวัย 73 ปี ที่ยังดูเหมือน 60 นี่คือผลลัพธ์ของการบริหารจัดการร่างกายก่อนที่ความเสื่อมจะปรากฏโฉม

ในยุคนี้หมอเองก็จะเปลี่ยนบทบาทเป็น สถาปนิกทางสุขภาพโดยมี Biotech เป็นเครื่องมือในการปรับแต่ง ร่างกายให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อยืด Healthspan ออกไปให้ยาวนานที่สุด

เสาหลัก 5 ต้น สู่การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

แม้เราจะอยู่ในยุคที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยเพียงใด หมอแอ้วย้ำเสมอว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาแทนที่วินัยพื้นฐาน แต่เทคโนโลยีคือเครื่องมือที่จะบอกว่า เราควรมีวินัยในเรื่องไหนมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด โดยมีเสาหลัก 5 ต้นดังนี้

  1. Nutrition (อาหาร): การกินที่เป็นยา ไม่ใช่การกินที่สร้างโรค
  2. Sleep (การนอน): การซ่อมแซมระบบประสาทและร่างกายระดับลึก
  3. Exercise (การออกกำลังกาย): การรักษาเครื่องยนต์ (กล้ามเนื้อและหัวใจ) ให้พร้อมใช้งาน
  4. Stress Management (การจัดการความเครียด): การควบคุมระดับคอร์ติซอลและรักษาสมดุลจิตใจ
  5. Social Connection (ความสัมพันธ์): พลังของการมีกัลยาณมิตร ซึ่งงานวิจัยระยะยาวระบุว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้อายุยืนที่สุด

บทสรุปจากการสนทนาของ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา และ นพ.ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล ไม่ใช่เพียงแค่การบรรยายเรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการฉายภาพอนาคตที่มนุษย์กำลังจะเปลี่ยนสถานะจากเหยื่อของความเสื่อม กลายเป็นผู้บริหารจัดการชีวิตตนเองจริง ๆ

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะเห็นรอยต่อที่ชัดเจนของการแพทย์ 3 ยุคสมัย เริ่มจากยุคโบราณที่เป็นการตั้งรับที่มักจะสายเกินไป จนก้าวมาสู่ยุคปัจจุบันที่เราเริ่มรู้จักใช้ดัชนีพยากรณ์ อย่างค่าน้ำตาลหรือความดันมาเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อชะลอวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอีกสิบปีข้างหน้า 

แต่สิ่งที่หมอแอ้วและอาจารย์ยุทธนากำลังพาเรามุ่งไป คือยุคที่สามที่ขับเคลื่อนด้วย Biotech ซึ่งเป็นการลงลึกไปจัดการถึงต้นตอระดับโมเลกุลและยีน เพื่อออกแบบคุณภาพชีวิตให้แม่นยำ เฉพาะบุคคลก่อนที่ตัวเลขความเสี่ยงใด ๆ จะปรากฏขึ้นด้วยซ้ำ

ถึงแม้เทคโนโลยีชีวภาพจะทรงพลังเพียงใด ทั้งสองท่านยังคงย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า รากฐานที่สำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่ 5 เสาหลัก ของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และสายสัมพันธ์ทางสังคม 

ข้อมูลจาก Session: BioTech and Healthspan เข้าใจร่างกายเชิงลึกเพื่ออายุที่ยืนยาว ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 โดย นพ.ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล (รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต) และนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา (นักเขียนและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ChatchapolBook)

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

AI diagnostics : การใช้ AI เพิ่มศักยภาพผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจพบที่รวดเร็วขึ้น

ยกระดับสาธารณสุขด้วย AI diagnostics! ดร. ทอม แบกซ์เตอร์ เสนอแนวทางเปลี่ยนผลตรวจห้องแล็บเดิมๆ ให้เป็นเครื่องมือพยากรณ์ความเสี่ยงมะเร็งและโรคไตเรื้อรัง ค้นพบความผิดปกติก่อนแสดงอาการ ...

Responsive image

บีไอจีแนะใช้ Low-carbon Oxygen ยกระดับบริการทางการแพทย์สู่ความยั่งยืน เสริมการเป็น Medical Hub ของประเทศไทย

Bangkok Industrial Gas (BIG) หรือ บีไอจี ธุรกิจบริการก๊าซอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นโอกาสในตลาด Wellness โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลที่ต้องใช้ออกซิเจนในการรักษาผู้ป่วย ให้มาใช้ Low-carbon Ox...

Responsive image

ก้าวข้ามข้อจำกัด 95% เจาะลึกโปรเจกต์ไทย-ออสเตรเลีย ดึงเทคโนโลยีขั้นสูงผลิตยา-ชีววัตถุเอง ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งอาเซียน

เจาะลึกโปรเจกต์ BPM-TEAM ไทย-ออสเตรเลีย ทุน 1.75 ล้านเหรียญ ยกระดับเทคโนโลยีผลิตยาและชีววัตถุ ลดพึ่งพานำเข้า 95% ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งอาเซียน...