
คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยราว 78 ปี แต่ช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรงจริง ๆ นั้นสั้นกว่าตัวเลขนี้ถึง 10 ปี หมายความว่าตั้งแต่อายุ 68 เป็นต้นไป หลายคนเริ่มเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า 'Sickspan' คือช่วงชีวิตที่คุณภาพลดลง ต้องพึ่งพาคนอื่น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูง
ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ หรือ 'หมอฟ้า' แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันจากศูนย์ VitalLife โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ตั้งคำถามง่าย ๆ กับผู้ฟังว่า ใครตรวจสุขภาพประจำปีแล้วมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงจริง ?
เพราะการตรวจสุขภาพแบบเดิมนั้นออกแบบมาเพื่อ 'หาโรค' ให้เจอเร็วที่สุด แต่การตรวจแบบ Longevity คือการ 'หาความเสี่ยง' ก่อนที่โรคจะเกิด ไม่ใช่รอให้ตัวเลขแตะเกณฑ์วินิจฉัยแล้วค่อยลงมือทำอะไร
พญ.วรรณวิพุธ เล่าว่า ศัตรูตัวฉกาจของ Healthspan มี 4 กลุ่มใหญ่ที่ทั่วโลกเรียกว่า 'Four Horsemen' ได้แก่
แต่คนไทยมียมทูตคนที่ 5 พิเศษกว่าชาติอื่น นั่นคือ 'โรคไต' เพราะพฤติกรรมการกินของเรา เธอยกตัวอย่างว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อมีโซเดียมสูงถึง 3 เท่าของปริมาณที่แนะนำต่อวัน และเวลากินเค็มเกินไป วิธีแก้ของคนไทยคือ 'เติมน้ำ' ให้รสเค็มจางลง แต่สุดท้ายก็ซดหมดถ้วยอยู่ดี ได้เกลือเข้าร่างกายเท่าเดิม
การตรวจแบบ Longevity จึงต้องออกแบบมาเพื่อตรวจจับความเสี่ยงของทั้ง 5 กลุ่มโรคนี้ ไม่ใช่รอให้เป็นแล้วค่อยรักษา

หัวใจของเซสชันนี้คือตาราง Core Longevity Biomarkers ที่คุณหมอวรรณวิพุธเน้นว่า ค่าที่เราคุ้นเคยจากผลตรวจประจำปีนั้น ใช้เกณฑ์สำหรับ 'วินิจฉัยโรค' แต่ถ้าเราต้องการ Healthspan ที่ดี ต้องตั้งเป้าให้เข้มงวดกว่านั้นมาก
ตัวแรกคือ HbA1c หรือน้ำตาลสะสม เกณฑ์เดิมวินิจฉัยเบาหวานอยู่ที่ 6.5% แต่เกณฑ์ Longevity แนะนำไม่เกิน 5.4% เพราะถ้ารอจนแตะ 6.5 เท่ากับ 'ตัวจุ่มลงไปในถังเบาหวานเรียบร้อยแล้ว' การจะกลับมาปรับไลฟ์สไตล์ตอนนั้นยากกว่ามาก
ตัวที่สองคือ ApoB ซึ่งเธอเปรียบเทียบได้น่าจำว่า ถ้า LDL คือรถบรรทุกที่แบกคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย ApoB ก็เหมือน 'รถบรรทุกสีชมพูแป๋น' ที่คนขับมารยาทไม่ดี ชอบเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งมีเยอะ ไขมันก็ยิ่งไปเกาะเป็นตะกรันตามผนังหลอดเลือด เกณฑ์ Longevity อยู่ที่ต่ำกว่า 90 mg/dL ขณะที่เกณฑ์ทั่วไปยังปล่อยถึง 130
ตัวที่สามคือ hs-CRP ซึ่งบอกระดับการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายแก่และเสื่อม เป้าหมายคือต่ำกว่า 1.0 mg/L ไม่ใช่ 3.0 ตามเกณฑ์เดิม
ตัวที่สี่คือ Fasting Insulin ซึ่งคุณหมอวรรณวิพุธ เล่าเปรียบเทียบกับหนังจีนกำลังภายในว่า อินซูลินเปรียบเสมือนจอมยุทธ์ที่ฟาดฝ่ามือทีเดียวจัดการศัตรูได้ 100 คน แต่เมื่อไหร่ที่พลังลมปราณเริ่มถดถอย ฟาดทีหนึ่งจัดการได้แค่ 20 ต้องเหนื่อยฟาดถึง 5 ทีกว่าจะจัดการหมด
นั่นคือสัญญาณแรก ๆ ว่าร่างกายกำลังมีปัญหาก่อนที่น้ำตาลจะขึ้นด้วยซ้ำ เป้าหมาย Longevity คือ 2-5 μIU/mL ขณะที่เกณฑ์ทั่วไปปล่อยถึง 15
ตัวที่ห้าคือ Homocysteine โมเลกุลที่ชอบจับคู่กันแล้วไปอุดตันหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงสโตรกและโรคหัวใจ ค่านี้น่าสนใจเพราะบางครั้งสูงจากพันธุกรรม แต่บางครั้งสูงเพราะขาดวิตามิน B12 โดยเฉพาะคนที่กิน Plant-based โดยไม่เคยเจาะเลือดตรวจ คิดว่าตัวเอง Healthy แต่กลับมีความเสี่ยงสโตรกซ่อนอยู่
ตัวสุดท้ายคือ eGFR ค่าการกรองของไต เป้าหมายควรเกิน 90 ไม่ใช่แค่เกิน 60 ตามเกณฑ์เดิม
สิ่งที่เธอเน้นย้ำคือ ค่าเหล่านี้ไม่ได้ตรวจเพื่อให้วิ่งไปซื้อ supplement แต่ตรวจเพื่อบอกว่าถึงเวลาปรับไลฟ์สไตล์หรือยัง ทั้งการนอน การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย โภชนาการ การหลีกเลี่ยงสารพิษ และสุขภาพจิต เพราะถ้าเห็นตัวเลขผิดปกติแล้วแก้ด้วยยาตัวหนึ่ง พอมีผลข้างเคียงก็ต้องกินอีกตัวตามไป วนเป็นลูปไม่จบ

อีกค่าที่คุณหมอวรรณวิพุธอยากให้ทุกคนรู้จักคือ VO2 Max ค่าที่วัดสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งงานวิจัยจาก JACC ปี 2022 ศึกษาทหารผ่านศึกกว่า 750,000 คน พบว่าทุก ๆ 1 MET ที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเสียชีวิตลดลง 13-15% และคนที่สมรรถภาพต่ำมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าคนฟิตถึง 2-3 เท่า ค่านี้ทำนายได้แม่นกว่า BMI การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่ความดันโลหิตสูง
เธออธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้าตอนอายุ 20-30 แค่เดินรอบสวนสาธารณะสักกิโลก็เหนื่อยหอบ พออายุ 70 อาจเดินแค่ 100 เมตรก็ไม่ไหวแล้ว VO2 Max จึงเป็นตัวบอกว่าเรามีความเสี่ยงแค่ไหนที่จะกลายเป็น 'วัยพึ่งพา' ในอนาคต
แล้วเราจะวัดค่า VO2 Max ได้อย่างไร ?
จริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งบนสายพานในโรงพยาบาล แค่ใช้สเต็ปสูง 40 เซนติเมตร เดินขึ้นลงตามจังหวะ 3 นาที แล้ววัดอัตราการเต้นหัวใจก็ประเมินได้ หรือจะดูเทรนด์จาก Wearable device ก็ได้ ซึ่งตัวเลขจากอุปกรณ์อาจสูงกว่าของจริงเล็กน้อย แต่ก็พอได้เห็นเทรนด์ VO2 Max ของร่างกายเราแบบคร่าว ๆ

ประเด็นสุดท้ายที่คุณหมอวรรณวิพุธเตือนคือ เรื่อง Biological Age ที่อินฟลูเอนเซอร์พูดถึงกันมาก เธอบอกว่าปัจจุบันมีวิธีวัดอายุชีวภาพ หรือ 'นาฬิกา' อยู่ราว 20 แบบ แต่ละแบบใช้ DNA Methylation คนละชุด ซึ่งให้ผลต่างกันกันไป และที่สำคัญคือแต่ละนาฬิกามีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เท่ากัน บางตัวบวกลบถึง 10 ปี
หมายความว่าถ้าอายุจริง 45 แต่ผลออกมา 55 อาจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติของนาฬิกาตัวนั้น แต่ถ้าไม่รู้ข้อจำกัดนี้ หลายคนเห็นตัวเลขแล้วเครียด เลิกออกกำลังกาย เลิกดูแลตัวเอง กลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
เธอจึงไม่แนะนำให้กระโจนไปตรวจทุกแล็บใหม่ที่มีมา โดยไม่เข้าใจว่าตัวเลขนั้นแปลว่าอะไร ใช้นาฬิกายี่ห้อไหนวัด และมีข้อจำกัดแค่ไหน
สิ่งที่คุณหมอวรรณวิพุธทิ้งไว้ให้คิดคือ เราไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด 60-100 ตัวตามที่อินฟลูเอนเซอร์บอก แค่ใช้ข้อมูลจากแล็บที่ตรวจเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ 'อ่านให้เป็น' และตั้งเป้าให้เข้มงวดกว่าเดิม ก็เพียงพอที่จะเริ่มออกแบบ Health Profile ของตัวเองได้
อ้างอิง: เซสชัน Design Your Health Profile ของ พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ในงาน Techsauce Healthspan Festival
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด