รู้จัก CytoDiffusion AI ตรวจเลือด ‘แม่นยำกว่ามนุษย์’ ดักจับเซลล์ผิดปกติที่อาจมองข้าม

CytoDiffusion AI

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) เปิดตัวระบบ AI ตัวใหม่ชื่อว่า CytoDiffusion ที่สามารถวิเคราะห์เลือดได้แม่นยำกว่าผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการตรวจหาความผิดปกติเล็ก ๆ ที่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคร้ายอย่างมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งในบางกรณีแพทย์อาจมองไม่เห็นจากการดูด้วยตาเปล่า           

AI ตัวนี้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับระบบสร้างภาพอย่าง DALL-E (AI ของ OpenAI ที่เปลี่ยนคำสั่งข้อความ ให้เป็นรูปภาพคุณภาพสูง) แต่แทนที่จะสร้างภาพใหม่ ระบบถูกฝึกให้เข้าใจรายละเอียดเชิงลึกของทั้งรูปร่าง ขนาด และโครงสร้างของเซลล์เม็ดเลือดว่าแบบไหนคือปกติและแบบไหนเริ่มผิดปกติ 

AI ดูเซลล์เม็ดเลือดได้ละเอียดกว่าที่มนุษย์มอง

การตรวจเลือดแต่ละครั้งต้องดูเซลล์นับพันเซลล์ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะตรวจได้ครบทั้งหมด CytoDiffusion จึงเข้ามาช่วยวิเคราะห์ทุกเซลล์ ตัดเคสที่ดูปกติออกไป และแจ้งเตือนเฉพาะจุดที่น่าสงสัยให้แพทย์ตรวจซ้ำ วิธีนี้ช่วยลดภาระงานของแพทย์และเพิ่มโอกาสพบความผิดปกติในเคสที่ซับซ้อน

ฝึกด้วยข้อมูลเลือดขนาดใหญ่

ทีมวิจัยฝึก CytoDiffusion ด้วยฟิล์มเลือดมากกว่า 500,000 ภาพที่เก็บจากโรงพยาบาลในเมืองเคมบริดจ์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลลักษณะเซลล์เลือดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแทนที่จะสอนให้ AI จำแค่ว่าอะไร ‘ถูกหรือผิด’ ระบบนี้ถูกออกแบบให้เข้าใจว่ารูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลาย ตามสภาพตัวอย่าง เครื่องมือ และวิธีย้อมสี

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างคือ AI ตัวนี้รู้ขอบเขตความสามารถของตัวเอง หากพบกรณีที่ยังไม่มั่นใจ ระบบจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดูมั่นใจเกินจริง แต่จะส่งต่อให้แพทย์เข้ามาตรวจซ้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยผิดพลาด นอกจากนี้ทีมวิจัยยังทดสอบระบบกับภาพเซลล์เลือดที่ AI ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงภาพจากอุปกรณ์คนละประเภท ผลลัพธ์พบว่า CytoDiffusion สามารถรับมือกับความแตกต่างเหล่านี้ได้ ซึ่งถือเป็นผลดีสำหรับการนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานและเครื่องมือที่หลากหลาย

AI เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ได้มาแทนที่

ในการทดสอบ CytoDiffusion พบว่าสามารถตรวจจับเซลล์ผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเม็ดเลือดได้แม่นยำ เทียบเท่าหรือดีกว่าโมเดล AI ชั้นนำ ทีมวิจัยย้ำว่า AI ตัวนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่แพทย์ แต่เพื่อช่วยคัดกรองและชี้จุดเสี่ยง ทำให้แพทย์มีเวลาตัดสินใจในเคสสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดฐานข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกนำไปต่อยอด เพื่อยกระดับการวินิจฉัยโรคในระยะยาว ขณะเดียวกันนักวิจัยยอมรับว่ายังต้องพัฒนาระบบให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นและทดสอบกับกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเป็นธรรมกับทุกคนก่อนนำไปใช้งานในวงกว้าง

อ้างอิง: sciencedaily

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลกที่ใช้งานได้ ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวมือและแขน ก้าวสำคัญของ BCI

จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอ...

Responsive image

เลือดหยดเดียว รู้ผลใน 30 นาที: เปิดเบื้องหลัง 'SERS-TB' นวัตกรรมรามาน AI ฝีมือคนไทย ที่จะตัดวงจร 'วัณโรคแฝง' ภัยเงียบของคน 1 ใน 4 ของโลก

สวทช. โดยเนคเทค จับมือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ทดสอบภาคสนามนวัตกรรมตรวจเลือดพกพาที่หลอมรวม Raman Spectroscopy เข้ากับ ...

Responsive image

Disrupt Health Impact Fund ลงทุนใน Osteoboost จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

ครั้งแรกในไทย กองทุน Disrupt Health Impact Fund คว้า Osteoboost อุปกรณ์ Wearable ตัวเดียวที่ FDA รับรอง นวัตกรรมสั่นสะเทือนชะลอกระดูกบาง 85% เตรียมบุกตลาดเอเชียเร็วๆ นี้...