
20.8 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรไทย อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่ไหนไกล แต่มาจากข้อมูลเซสชันของ ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์รักษ์พุง คลินิกโรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ขึ้นพูดในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026
คุณหมอสุเทพ เป็นศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดด้วยกล้อง และรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนระยะสุดท้ายด้วยการผ่าตัดกระเพาะอาหาร คนไข้หนักที่สุดที่เคยรักษาอยู่ที่ 300 กว่ากิโลกรัม ค่าเฉลี่ย BMI ของคนไข้ในคลินิกอยู่ที่ราว 50 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร โดยเขาเปิดเซสชันด้วยมุมมองที่น่าคิดว่า
เรื่องน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมอย่างเดียว คำว่า 'ไม่ใช่แค่' แปลว่ามันมีส่วน แต่ไม่ใช่แค่อย่างเดียว

คุณหมอสุเทพเปรียบเทียบโรคอ้วนกับเบาหวานเพื่อให้เห็นภาพ คนที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน จริง ๆ แล้วร่างกายสู้กับภาวะ Insulin Resistance มาแล้ว 10-15 ปี อินซูลินพยายามกดน้ำตาล สร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งสู้ไม่ไหว น้ำตาลก็พุ่ง
น้ำหนักก็เช่นเดียวกัน วันที่ BMI แตะ 30 ไม่ได้แปลว่าเพิ่งเริ่มมีปัญหา แต่แปลว่าร่างกายผ่านการต่อสู้ภายในมาแล้วเป็นสิบปี ตัวร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือฮอร์โมนที่ชื่อ Leptin ซึ่งปกติแล้วมีหน้าที่บอกร่างกายว่า 'พอแล้ว หยุดเก็บสะสม เบิร์นออกไป' แต่เมื่อ Leptin เกิดภาวะดื้อ ร่างกายก็ต้องสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเอาไม่อยู่ น้ำหนักก็พุ่ง
อีกตัวหนึ่งคือ Ghrelin ฮอร์โมนแห่งความหิวที่หลั่งออกมาจากกระเพาะอาหาร ก่อนมื้ออาหารทุกครั้ง Ghrelin จะพุ่งสูงมาก ทำให้เรารู้สึกหิว คนที่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนความหิว จะทำให้หิวมากกว่าปกติ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีเรื่องของฮอร์โมนทำงานอยู่ภายใน
หลายคนเชื่อว่าสมการลดน้ำหนักง่าย ๆ คือกินให้น้อยลง ออกกำลังให้เยอะขึ้น หักลบกันก็จะผอม คุณหมอสุเทพยอมรับว่าสมการนี้ 'ถูก แต่ถูกไม่ทั้งหมด' เพราะในความเป็นจริง หลายคนลดอาหาร ออกกำลังกายเท่าเดิม น้ำหนักลงจริง แล้วก็หยุดลง จากนั้นก็โยโย่กลับขึ้นมา
เบื้องหลังมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอีกมาก ทั้งการอักเสบของไขมัน ภาวะฮอร์โมนดื้อ ระบบประสาท และพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับสมอง เมื่อถามว่าอันไหนเป็นปัจจัยหลัก คุณหมอสุเทพตอบตรง ๆ ว่า 'ตอบไม่ได้จริง ๆ' แต่สิ่งที่ทำได้คือมานั่งหาปัจจัยร่วมกันเป็นรายคน เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แค่ลดน้ำหนักลง 5% หลาย ๆ อย่างในร่างกายก็ดีขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องลดเยอะถึงจะเห็นผล

ยาฉีดลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เรามีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว คุณหมอสุเทพอธิบายว่า ร่างกายเรามี GLP-1 อยู่แล้ว ทุกครั้งที่ทานอาหารเข้าไป GLP-1 จะพุ่งขึ้นมาทันที แต่หายไปในเวลาไม่กี่วินาที
สิ่งที่บริษัทยาทำได้คือทำให้ GLP-1 อยู่ได้นานขึ้น จากวินาทีเป็นวัน และปัจจุบันอยู่ได้เป็นสัปดาห์ มันทำงานโดยไปสั่งให้ร่างกายเบิร์นมากขึ้น และแก้ไขภาวะ Metabolic Resistance ให้ดีขึ้น
แต่คุณหมอสุเทพเตือนว่าต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจมีอาการคลื่นไส้ และที่สำคัญคือถ้าหยุดยา น้ำหนักอาจกลับมาได้

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ความรู้เรื่อง GLP-1 และ Ghrelin ทั้งหมดมาจากการศึกษาผ่าตัดกระเพาะอาหารที่ทำมากว่า 50 ปี
การผ่าตัดแบบ 'สลีฟ' (Sleeve Gastrectomy) คือการตัดส่วนกระเปาะของกระเพาะออก ซึ่งเป็นแหล่งผลิต Ghrelin พอดี คนไข้หลังผ่าตัดจึงไม่ค่อยรู้สึกหิว
ส่วนการผ่าตัดแบบ 'บายพาส' (Gastric Bypass) จะทำให้ GLP-1 สูงขึ้น ผลลัพธ์คือน้ำหนักลดได้ 30-40% ของน้ำหนักเดิม มากกว่าที่ยาปัจจุบันทำได้
แต่ไม่ใช่ใครจะผ่าตัดก็ได้ ต้องมีข้อบ่งชี้ชัดเจน ต้องได้รับการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างน้อย 6 เดือนก่อนผ่าตัด และต้องติดตามหลังผ่าตัดตลอดชีวิต ข่าวดีคือปัจจุบันทุกสิทธิ์การรักษาในไทย ทั้งข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมการผ่าตัดนี้แล้ว ถ้าเข้าเกณฑ์

คุณหมอสุเทพปิดท้ายด้วยประเด็นที่อาจสำคัญกว่าเรื่องยาหรือการผ่าตัด เมื่อพูดถึงโรคอ้วน
ต้องยุติการด่า ต้องไม่ชี้หน้า และต้องไม่แบ่งแยก เราคือพวกเดียวกันทั้งหมด
เขาย้ำว่าโรคอ้วนเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ มีฮอร์โมนที่เป็นตัวแปรโรคนี้อยู่เบื้องหลัง แต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องทำคือเข้าใจ เห็นใจ และช่วยกัน ไม่ใช่ตัดสินจากภายนอก
ในฐานะหมอที่รักษาโรคอ้วนมาทั้งชีวิต สิ่งที่คุณหมอสุเทพเรียนรู้คือ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะ 20 กว่าล้านคนที่อยู่ในภาวะนี้ รักษาอย่างเดียวไม่ไหวแล้ว ต้องช่วยกันดึงออกมา และหยุดไม่ให้ตัวเลขนี้สูงขึ้นไปอีก
อ้างอิง: เซสชัน หยุดวงจร BMI 30+ เมื่อโรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรม ของ ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ในงาน Techsauce Healthspan Festival
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด